ถึงเมื่อคืนจะบอกอดีตสามีไปแบบนั้น แต่มารีก็ไม่ได้รอให้เขามารับ เธอรีบตื่นแต่เช้ามืดเพื่อออกจากบ้านเร็วกว่าเวลาที่ปริญนัดเธอไว้เมื่อวาน
“ไปถึงแล้วอย่าลืมโทรมาบอกแม่นะลูก” คุณดาราเตือนเธอเมื่อมาส่งถึงหน้าบ้านระหว่างรอแท็กซี่มารับ
“ค่ะ” มารีหลบตามองเท้าตัวเองขณะพูด ตอนนี้เธอก็ยังคงมองหน้าอีกฝ่ายได้ไม่สนิทใจ แม้จะคอยเตือนตัวเองว่าแม่ลูกคนละคนกัน เธอไม่ควรโกรธแม่เลี้ยง เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไรผิดต่อเธอ แต่มันก็ยากเหลือเกิน เพราะทุกครั้งที่เห็นคุณดารา หน้าของมีนาก็จะลอยมา เธอไม่อยากจะหงุดหงิดแต่เช้าจึงรีบตัดความคิดนั้นทิ้งไป
แม้จะคิดว่าตัวเองมาแต่เช้าแล้ว แต่ก็มีคนมาที่รถตู้ก่อนถึงเวลาเดินทางหลายคน รวมถึงอาทิตย์ด้วยเพราะเขาต้องมาดูความเรียบร้อยของทุกคนก่อนออกเดินทาง มารีคิดว่าอาทิตย์ช่างสมกับเป็นเลขาของท่านประธานในอนาคตจริง ๆ เธอจำได้ว่าชาติก่อนเขาก็เป็นแบบนี้ จริงจังกับการทำงาน เป็นเลขาที่ไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่
แต่ชาตินี้ต่างออกไปตรงที่เขาจะไม่มีทางได้เป็นเลขาของท่านประธานอย่างปริญแล้ว เพราะถึงเธอจะตั้งใจว่าจะให้เขาสมหวังในความรักกับมีนาในชาตินี้ แต่เธอไม่มีทางยกบริษัทของพ่อให้เขาแน่ ทั้งที่คิดแบบนั้น แท้ ๆ แต่เธอก็ยังท้อ เมื่อความสามารถเธอในตอนนี้ยังไม่สามารถเทียบชั้นกับปริญได้เลย และอย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่มีนาเธอก็ยังฉลาดไม่ได้ครึ่งเสียด้วยซ้ำ หรือเธออาจไม่มีทางตามเขาทันเลยในชาตินี้
แวบหนึ่งที่เธอคิดว่าควรหาสามีที่เก่งกว่าปริญ แล้วให้เขามาช่วยดูแลบริษัท แต่ก็เป็นความคิดเพียงแวบเดียวจริง ๆ สมองส่วนเหตุผลเตือนให้หยุดคิดพึ่งพาคนอื่น ถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นคนไม่ดีล่ะ ถ้าเขาหักหลังเธอเหมือนปริญ เธอก็คงเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทางที่ดีเธอควร ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
“เป็นอะไรไปครับ” อาทิตย์หันมาถามคนที่ยืนทำหน้าห่อเหี่ยว
มารีมองสบตาคนถาม เธอเผลอคิดว่า แล้วถ้าเป็นผู้ชายคนนี้ล่ะ เธอจะพึ่งพาเขาได้ไหมนะ
“เหม่ออะไรครับ” อาทิตย์ถามซ้ำเมื่อเห็นเธอยังเงียบอยู่แบบนั้น
“เปล่าค่า” มารีตอบเขาเสียงใส รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนรถตู้ เมื่อคิดได้ว่าเธอไม่ควรดึงคนดี ๆ แบบนี้มาเกี่ยวข้อง เหนือสิ่งอื่นใดคืออาทิตย์เป็นคนซื่อเกินไป เขาไม่มีทางตามคนอย่างมีนาและปริญทัน
คนที่ตามขึ้นมานั่งเบาะข้างเธอคือ ดรีม นักศึกษาที่มาฝึกงานพร้อมกัน แม้จะไม่ได้สนิทกันมาก แต่มารีก็ชอบดรีมพอสมควร เพราะเธอเป็นคนตลกทำให้ใคร ๆ ที่อยู่ใกล้มีรอยยิ้มไปด้วย
อาทิตย์เปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ จากนั้นรถตู้ก็ออกเดินทางสู่จังหวัดนครราชสีมา ใช้เวลาเดินทางกว่าแปดชั่วโมงจากกรุงเทพฯ จึงถึงเป้าหมาย เมื่อรถตู้จอด ทีมงานที่เปิดประตูลงจากรถก็พบว่าหัวหน้าทีมของพวกเขามาถึงก่อนแล้ว
