เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ มารีเริ่มปรับตัวกับการฝึกงานได้ดีขึ้น เมื่ออาทิตย์เห็นถึงความจริงจังของเธอก็เริ่มวางใจมอบหมายงานให้รับผิดชอบ นั่นคือช่วยจัดเตรียมเอกสารสัญญา เมื่อทางบริษัทจะต้องมีการเซ็นสัญญากับบริษัทอื่น ๆ
โดยการฝึกงานช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อสนิทกันมากขึ้น อาทิตย์ก็เริ่มใจดีกับมารีมากกว่าเดิม ชีวิตหลังจากนั้นของเธอจึงเป็นไปด้วยความราบรื่น
จนกระทั่งวันศุกร์ วันนี้แผนกที่เธอฝึกงานมีนัดเลี้ยงกันเนื่องจากพนักงานคนหนึ่งของแผนกจะลาออกไปเรียนต่อ
“คุณพ่อขา วันนี้มารีกลับดึกนะคะ” เธอกระซิบคุยโทรศัพท์เสียงเบาที่มุมหนึ่งของห้อง
[ให้พี่ปริญไปส่งที่บ้านนะลูก]
“ไม่ค่ะ ไม่ต้อง ๆ มารีไม่รบกวนพี่ปริญ มารีนั่งแท็กซี่กลับเองได้ค่ะ”
[ไม่ได้ มันอันตรายนะลูก] คนเป็นพ่อยังคงพร่ำบ่นอีกยืดยาวด้วยความเป็นห่วงลูกสาว
ยังไม่ทันที่มารีจะได้ตอบอะไรพ่อของเธอกลับไป โทรศัพท์ก็ถูกแย่งออกมาจากมือ ตอนแรกมารีใจหายวาบนึกว่าถูกกระชากโทรศัพท์กลางวันแสก ๆ ภายในบริษัท แต่เมื่อหันไปมองโจรขโมยโทรศัพท์ก็พบใบหน้าคมแต่แข็งกร้าวของคนที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิต
“ทำอะไรคะ” มารีแววตาวาววับเมื่อเห็นหน้าโจรขโมยโทรศัพท์ชัด ๆ
ปริญไม่สนใจตอบเธอกลับคุยกับคนในสายแทนโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของโทรศัพท์เลยสักนิด
“คุณลุงครับ ผมเองครับปริญ”
มารีคิดว่าปลายสายคงพูดอะไรมาสักอย่าง ได้ยินเขาตอบกลับไปว่า
“คุณลุงไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไปส่งมารีเองครับ”
“มายุ่งอะไรด้วย!” มารีถลึงตาใส่ เมื่อเขาส่งโทรศัพท์คืนให้
ทั้งที่มารีตั้งใจไว้แล้วว่าเธอจะพยายามทำตัวกับเขาให้เป็นปกติที่สุด แต่ปริญก็ช่างยั่วโมโหกันเก่งเหลือเกิน
“คุณลุงบอกว่าถ้าไม่ให้พี่ไปส่งก็ไม่อนุญาตให้ไปกินเลี้ยง” ปริญไม่สนใจแววตาขุ่นเคืองของเธอสักนิด
มารีดึงโทรศัพท์กลับแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ ไม่ยอมพูดคุยอะไรกับเขา ก็ลองดูว่าเขาจะบังคับเธอได้แค่ไหน
ร้านอาหารที่จัดงานเลี้ยงอยู่ตรงข้ามบริษัท มารีเดินรวมกับคนอื่น ๆ ข้ามถนนไปที่ร้าน เป็นร้านอาหารไทยที่มีการตกแต่งค่อนข้างทันสมัย กว้างขวาง โต๊ะที่บริษัทจองไว้สามารถมองเห็นวิวถนนได้เต็มตา ด้านล่างเป็นคาเฟ่กาแฟ ชั้นสองเป็นห้องอาหาร ชั้นบนสุดเป็นห้องพัก
มารีมาที่นี่บ่อยแต่มาแค่คาเฟ่ชั้นล่าง ชาติก่อนเธอมักจะทำอาหารมาให้ปริญแล้วก็หาร้านกาแฟนั่งรอเขาเลิกประชุม เธอหลับตาลงพยายามควบคุมความคิดตัวเองเมื่อเผลอคิดถึงเรื่องของเขาอีกแล้ว มารีโทษว่านั่นเป็นเพราะเขามาวุ่นวายกับเธอเมื่อตอนกลางวัน ทำให้เรื่องของเขากวนใจเธอไม่หยุด
