มารีตื่นขึ้นมาในสถานที่คุ้นเคย โรงพยาบาล! ตลอดชีวิตของเธอต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยเหลือเกิน เมื่อมองข้างเตียงก็พบใบหน้าคมของคนที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิต ที่เขาว่ากันว่าใบหน้าพระเจ้าสร้างไม่เกินจริงไปนักเมื่อนำมาใช้กับปริญ แต่ก่อนมารีชอบมองเขามาก ชอบใบหน้า ชอบดวงตา ชอบริมฝีปาก ชอบทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นปริญ ในโลกนี้มีผู้ชายหน้าตาดีมากมาย แต่จะมีผู้ชายสักกี่คนที่สามารถทำให้เรามองเขาแล้วหัวใจเต้นตึกตักได้ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าชาตินี้เธอจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขา แต่พระเจ้าก็เหมือนกลั่นแกล้งเธอตลอด ไม่รู้ทำไมการหลีกหนีจากคน ๆ หนึ่งถึงทำได้ยากเย็นนัก
ครั้งนี้เขาก็เป็นคนที่ช่วยเธอไว้ ความรู้สึกทั้งชิงชังทั้งขอบคุณตีกันไปหมด มารีโทษว่าถ้าไม่เพราะเธอต้องการหนีเขา ก็คงไม่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าไม่ได้เขา เธอก็คงไม่ได้สมบัติชิ้นสุดท้ายของแม่คืน
ปริญนั่งเก้าอี้ข้างเตียงคนป่วย เขาไม่ได้หันมามองเธอ ตาเรียวจ้องมือถือในมือ มือข้างซ้ายมีผ้าก๊อซแปะไว้ ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า มารีไม่รู้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน และไม่รู้ว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว เพราะเขาพูดกับเธอโดยไม่หันมามองด้วยซ้ำ
“พี่บอกให้รอกลับพร้อมพี่”
ถ้าไม่มีเรื่องก็แล้วไป ตอนนี้พอเธอไม่ทำตามที่เขาพูดแล้วเกิดเรื่องเลยไม่รู้จะเอาอะไรไปโต้แย้ง
“แล้ว สร้อย…” มารีจำได้ว่าก่อนจะหมดสติเขาถือสร้อยมาคืนให้ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าสร้อยเส้นนั้นหายไปไหนเสียแล้ว
“อยู่กับตำรวจ” เธอยังถามไม่ทันจบเขาก็พูดสวนขึ้นเสียก่อน
“ก็ตอนนั้น คุณ…พี่ปริญ เอาสร้อยมาคืน” เธอกลับคำแทบไม่ทันเมื่อตาเรียวของเขาจ้องมา ก็เธอจำได้ว่าเขาวิ่งเอาสร้อยมาคืนเธอก่อนหมดสติ
“ตำรวจเก็บไว้เป็นของกลาง พี่จะพาไปสถานีตำรวจตอนที่มารีหายแล้ว”
“ตอนนี้หายแล้ว!” เธอรีบบอกทันที เพราะไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ เธอแค่ตกใจมากไปเลยหมดสติก็เท่านั้น
“ไม่รู้สิ! ไม่รู้ว่าคุณลุงจะคิดว่ามารีหายดีแล้วแน่หรือเปล่า” ขณะพูดเขาก็ควงโทรศัพท์ในมือไปมาด้วยท่าทางกวนโมโหอย่างที่สุดในสายตาของคนมอง
“ห้ามบอกคุณพ่อ!”
ปริญหันมาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเธอพูดจบ
“ห้ามบอกคุณพ่อนะคะ” เมื่อเห็นท่าทางเขาแบบนั้นเสียงของเธอจึงอ่อนลงหลายส่วน ใช้ชีวิตอยู่กับเขามายี่สิบปี มารีเรียนรู้ว่าคนอย่างปริญต้องใช้ไม้อ่อนถึงจะได้ผล
“แลกกับ?”
