วันถัดมาคนที่พ่อให้มารับเธอก็มาถึง มารีเม้มปากแน่น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ใบหน้าอ่อนเยาว์ตึงขึ้นด้วยความไม่พอใจทันทีที่เห็นว่าใครเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาเรียวเล็ก จมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าคมของเขานิ่งเรียบ ทำให้ยากเหลือเกินที่จะสามารถคาดเดาความรู้สึกของเขาได้
แม้ตอนนี้ปริญจะดูเด็กกว่าในความทรงจำของมารีมาก แต่ก็ยังหล่อเหลาไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนไปบ้างก็คือความหนุ่มแน่นตามวัย ไม่ได้ดูภูมิฐานเท่าผู้ชายอายุสี่สิบเจ็ด
ใช่แล้ว! มารีย้อนเวลากลับมาเมื่อยี่สิบปีก่อน นั่นหมายความว่าตอนนี้เขายังอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น เธอจำได้ว่าปริญเป็นหนุ่มฮอตมาตั้งแต่วัยรุ่น จนหลังแต่งงานก็ยังโดดเด่น ไม่ว่าจะไปที่ไหนสาว ๆ ต่างพากันเหลียวมอง ไม่รู้ทำไมตอนนั้นเธอถึงเคยภูมิใจกับเปลือกนอกของผู้ชายคนนี้นักหนา
นอกจากปริญแล้วคนที่เดินตามเข้ามาก็เป็นอีกคนที่มารีไม่อยากเจอหน้าที่สุด ร่างระหงของมีนาเดินตามผู้ชายที่เคยเป็นอดีตสามีเธอเข้ามา
มารีกับปริญสนิทสนมคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อของเขาเป็นที่ปรึกษาของบริษัทพ่อเธอ เมื่อคุณลุงเกษียณอายุคนเป็นลูกชายจึงเข้ามาทำงานเป็นมือขวาของพ่อเธอแทน ปริญเข้ามาทำงานในบริษัทตั้งแต่อายุยังน้อยในตำแหน่งหัวหน้าทีมเล็ก ๆ แต่เพราะความสามารถของเขารวมถึงได้รับการสนับสนุนทั้งจากพ่อเธอทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นในสายตาของมารีมีแต่เขาจนลืมสังเกตไปว่า ปริญและมีนาเองก็สนิทสนมกันไม่น้อยเลย และการที่ทั้งคู่มาด้วยกันแบบนี้ยิ่งทำให้อารมณ์ที่เริ่มดีขึ้นของเธอดิ่งลง
“มารี ดีใจไหมวันนี้จะได้กลับบ้านแล้วนะ” มีนาเดินมาหาถึงข้างเตียงด้วยรอยยิ้มสดใส
“ไหนพ่อบอกว่าพี่จะไปดูงานต่างจังหวัดด้วย” เธอถามอีกฝ่ายเสียงแข็ง พยายามจะฝืนยิ้มแต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน
“พี่เป็นห่วงมารีนะสิ เลยขอคุณพ่อตามไปทีหลัง”
มารีเกือบจะทำเสียงเฮอะ! ถ้ามีนาไม่มาทำงานในบริษัทเธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้ไปเล่นละครได้สบายเลย ชาติที่แล้วเธอมองไม่ออก แต่ก่อนตายเธอได้ใช้ชีวิตมาถึงสี่สิบปี ตอนนี้จึงมองเห็นความเสแสร้งไม่จริงใจของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
ปริญทำเพียงล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ยืนมองเธออยู่ข้างเตียงโดยไม่พูดอะไร เขาเป็นคนพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก่อนมารีรู้สึกสนุกกับการแหย่ให้เขาพูดอะไรออกมาบ้าง แต่ตอนนี้เธอไม่สนใจ ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด!