เพราะมารีเพิ่งมาทำงานได้ไม่ถึงเดือนจึงมีเพื่อนน้อย มีเด็กฝึกงานคนหนึ่งมาฝึกงานแผนกเดียวกับเธอชื่อดรีม แต่ดรีมนั่งข้างคนอื่น ๆ แล้ว มารีจึงเลือกนั่งข้างอาทิตย์ ซึ่งเธอเห็นสีหน้ายุ่งยากใจของชายหนุ่มเพียงครู่จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่เพียงครู่เดียวก็ทำให้คนที่สังเกตคนอื่นอย่างมารีสัมผัสได้
อาทิตย์ลำบากใจที่เธอมานั่งข้าง ๆ ซึ่งมารีไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้งที่ชาติที่แล้วเขาใจดีกับเธอมาก ยิ่งเห็นเขาพูดน้อย เกร็งเหมือนจะกินข้าวไม่อร่อยเมื่อเธอนั่งอยู่ตรงนี้ ทำให้มารียิ่งอยากแกล้ง
เธอตักแกงเขียวหวานที่อยู่ตรงหน้าอาทิตย์ใส่จานให้เขา ทั้งที่เขาสามารถตักเองอย่างง่ายดาย และตักได้สะดวกกว่าเธอด้วยซ้ำ
“พี่อาทิตย์ลองชิมสิคะ” เธอยิ้มจนตากลมโตยิบหยี เห็นหูของเขาแดงขึ้นเมื่อถูกเธอแกล้ง ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลง หันกลับมาตอบเธอเสียงเบา
“ผมตักเองได้ครับ”
ตอนที่พูดใบหน้าของเขายิ่งแดงขึ้นไปอีก มารีต้องควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เมื่อเธอค้นพบว่าผู้ชายตัวโต คนนี้เป็นคนที่แกล้งได้ง่ายมาก
เมื่อได้แกล้งเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ มารีก็รู้สึกว่าตัวเองอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย จึงเลิกสนใจเขาแล้วหันมาสนใจอาหารตรงหน้าบ้าง แต่พอหันกลับมาก็พบว่าทุกสายตาบนโต๊ะกำลังจับจ้องมาที่เธอ รวมถึงปริญที่นั่งฝั่งตรงข้ามอาทิตย์ด้วย แต่มีหรือที่มารีจะกลัว
ตอนที่เป็นสามีภรรยากัน เธอไม่เคยชนะเขาได้เลยสักครั้ง เวลาทะเลาะกันเธอจ้องเขาอย่างจับผิด เขาก็จะจ้องเธอกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ผิด ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมื่อตาคมไม่ยอมหลบตา เธอจึงเป็นฝ่ายละสายตาจากเขาก่อน หันไปสนใจคนอื่น ๆ บนโต๊ะแทน
“ทานได้เลยไหมคะ” เธอยิ้มกว้างขณะหันไปถามพี่พนักงานผมสั้นที่ทุกคนมาเลี้ยงส่ง เพิ่งนึกได้ว่าคนอื่นยังไม่ได้ลงมือเลยเธอก็จับช้อนตักอาหารเสียแล้ว
ผู้หญิงคนนั้นไม่กล้าตอบแต่กลับเหลือบตาไปมองปริญแทน ถ้าหัวหน้าไม่อนุญาตพวกเธอจะกล้าลงมือได้อย่างไร
“ทุกคนเริ่มทานกันเถอะครับ” เขาพูดเป็นงานเป็นการ สายตาไม่ละจากใบหน้าเธอเลยสักนิด เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ที่สุดในโต๊ะนี้ มารีก็เริ่มลงมือทานทันที ส่วนคนอื่น ๆ ในโต๊ะยังไม่กล้าลงมือ
จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือของปริญดังขึ้นแล้วเขาขอตัวไปรับโทรศัพท์นั่นแหละ คนอื่น ๆ จึงเริ่มลงมืออย่างรวดเร็ว
มารีมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่งจัด เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่นาที ปริญยังคุยโทรศัพท์ไม่เสร็จด้วยซ้ำ อาหารตรงหน้าก็พร่องลงอย่างรวดเร็ว
“หนูมารีกับคุณอาทิตย์ดูสนิทสนมกันดีจังเลยค่ะ” น้ำค้างสาวผมสั้นซึ่งทุกคนมาเลี้ยงส่งเริ่มเอ่ยปากแซวเมื่อบนโต๊ะไม่มีหัวหน้าอยู่ด้วย ส่วนคนอื่น ๆ ที่เริ่มจิบเครื่องดื่มมึนเมาไปบ้างก็เริ่มผิวปากแซวสนุกสนานเช่นกัน