ปริญยืนกอดอกพิงรถคันหรูของเขา เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก ปลดกระดุมสองเม็ดบนจนเห็นแผงอกกว้างรำไร กางเกงยีนสีซีดของเขา ทำให้วันนี้ปริญดูไม่เป็นทางการ ไม่น่าเกรงขามอย่างที่เคย แต่กลับดูหล่อร้ายราวกับว่ากำลังยืนถ่ายแบบอยู่
มารีแกล้งทำเป็นไม่สนใจเขา เธอรีบหลบตาทันทีที่เผลอสบตากัน
“คุณปริญออกจากบ้านตั้งแต่กี่โมงครับเนี่ย”
อาทิตย์ทักขึ้นทันทีเมื่อลงมาจากรถตู้ ทั้งที่พวกเขาออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด เจ้านายยังมาถึงก่อนเสียอีก ไม่รู้ขับมาด้วยความเร็วเท่าไหร่
ปริญไม่ตอบ สายตาเขายังคงมองคนตัวผอมบางที่ถือกระเป๋าเดินตามคนอื่น ๆ
“คุณปริญสวัสดีค่ะ”
“คุณปริญสวัสดีครับ”
เมื่อทุกคนหยุดยืนทักทายเขา มารีจึงวางกระเป๋าเดินทางลง ยกมือไหว้สวัสดี แต่เขายังคงไม่พูดอะไรเอาแต่ยืนจ้องเธออยู่แบบนั้น
พนักงานคนอื่นมองตามสายตาของคนเป็นเจ้านายก็พบว่าเขามองมาที่เด็กฝึกงานร่างผอม แม้มารีจะมีใบหน้าอิ่ม ดวงตากลมโตน่ารัก แต่หุ่นของเธอนั้นผอมแห้งราวกับเพิ่งผ่านวัยมัธยมมา การที่ได้เห็นว่าผู้หญิงที่สามารถดึงดูดสายตาของปริญไว้ได้ เป็นเพียงเด็กฝึกงานที่มีรูปลักษณ์ภายนอกราวเด็กมัธยม จึงเป็นที่สนใจของเหล่าพนักงานไม่น้อย
มารีรู้สึกกระอักกระอ่วนที่สายตาของใครต่อใครต่างมองมาที่เธอ จึงคิดจะเลี่ยงไปจากตรงนี้เสีย
“มารีเดินนำไปก่อนนะคะ” เธอตั้งสติหันมาบอกอาทิตย์แล้วลากดรีมไปด้วยกัน
ปริญทำเสียงเฮอะในลำคอ แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหันไปถือกระเป๋าของตัวเองลงจากรถบ้าง ทิ้งให้อาทิตย์มองตามคนที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายด้วยความไม่เข้าใจ
หงุดหงิดอะไรของเขาแต่เช้าวะ!
จุดที่จะพักข้างคืนกันเอารถเข้าไปไม่ได้ ยังต้องเดินเท้าต่ออีกหลายร้อยเมตร วันนี้มารีรวบผมสูง สวมหมวกแก๊ป ใส่เสื้อผ้าที่อาทิตย์พาไปซื้อที่ตลาด ทำให้เธอดูเหมือนเด็กวัยรุ่นที่มาทัศนศึกษา
ขณะที่เธอกำลังสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นบ่า กระเป๋ากลับถูกดึงไว้จากด้านหลัง มารีใจหายวาบนึกว่าโดนกระชากกระเป๋าเหมือนที่เคยโดนกระชากสร้อยวันนั้น แต่พอหันไปมองใบหน้าโจรก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
ตอนนี้ปริญสวมหมวกแก๊ปสีขาว ใบหน้าคมของเขาปิดทับด้วยแว่นกันแดดสีดำ ทำให้ผู้ชายคนนี้เหมือนดารานายแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสารไม่มีผิด
“พี่ถือให้” แม้การกระทำจะเหมือนใจดี แต่เสียงยังห้วนสั้นบ่งบอกว่ายังโมโหเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่
มารีหันซ้ายหันขวา ดีที่ตอนนี้ทุกคนสนใจสัมภาระของตัวเองอยู่จึงไม่มีใครสนใจเธอ นั่นทำให้เธอหันมากระซิบตอบเขาเสียงเบา
“ไม่เป็นไร มารีจะถือเอง”
ปริญมองคนตัวผอมด้วยความหมั่นไส้ จากตรงนี้ยังต้องเดินเข้าไปในป่าอีกระยะหนึ่ง คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายแถมยังเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอย่างเด็กคนนี้ไม่มีทางไหวแน่
“อย่าดื้อ!”