หลังจากนอนคิดมาทั้งคืน มารีก็ได้ข้อสรุปให้กับตัวเองว่าชีวิตนี้เธอไม่ต้องการจะแก้แค้นอะไร เธอตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้หญิงร้ายชายเลวทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างที่ต้องการ จะได้ไม่ต้องแอบลักลอบเป็นชู้กัน ส่วนเธอจะใช้ชีวิตอยู่กับพ่อให้มากขึ้น มีความสุขให้มากขึ้น
“มารีจ๊ะเหม่ออะไรอยู่ คุณหมอให้กลับบ้านได้หรือยัง” มีนาถามซ้ำเมื่อเห็นคนเป็นน้องเหม่อมองปริญอยู่แบบนั้นโดยไม่พูดอะไร ความจริงท่าทางแบบนี้ของมารีถือว่าแปลกอยู่มาก ถ้าเป็นเวลาปกติมารีต้องทักทายปริญเสียงดังลั่นด้วยรอยยิ้มสดใส
“คุณหมอยังไม่ได้เข้ามาตรวจค่ะ” เมื่อเห็นคนเป็นเจ้านายไม่ตอบ นุชจึงตอบเสียเอง แต่นุชพูดยังไม่ทันจบประโยคดีเสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้น
“หมอมาตรวจอาการคนไข้ครับ” ใบหน้าหล่อใสภายใต้แว่นกรอบสี่เหลี่ยมปรากฏขึ้นหลังเสียงนุ่มทุ้มของเขาจบลง เมื่อคุณหมอหนุ่มเดินมาข้างเตียงคนไข้มีนาจึงหลีกทางให้ หลบไปยืนข้างปริญที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นยกแขนขึ้นมากอดอกแทน
“วันนี้คนไข้อาการเป็นยังไงบ้างครับ มีอาการปวดหัวหรือเปล่า”
“ปวดบ้างนิดหน่อยค่ะ” เมื่อคืนอาการปวดศีรษะของเธอเริ่มดีขึ้น แต่พอคนคู่นี้เปิดประตูเข้ามาเธอก็เริ่มปวดหัวริ้ว ๆ ขึ้นมา
คุณหมอหน้านิ่วเมื่อได้ยินคำตอบของคนไข้ “ถ้าคะแนนความเจ็บปวดเต็มสิบคะแนน คนไข้ให้คะแนนอาการปวดหัวที่เป็นอยู่ตอนนี้กี่คะแนนครับ”
“เต็มสิบเลยค่ะ” ความจริงเธออยากจะให้สักร้อยคะแนน ทำไมคะแนนความเจ็บปวดมันถึงจำกัดนักนะ
พอได้ฟังคำตอบของคนไข้คิ้วของคุณหมอก็ยิ่งขมวดขึ้นกว่าเดิม เขาหันไปส่งชาร์ตให้คุณพยาบาลสุดเคร่งครัดที่เธอเจอตั้งแต่วันแรกช่วยถือ จากนั้นก็ใช้ไฟฉายส่องตาเธอทั้งสองข้าง
“ไม่ต้องเกร็งนะครับ ปล่อยตัวตามสบาย”
พูดจบมือเย็นของเขาก็จับบริเวณท้ายทอยเธอ ยกศีรษะเธอขึ้นแนบอก แม้จะตกใจในตอนแรกแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คือการรักษา มารีจึงปล่อยตัวไม่เกร็งตามที่หมอบอก เพราะเธอคุ้นชินกับการตรวจร่างกายทางระบบประสาทมาพอสมควรแล้ว
“ทำแบบนี้เจ็บมากขึ้นไหมครับ”
“ไม่ค่ะ” ไม่เพียงแต่ไม่เจ็บ มือเย็น ๆ ของเขายังทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นด้วยซ้ำ
“ขอโทษนะครับ ช่วยออกแรงงัดข้อกับหมอหน่อย” เขาปล่อยมือจากศีรษะเธอมาจับแขนเธองัดข้อแทน
ความจริงมารีรู้ว่าสาเหตุของอาการปวดศีรษะของเธอคือชายหญิงคู่นี้ แต่พอเล่าให้คุณหมอฟังแล้วถูกจับตรวจร่างกายละเอียดแบบนี้ จึงเผลอหลุดขำออกมาเสียได้