“แล้วต้องการอะไรล่ะ?” ว่าจะใจเย็นค่อย ๆ พูดกับเขาแล้วแต่พอเขาเล่นลิ้นไม่ยอมพูดออกมาเสียที น้ำเสียงเธอก็แข็งขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ มารีเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเขาเป็นคนยั่วโมโหคนอื่นได้เก่งถึงขนาดนี้
“วันหยุดนี้ไปดูหนังกับพี่สักเรื่อง”
ความจริงสิ่งที่ปริญขอไม่เรียกว่าหนักหนาหรือลำบากอะไรในความรู้สึกของเธอ แต่น่าจะเรียกว่าเกินความคาดหมายมากกว่า เขาขอให้เธอไปดูหนังกับเขา! มารีรู้ว่าเธอไม่ได้ลำบากใจ แต่มันเป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
ก่อนแต่งงานเธอและปริญไม่เคยไปเดตกันเลยสักครั้ง หลังแต่งงานเป็นช่วงที่บริษัทของพ่อเธอเริ่มประสบปัญหา เขายิ่งทำงานหนักขึ้น ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นเดตแรกของทั้งคู่เลยก็ว่าได้
เมื่อวันเสาร์มาถึงก่อนที่จะไปดูหนังกันสถานที่แรกที่ทั้งคู่ไปคือสถานีตำรวจ มารีเดินเคียงข้างเขากลับมาที่รถ หลังจากที่ปริญพาเธอไปรับสร้อยของแม่คืน เธอมองสร้อยในมือทั้งโล่งอก ทั้งดีใจ เมื่อเดินกลับมานั่งบนรถก็ยังจ้องมองอยู่แบบนั้น สมาธิของเธออยู่กับสร้อยคอเส้นเล็กจนไม่สนใจคนที่อยู่ข้าง ๆ ผ่านไปหลายนาทีจึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเมื่อเขาไม่ยอมออกรถเสียที
“มีอะไรคะ?”
ปริญไม่ตอบแต่กลับแบมือออกมาตรงหน้าเธอ มารีจ้องกลับขมวดคิ้วขึ้น ไม่เข้าใจท่าทีของเขา แต่ก็ไม่ได้ถาม จ้องเขากลับแบบนั้นราวกับจะวัดใจกัน ปริญจึงเป็นฝ่ายยอมแพ้เกมจ้องตาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขายอมแพ้ให้เธอ หรือไม่ก็แค่นึกสงสาร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอคุยเก่ง เธอเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงคนหนึ่ง เขาจึงลืมเรื่องสำคัญไปเลยว่าเธอคือเด็กที่สูญเสียความรักของแม่แท้ ๆ ไป ดังนั้นวันนี้เขาจึงตั้งใจจะใจดีกับเธอให้มากหน่อย
“มาพี่ใส่ให้”
ตอนแรกมารีกำลังจะปฏิเสธ แต่ก็คิดได้ว่าถ้าเขาไม่ช่วยใส่ให้ ก็ไม่รู้จะรบกวนใครช่วยเธอจึงยอมยื่นสร้อยในมือให้อีกฝ่าย
“หันหลังมาสิครับ”
ถึงเขาจะบอกแบบนั้น แต่มารียังคงนิ่งไม่ยอมทำตาม ราวกับสมองของเธอเบลอไปเพราะความใจดีของเขา ยิ่งเห็นสีหน้ามึนงงสับสนยิ่งทำให้ปริญอารมณ์ดีจนเกือบเผลอยิ้มออกมา เธอจะงงจะเบลอก็ไม่แปลก เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเขาเคยใจดีกับเธอขนาดนี้เสียที่ไหน พอเธอวิ่งตามก็มีแต่ทำหน้ารำคาญใส่ แต่เขาก็จะปล่อยเบลอแบบนี้แหละ
เมื่อเห็นเธอยังเฉย ปริญจึงเป็นฝ่ายจับแขนทั้งสองข้างให้เธอหันหลังมาเสียเอง
“เสร็จแล้วครับ”