“ไม่ได้ดื้อ!” ปากเล็กเถียงเขามือก็ดึงสัมภาระตัวเองคืนอย่างดื้อดึง ตาก็คอยมองรอบข้างไปด้วย เพราะไม่อยากให้ใครหันมาเห็น
“ปล่อยเถอะพี่ปริญ เดี๋ยวคนอื่นเห็น”
“กลัวอาทิตย์เห็นละสิ” เขาเบ้ปากมองเธออย่างหมั่นไส้ ทั้งที่เขาหวังดีกลัวเธอหนัก กลัวเดินไม่ไหว แต่เธอก็ขยันปฏิเสธเขาได้ทุกเรื่อง
“ไม่ใช่ มารีแค่กลัวคนอื่นเห็น เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นลูกสาวท่านประธาน” เธอยังคงกระซิบตอบเขาเสียงเบา
พอเขาได้ยินแบบนั้นสีหน้าบึ้งตึงเมื่อครู่ก็ผ่อนคลายลง ยอมปล่อยมือออกจากกระเป๋าในที่สุด
แต่พอเดินจริง ๆ ความเป็นห่วงของปริญก็ไม่ได้ดูเกินไปนัก เมื่อคนไม่เคยออกกำลังกายอย่างมารีเดินไม่กี่ก้าวก็หอบ จนต้องนั่งพักที่โขดหินใต้ร่มไม้ที่พอจะให้ร่มเงาได้บ้าง
“มารีไหวหรือเปล่า” ดรีมเข้ามาช่วยพัด ทั้งยื่นน้ำให้คนที่หอบจนหน้าแดงก่ำ
มารีอยากจะทำเป็นเก่ง อยากจะตอบว่าไหว แต่เธอรู้ว่าตัวเองฝืนต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ จึงส่ายหน้า
คนอื่น ๆ ก็เริ่มเดินเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง จนอาทิตย์ต้องมาช่วยกันไทยมุงออกไป ก่อนที่เธอจะเป็นลมเสียก่อน
“อย่ามุงครับ ทุกคนห้ามมุง” เขาพูดแล้วดึงเป้ที่อยู่บนหลังมารีมาถือไว้เสียเอง ซึ่งมารีก็ยอมปล่อยแต่โดยดี เพราะรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองไม่ไหวแล้ว
“เดินต่อไหวไหมครับ” อาทิตย์นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ หิ้วเป้ใบเล็กของเธอด้วยไหล่ข้างเดียวเพราะด้านหลังมีเป้ใบใหญ่ของตัวเองอยู่
มารียังคงหลับตา ส่ายหน้าให้แทนคำตอบ
ดูท่าว่าเธอจะไม่ไหวจริง ๆ อาทิตย์คิดจะให้เธอขี่หลัง แต่ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับสัมภาระทั้งของตัวเองและของสาวน้อยตรงหน้า ดูแล้วคนอื่น ๆ ก็เริ่มเหนื่อยกันไม่น้อย คงไม่มีใครมาช่วยเขาหิ้วเป้แน่
“ขึ้นมา” ปริญที่ไม่รู้ว่ามองอยู่นานเท่าไหร่แล้วเดินเข้ามาหาคนทั้งคู่ คุกเข่าลงหันหลังให้เธอ แต่ตอนนี้มารีเหนื่อย อ่อนเพลียจนเกินกว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมามองเหตุการณ์ตรงหน้า ดรีมและอาทิตย์จึงช่วยพยุงเธอไปที่หลังเขา
แผ่นหลังแข็งแรง ทั้งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมผู้ชายผสมกับกลิ่นเหงื่อที่เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทำให้มารีหลับตาลงอย่างสงบบนแผ่นหลังนั้น เขาก้าวเดินช้า ๆ อย่างมั่นคงไม่ทำให้คนที่อยู่บนหลังสะเทือนเลยแม้แต่น้อย
มารีหลับไปบนแผ่นหลังแข็งแรง ปล่อยให้เขาพาเดินไปเรื่อย ๆ
แล้วคืนนั้นคนที่ไม่เคยเข้าป่าเลยสักครั้งก็เป็นไข้
“คุณพ่อ! พ่อขาอย่าทิ้งมารีนะ”
ดรีมมองคนนอนหน้าแดงก่ำเพราะพิษไข้ด้วยความเป็นห่วง เธอเช็ดหน้า เช็ดตัวให้มารีไปหนึ่งรอบแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้สติ ดรีมจึงลุกออกจากเต้นท์เพื่อเปลี่ยนน้ำมาเช็ดให้อีกครั้ง หญิงสาวเดินออกไปไม่นาน ร่างสูงของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาในเต้นท์
เขาขยับเข้าใกล้เมื่อเห็นคนป่วยกระสับกระส่ายไปมาอยู่บนฟูก ยังไม่ได้สัมผัสตัวเธอด้วยซ้ำแค่อยู่ใกล้กันแค่นี้ ยังสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่ออกมาจากตัวเธอ