“เอ่อ...ตรวจร่างกายก็ปกติดีนะครับ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือเปล่า” คุณหมอนภัทรเริ่มทำตัวไม่ถูกกับอารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของคนไข้ เมื่อกี้ยังบอกว่าปวดหัวมากอยู่เลย ตอนนี้กลับหันมาฉีกยิ้มสดใสให้เขาเสียอย่างนั้น
“ไม่เลยค่ะ มารีก็ปกติดีจริง ๆ นั่นแหละ” มารีส่งรอยยิ้มให้คุณหมอจนตากลมโตยิบหยี ถ้าจะมีใครเป็นห่วงอาการเจ็บป่วยเธออย่างจริงจัง นอกจากคุณพ่อของเธอ นุช ก็ยังมีคุณหมอคนนี้นี่แหละ แม้เขาอาจจะทำไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพก็ตาม
“ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติแล้วให้คนไข้กลับบ้านได้หรือยังครับ”
คนที่เอาแต่ยืนเงียบ มาตลอดพูดแทรกขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้คนทั้งห้องไม่เว้นแม้แต่มารีที่พยายามเมินเขามาตลอดหันไปมอง แต่คนพูดกลับเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น จ้องตากลับทุกคนด้วยท่าทางกวนโมโหสุด ๆ ในสายตาของมารี แต่ปริญกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิด
“ก็หมอบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ อย่างนั้นก็กลับกันได้แล้วมั้ง” เขาพูดย้ำคำวินิจฉัยที่ได้ฟัง
หลายวันต่อมา...หลังจากที่มารีออกจากโรงพยาบาล ก็ต้องเตรียมตัวไปฝึกงานที่บริษัทของพ่อต่อ
“ลูกต้องตั้งใจฝึกงานให้มาก อย่าคิดว่ามีเส้นสายเป็นลูกสาวประธานบริษัทแล้วจะแอบอู้ได้”
คุณมานิษพูดอย่างอารมณ์ดีขณะนั่งทานข้าวในตอนเช้า
“ค่ะ” มารีรับคำเสียงเบา ความจริงเธอรู้ว่าพ่อแกล้งดุเธอไปอย่างนั้นเอง เมื่อชาติที่แล้วเธอไปฝึกงานบริษัทของพ่อโดยไม่สนใจเรียนรู้งานเลยแม้แต่น้อย แค่ไปแล้วออดอ้อนคนอื่นนิดหน่อยทุกคนก็พร้อมให้อภัยความผิดพลาดและเอ็นดูเธอในฐานะลูกสาวของท่านประธาน ดังนั้นเมื่อจบการฝึกงานลงเธอจึงไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย แต่เธอไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะมีพ่อคอยปกป้อง ตอนนั้นเธอยังเด็กจนลืมนึกถึงว่าวันหนึ่งพ่อของเธอก็ต้องแก่ตัวลงและจากไป มีแต่เธอต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ชีวิตบนโลกอันโหดร้ายใบนี้ได้
“ลูกต้องเอาพี่มีนาเป็นตัวอย่าง” ประโยคหลังคุณมานิษหันไปมองลูกเลี้ยง ชื่นชมมีนาอย่างเปิดเผย
“คุณล่ะก็อย่าบ่นลูกตอนกินข้าวสิคะ หนูมารียังเด็กแกเพิ่งจะหายป่วยด้วย” คุณดาราปรามสามี มือก็ตักอาหารใส่จานให้อย่างใส่ใจ
“พ่อคิดว่าจะให้ปริญดูแลลูกตอนฝึกงานนะ”