เสียงกระซิบเบาข้างหูทั้งยังมีลมหายใจอุ่นของเขาที่เป่ารดต้นคอทำให้มารีรู้สึกตัว เธอขยับไปนั่งเสียชิดประตูรถอีกฝั่งเมื่อรู้สึกว่าเมื่อครู่เธอและเขาใกล้ชิดกันเกินไป สถานการณ์เมื่อครู่เธอคิดว่ามันเกินความจำเป็นไปมาก แต่พอได้มองสบกับแววตาพราวระยับของปริญ ดูเหมือนเขาจะสนุกที่ได้แกล้งเธอ มารีก็เปลี่ยนเป็นนั่งตัวตรง
“เราจะไปกันได้หรือยังคะ” ปากถามเขาสมองก็พยายามเตือนสติตัวเองว่าเธอไม่ใช่เด็กแล้ว อย่าหวั่นไหวไปเพราะความใกล้ชิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบเมื่อครู่
เขาไม่ตอบแต่กลับเอนตัวเข้าใกล้ มารีตกใจจนเผลอเอนตัวหนี เคยเป็นสามีภรรยากันมา ไม่ใช่ไม่เคยใกล้ชิดกัน มากกว่านั้นยังทำมาแล้ว แต่นั่นมันเรื่องในอดีตทั้งนั้น
ยิ่งได้แกล้งเธอให้หน้าแดง ปริญยิ่งอารมณ์ดีเมื่อพบว่าแท้จริงแล้วช่วงที่ผ่านมาเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เป็นเขาที่คิดมากไปเอง เธอยังเป็นหนูมารีคนเดิม ปริญพยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ฝังจมูกสูดดมความหอมที่แก้มแดงปลั่งของสาวน้อย เพราะเกรงว่าเธอจะตกใจกลัวเขาเสียก่อน สุดท้ายเขาเพียงดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้เธอ แล้วกลับมานั่งตัวตรงหลังพวงมาลัย
พอเขาถอยห่างนั่นแหละสติมารีจึงเริ่มกลับมา เธอต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่าไปหลงกลความอ่อนโยนของเขาไม่อย่างนั้นเธออาจจะเจ็บอีกเหมือนชาติที่แล้ว
"เราจะไปไหนกันคะ" เมื่อตั้งสติได้น้ำเสียงของเธอก็กลับมาเย็นชาเหมือนที่เขาเคยได้ยินก่อนหน้า
“ดูหนังไงครับ” เทียบกับหญิงสาวที่พยายามเรียกสติตัวเองให้อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ปริญที่คนอื่นคิดว่าเคร่งขรึมและพูดน้อยกลับดูผ่อนคลายกว่ามาก เขาค่อย ๆ พารถมุ่งหน้าสู่ถนนช้า ๆ อากาศช่วงเช้าวันเสาร์สดใส มีแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องมาบนท้องถนนทำให้อากาศอุ่นขึ้น ปริญอารมณ์ดีจนไม่รู้สึกหงุดหงิดเรื่องจราจรติดขัดในเช้าวันหยุดเลยแม้แต่น้อย ยังคิดว่าช่วงเวลาที่ได้อยู่บนรถกับเธอแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
มารีมองคนผิวปากขับรถด้วยความสับสน แม้ตอนนี้เขาจะเด็กกว่าปริญสามีในความทรงจำของเธอ แต่ก็จำได้ว่าเธอและเขาไม่เคยมีช่วงเวลาผ่อนคลายแบบนี้เวลาอยู่ด้วยกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขามีแต่ความเคร่งเครียดเสมอ เธอยังคิดว่าบางทีปริญอาจจะเบื่อหน่ายช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันด้วยซ้ำ
เมื่อมาถึงโรงหนังปริญก็ยังสร้างความแปลกใจให้เธอไม่หยุด การที่ผู้ชายตัวโต ๆ ยืนต่อแถวรอซื้อบัตรหนังรวมกับเด็กวัยรุ่นดูแปลกพิลึก และเธอไม่เคยคิดว่าเขาจะมีเวลาว่างมากพอที่จะชวนเธอมาทำอะไรแบบนี้ด้วย ขนาดตอนที่แต่งงานกันแล้วเธอและเขายังไม่เคยไปดูหนังด้วยกันเลยสักครั้ง