อาทิตย์ส่งสายตาดุไปมองลูกน้อง แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ ยังคงเอ่ยปากแซวต่ออย่างสนุกสนาน
“เอ๊ะ เอ๊ะ หรือแอบกิ๊กกัน” ตอนที่พูดเธอก็ชี้นิ้วไปที่มารีที อาทิตย์ที มารีไม่ถือสากลับหัวเราะขำอีกฝ่ายเสียอีก นี่แสดงว่าคนอื่น ๆ ในฝ่ายก็คิดเหมือนเธอ ว่าอาทิตย์ไม่น่ากลัวเลยสักนิด แม้เขาจะพยายามทำหน้าดุแค่ไหนก็ยังไม่มีใครหยุดแซวเขาเล่น
ต่างกับอีกคนที่ดูดุตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องพยายาม ปริญเดินกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งเมื่อคุยโทรศัพท์เสร็จ เขาไม่ได้นั่งลงแต่กลับพูดกับอาทิตย์ว่า
“เดี๋ยวลูกค้าจะแวะมาคุยงานที่ร้าน ผมต้องขอแยกตัวไปนั่งกับลูกค้า”
เมื่อพูดประโยคนั้นจบ เขาก็หันไปมองน้ำค้างพนักงานสาวที่พวกเขาพามาเลี้ยง ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบพยักหน้า
“หัวหน้าตามสบายเลยค่ะ ลูกค้าย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว” เจ้าของงานรีบอนุญาตรัวเร็วแทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
มารีเหลือบมองคนพูดเห็นว่าน้ำค้างมีแววตาใสซื่อจริงใจ บ่งบอกว่าเธอเต็มใจให้หัวหน้าของตัวเองไปอย่างยิ่งจนมารีเกือบจะหลุดขำขึ้นมาอีกรอบ ถ้าไม่หันไปสบตากับคนหน้าดุเสียก่อน ทั้งคู่สบตากันชั่วครู่โดยไม่มีใครสังเกตเห็น และครั้งนี้เป็นเขาที่เป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน
“ถ้าอย่างนั้นผมขอต้องตัวก่อน ทุกคนทานกันให้สนุกนะครับ”
เมื่อปริญย้ายโต๊ะไปนั่งกับลูกค้าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็เปลี่ยนไปทันที ทุกคนเริ่มลงมือดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ทั้งอาหาร เหล้า และเบียร์ถูกเติมเข้ามาที่โต๊ะไม่ขาด
มีจังหวะหนึ่งที่มีคนยื่นแก้วเหล้าให้มารี สมัยก่อนหลังจากแต่งงานกับปริญ เธอก็ออกงานกับเขาบ่อยจึงพอจะดื่มได้บ้าง มารีคิดจะจิบนิดหน่อยเพื่อไม่ให้คนที่ยื่นแก้วมาเสียน้ำใจ แต่มือของใครบางคนก็ยื่นมาดึงแก้วตัดหน้าเธอ
“ผมดื่มเองครับ เธอยังเด็กอยู่เลย”
คนที่ความจริงอายุไม่เด็กแล้วถึงกับมองตาปริบ ๆ เมื่อถูกเขาชิงแก้วเหล้าไปซึ่ง ๆ หน้า
“วิ้ว” เสียงแซวโห่ร้องดังขึ้นเมื่ออาทิตย์กินเหล้าแก้วนั้นหมด บรรยากาศครึกครื้นจนโต๊ะอื่นหันมามอง รวมถึงโต๊ะของปริญและลูกค้าด้วย
ติ๊ง
มารีหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเมื่อเสียงข้อความดังขึ้น
‘ห้ามดื่มเหล้า และรอกลับพร้อมพี่’
‘พี่ปริญ’ เธอเมมชื่อเขาไว้แบบนั้นด้านหลังชื่อเป็นอิโมจิรูปหัวใจ มารีเพิ่งรู้ว่าเธอชอบผู้ชายคนนั้นมานานขนาดนี้ แค่อายุยี่สิบปีก็มอบหัวใจไว้หลังชื่อเขาแล้ว
เธอจำได้ว่าเธอเมมชื่อเขาไว้แบบนี้อยู่หลายปี จนกระทั่งแต่งงานกันถึงเปลี่ยนเป็น ‘พี่ปริญสามีสุดที่รัก’ ตอนนั้นเพื่อน ๆ ของเธอยังแซวว่าหวานเลี่ยนชวนอ้วกมาก
“คุณอาทิตย์กับหนูมารียังไงคะเนี่ย เอ๊ะ เอ๊ะ!”