“หนาว” คนที่บอกว่าหนาวกลับเตะผ้าห่มออก เหงื่อก็ออกมาตามไรผม ปริญไม่เคยดูแลคนป่วย ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นผ้าชุบน้ำที่ ดรีมวางไว้อยู่ข้าง ๆ จึงหยิบมาเช็ดหน้าและหน้าผากให้เธอ ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลเมื่อคนป่วยลดอาการกระสับกระส่ายลง
ปริญถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเธอสงบลง เขากำลังจะผละออกไป เพราะกลัวเพื่อนเธอกลับมาเห็น ถ้าเป็นแบบนั้นคนป่วยคงได้โกรธเขาเอาเป็นเอาตาย ซึ่งที่ผ่านมาเธอก็ทำท่าทางเหมือนโกรธเขาตลอดเวลา ทั้งที่เขายังนึกไม่ออกว่าเคยไปทำอะไรให้
แต่ขณะที่ปริญกำลังจะผละออก คนป่วยกลับดึงมือไว้
“พี่ปริญ”
ปริญเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินชื่อเขาออกมาจากริมฝีปากบางแห้งผากของเธอ
“พี่ปริญ อย่า…”
เขาได้ยินเธอพูดว่าอย่า หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินว่าเธอพูดอะไรต่อ คนที่ตอนแรกจะผละออกไปจึงขยับเข้าใกล้
“มารี” ปริญจับไหล่ร้อนผ่าวของเธอเมื่อเห็นเธอเริ่มเพ้อหนัก ตอนนี้อาการไข้ของเธอเริ่มจะหนักขึ้นจนเขาคิดว่าไม่ไหวแล้ว เขาควรจะพาเธอไปหาหมอ เพราะปกติร่างกายเธอก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว พ่อเธอคงโกรธเขามากถ้ารู้ว่าเขาไม่ดูแลลูกสาวท่านให้ดี
ขณะที่ปริญกำลังจะเปลี่ยนมาช้อนอุ้มเธอขึ้นเพื่อพาไปหาหมอ คนป่วยกลับจับข้อมือเขาไว้แน่น
“พี่ปริญ…อย่า...อย่าไปกับผู้หญิงคนนั้น” ไม่รู้จิตสำนึกส่วนไหนทำให้คนป่วยละเมอออกมาแบบนั้น เสียงของเธอแสนเบาแต่เขาก็ยังได้ยินชัด
“พี่ไม่ทิ้งมารีไปไหน” แม้จะไม่เข้าใจว่าเขาจะทิ้งเธอไปกับผู้หญิงที่ไหน แต่เสียงทุ้มก็ยังตอบให้คนป่วยสบายใจ มือแข็งแรงลูบผมเธอแผ่วเบา เป็นเธอต่างหากที่ชอบทำเหมือนรังเกียจเขานักหนา เจอกันทีไรก็ทำเหมือนจะวิ่งหนี
คนป่วยจับมือเย็นของเขาที่ลูบผมอยู่มาแนบแก้มแดงร้อนเพราะพิษไข้ของตัวเอง โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว คนที่ปกติแค่เดินยังแทบไม่มีแรงไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนดึงแขนเขาเข้าหาจนคนไม่ได้ตั้งตัวล้มทับไปบนตัวเธอ จากนั้นริมฝีปากกระด้างของเขาก็ถูกริมฝีปากร้อนประกบเข้าหา ความเย็นจากตัวเขาทำให้คนป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้นอย่างประหลาด ปริญรู้ว่าตอนนี้เธอไม่มีสติ ส่วนเขามีสติดีแต่กลับไม่คิดขัดขืนการกระทำอุกอาจของเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอแค่ประกบริมฝีปากเข้าหาเขาแต่เขากลับจับคางเล็กของเธอบังคับให้เปิดปากออก ลิ้นของเขาสอดเข้าหาเหมือนงูร้ายที่ฉกเข้าหาเหยื่อ มืออีกข้างสอดเข้ากอดรัดเอวเธอให้แนบแน่นกับเขามากขึ้น เขาคอยเตือนตัวเองเสมอว่าเธอยังเด็ก คอยบอกตัวเองให้ใจเย็น แต่เมื่อได้ลิ้มรสหวานจากเธอแล้วก็อยากจะลิ้มลองมากขึ้น ลิ้นร้อนของเขายังคงกวาดต้อนในโพรงปากเล็กอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ ตอนนี้ดูเหมือนความร้อนของตัวเธอจะลดลงบ้าง เมื่อมันถูกถ่ายทอดมาอยู่ที่ตัวเขาแทน ด้วยความสงสารคนป่วยที่ยังคงซมพิษไข้ ปริญจึงจำต้องถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง เพราะกลัวว่าสาวน้อยจะไข้ขึ้นอีก