“มาแล้วครับ” ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตยีน กางเกงยีนสีซีดเข้ารูปเผยให้เห็นช่วงขายาวกำลังเดินกลับมาหาเธอ มือหนึ่งถือตั๋วหนัง อีกมือถือแก้วน้ำอัดลมที่มีหลอดสองหลอดอยู่ในนั้น ตอนนี้เป็นหน้าร้อน แถมยุคนี้ยังไม่มีไอแพด ไอโฟน ไม่มีการดูหนังออนไลน์ จึงมีเด็กวัยรุ่นมาดูหนังที่โรงหนังเยอะมาก เขายืนรอซื้อตั๋วนานจนเหงื่อซึมออกมาตามไรผม
“เดี๋ยวมารีไปซื้ออีกแก้ว” เธอเข้าใจว่าเขาไม่มีมือจะถือน้ำมาอีกแก้ว เพราะมือหนึ่งถือตั๋วหนังจึงซื้อมาแค่แก้วเดียว แต่เขากลับยืนขวางเธอไว้
“ไม่ต้องครับ กินด้วยกันก็ได้ พี่ไม่กินเยอะขนาดนั้น” เขาพูดแล้วส่งรอยยิ้มกว้างให้เธอ เพราะความสูงโดดเด่นของเขา ทำให้เด็กวัยรุ่นที่มาดูหนังกันเริ่มหันมามอง
“ตัวเองดูพี่สองคนนั้นสิ หน้าตาดีจัง” มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใจกล้าสะกิดแขนเพื่อนมอง
“แฟนเขาก็น่ารักนะ”
“เราว่าแฟนเขาผอมไปนิด”
มารีหันไปถลึงตามองเด็กสองคนนั้น แต่คนที่วิจารณ์รูปร่างเธอไม่ได้มีท่าทีกลัวเกรง แถมยังแลบลิ้นใส่เธอเสียอีก ก่อนจะจูงมือเพื่อนเดินหนีไปแบบไม่รู้สึกผิดสักนิด มารีมองตามเด็กนิสัยเสียแล้วส่ายหน้าราวเอือมระอา ยุคนี้ยังมีเรื่องการบูลลี่รูปร่างหน้าตากันอยู่มาก ถ้าเด็กนั่นไม่เปลี่ยนนิสัย อีกยี่สิบปีข้างหน้ายัยเด็กไร้มารยาทคนนั้นคงโดนชาวโซเชียลถล่มยับ
“ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวหนังก็จะเริ่มแล้ว” ปริญสะกิดเรียกเธอ เมื่อมารียังยืนเหม่อมองเด็กสองคนที่เดินจากไป
เชอะ! เขาถูกชมว่าหล่อก็คงไม่โกรธอยู่แล้ว มารีเบ้ปากมองคนหน้าตาดีด้วยความหมั่นไส้ แล้วเดินนำเข้าโรงหนังไปก่อน ไม่แม้แต่จะรอเขาด้วยซ้ำ
รอบหนังที่เขาเลือกคนแน่นขนัด ปริญไม่ได้จองมาก่อนล่วงหน้าจึงไม่ได้ที่นั่งที่ดีนัก แอร์ในโรงหนังหนาวกว่าข้างนอกมาก มารีที่สวมเดรสแขนตุ๊กตาตัวบางเริ่มห่อไหล่เข้าหากัน เธอตั้งใจว่าต่อไปนี้เธอจะกินให้มากขึ้นอีกนิด ไม่ใช่เพราะโมโหที่ถูกเด็กผู้หญิงคนนั้นบูลลี่ แต่อยากจะมีไขมันเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายอีกสักหน่อย
ขณะที่เธอกำลังเพลินกับการวางแผนระยะสั้นของตัวเอง เสื้อแจ็คเก็ตยีนก็คลุมลงบนไหล่ทั้งสองข้าง เธอหันไปมองคนถอดเสื้อมาให้ตาปริบ ๆ
“ฝากไว้ก่อน พี่ร้อน”
หน้าคมของเขาไม่ได้หันมามองเธอด้วยซ้ำตอนที่ถอดเสื้อมาให้ ตาเรียวยังคงสนใจแต่หนังที่กำลังฉายบนจอ หนังที่เขาเลือกเป็นหนังรักที่พระเอกกับนางเอกเป็นเพื่อนกัน จากนั้นก็ตกลงมีความสัมพันธ์แบบไม่มีสถานะ มารีไม่รู้ว่าเขาชอบดูหนังแบบนี้ด้วย ส่วนเธอไม่มีสมาธิกับการดูหนังเลยแม้แต่น้อย เธอเอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมชาตินี้ทุกอย่างถึงเปลี่ยนไป ทำไมสามีที่เคยเย็นชากับเธอ ชาตินี้เขากลับอ่อนโยนกับเธอมากขนาดนี้