น้ำค้างที่เริ่มเมาได้ที่เอ่ยปากแซวเรื่องเดิมอีกครั้ง มารีมองเธอส่ายนิ้วไปมาจนเริ่มเวียนหัว ตัวคนเมาก็เอียงไปเอียงมา จนเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่คนอื่น ๆ ในโต๊ะก็สภาพไม่ต่างกัน นอกจากอาทิตย์กับมารีแล้ว คนอื่นที่เหลือก็เมาจนสภาพแทบดูไม่ได้ จึงไม่มีใครถือสาใคร
คนทั้งโต๊ะดื่มกินไปอีกสักพัก อาทิตย์ก็หันมาบอกเธอว่าลูกค้าจะกลับแล้ว เขาและปริญจะเดินออกไปส่งลูกค้าที่รถ มารีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ทั้งยังทำมือโอเคให้เขาสบายใจไม่ต้องเป็นห่วง เธอมองตามจนเห็นปริญและอาทิตย์เดินตามลูกค้าออกไปจากห้อง ก็รู้ว่านี่เป็นโอกาสทองของเธอแล้ว เรื่องอะไรเธอจะรอให้ปริญไปส่ง เธอต้องแสดงให้พ่อเห็นว่าเธอดูแลตัวเองได้ พ่อจะได้ไม่ต้องฝากฝังให้ใครช่วยดูแลเธออีก
มารียืนโบกแท็กซี่หน้าร้านอาหาร ตรงนี้ไฟสว่างเธอจึงคิดว่าน่าจะปลอดภัย แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีมือมากระชากสร้อยออกจากลำคอระหง
“กรี๊ด” มารีกรีดร้องน้ำตาไหลพรากเมื่อสร้อยครูดไปกับลำคอเธอจนเกิดรอยแดง โจรร่างผอมวิ่งหลบไปทางมุมมืดของถนนเมื่อกระชากสร้อยได้สำเร็จ เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนเธอตั้งตัวไม่ทัน
“มารีเป็นไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ปริญที่กลับมาจากเดินไปส่งลูกค้ารีบวิ่งเข้ามาหามารีด้วยความเป็นห่วง เขาพยุงเธอไว้ในอ้อมแขนแข็งแรง ไล่สายตาสำรวจไปตามร่างกาย ค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนอีก นอกจากรอยถลอกจนเลือดซิบที่คอ
“สร้อย พี่ปริญ สร้อยของมารี” มารีเขย่าตัวคนที่พยุงเธออยู่
“ของนอกกายนะมารี ปลอดภัยก็ดีแล้ว” เขาปรามเมื่อเห็นเธอฟูมฟาย
“ไม่ สร้อย แม่ ฮือ” เธอร้องไห้หนัก ถ้าไม่มีเขาพยุงอยู่คงทรุดลงไปกับพื้น แค่ได้ยินเท่านั้นปริญก็ส่งหญิงสาวให้พนักงานหญิงที่ตามออกมาช่วยพยุง เขาวิ่งตามโจรร่างผอมไปแบบไม่คิดชีวิต
อดีตนักกีฬาโรงเรียนอย่างเขาวิ่งตามโจรกระจอกไปได้ไม่ยาก อีกฝ่ายเป็นเพียงชายร่างผอม เมื่อถูกปริญกระโดดถีบจนล้มหงายไปกองกับพื้นก็ตกใจจนตัวสั่น แต่มันก็คิดว่าต้องสู้จึงหยิบมีดสั้นขึ้นมาวิ่งเข้าหาอีกฝ่าย ปริญไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ที่ไหน เมื่ออีกฝ่ายมีอาวุธก็เพลี่ยงพล้ำ ดีที่เขาหลบทันจึงถูกคมมีดถากที่หลังมือเท่านั้น ไม่นานตำรวจก็มาถึงและสามารถจับกุมคนร้ายไว้ได้ ปริญกระชากสร้อยออกมาจากมือของไอ้หนุ่มร่างผอมซึ่งถูกตำรวจคุมตัวไว้ เดินกลับมาหามารีโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองเลยสักนิด
“นี่สร้อย” เขากลับมาพร้อมยื่นสร้อยเจ้าปัญหาให้สาวน้อยที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่
“ฮือ” มารีผละร่างออกจากพนักงานหญิงที่ช่วยพยุงเธอแล้วพุ่งตัวเข้ากอดเขาโดยไม่สนใจมองสร้อยที่เขาถือไว้เลยสักนิด แม้จะตกใจแต่ปริญก็โอบกอดร่างสั่นเทาไว้แน่น
“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้วมารี” ปริญปลอบจนเสียงร้องไห้เงียบลงจึงก้มหน้าลงมองคนในอ้อมแขน และพบว่าเธอหมดสติไปเสียแล้ว!