“คะ?” เสียงทุ้มของพ่อที่พูดถึงผู้ชายคนนั้นเรียกให้เธอได้สติ ทำให้มารีนึกถึงเหตุการณ์วันที่เขามารับเธอออกจากโรงพยาบาลขึ้นมา วันนั้นเขาหน้าบึ้งตลอดทาง ไม่ว่ามีนาจะชวนคุยแค่ไหนเขาก็แค่ถามคำตอบคำ ส่วนเธอมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่สนใจคนทั้งคู่เลยสักนิด ตั้งแต่โรงพยาบาลจนกระทั่งมาถึงบ้านเธอและเขาไม่ได้คุยอะไรกันเลย เธอไม่แม้แต่จะพูดขอบคุณเขาด้วยซ้ำ
“พ่อจะบอกปริญว่าฝากดูแลหนูด้วย” เสียงคุณมานิษเรียกคนใจลอยให้หลุดจากภวังค์อีกครั้ง
“ไม่นะคะ!” เสียงปฏิเสธหนักแน่นของเธอทำให้ทุกคนหยุดกินข้าว และหันมามองด้วยความแปลกใจ เพราะมารีและปริญสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงเมื่อเธอเอ่ยปฏิเสธเขา
“เขามีงานเยอะแล้ว มารีไม่อยากรบกวน” มารีพูดถึงคนที่พ่อจะฝากให้ดูแลเธอโดยหลีกเลี่ยงแม้แต่การพูดชื่อของเขา
คุณมานิษมองลูกสาวในไส้ตัวเองอย่างพิจารณา เขานึกว่ามารีจะดีใจด้วยซ้ำที่ได้ฝึกงานกับปริญ เพราะปริญเปรียบเหมือนทุกอย่างในชีวิตของลูกสาวเขา เป็นพี่ชาย เป็นเพื่อน เพราะเด็กหนุ่มคนนั้นไม่เพียงแต่หน้าตาดี ยังเก่งทุกอย่างทั้งเรื่องเรียน กีฬา นั่นทำให้ลูกสาวเขาชื่นชมปริญมาก
“ทำไมไม่อยากฝึกกับพี่ปริญล่ะลูก” ปริญเป็นคนเก่งถ้ามารีได้ฝึกงานกับชายหนุ่ม คนเป็นพ่ออย่างเขาก็จะเบาใจลงได้มาก
“หนูเกรงใจเขา เขาเป็นถึงหัวหน้าทีมคงงานยุ่งมาก”
ถึงปริญจะเป็นแค่หัวหน้าทีมเล็ก ๆ ก็เถอะ มารีจำได้ว่าชาติที่แล้วเธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หน้าที่การงานของเขาเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วย เพราะเธอเอาแต่พูดชื่นชมเขาไม่หยุด ในสายตาเธอตอนนั้นเขาทำอะไรก็ดีก็เก่งไปหมด แถมเขายังสนิทกับลูกสาวท่านประธานอย่างเธอ ทำให้ใคร ๆ ต่างก็เกรงใจเขากันทั้งนั้น แม้แต่หัวหน้าแผนกของเขายังไม่กล้าดุหมอนั่น ตอนนั้นมารีมีความสุขมาก และความใกล้ชิดนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาจากพี่ชายในวัยเด็กกลายเป็นคนรัก จนกระทั่งแต่งงานกันในที่สุด ซึ่งชาตินี้เธอจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
มารีก้มหน้าหลบตาคนเป็นพ่อเมื่อท่านมองมา แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่อยากฝึกงานกับผู้ชายคนนั้นจริง ๆ
“แล้วมารีอยากฝึกกับใคร?” คราวนี้เป็นมีนาที่ถามความต้องการของน้องสาวต่างสายเลือดบ้าง
แม้คนอื่นจะแปลกใจที่มารีรีบร้อนปฏิเสธ แต่เธอไม่แปลกใจ น้องได้รับการตามใจมาตั้งแต่เด็กทั้งจากพ่อเลี้ยงของเธอ และแม้แต่แม่แท้ ๆ ของเธอเองก็ยังโอ๋เด็กคนนี้มากกว่าปกติ ดังนั้นการที่มารีจะทำตัวเอาแต่ใจ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด เพราะเติบโตมาด้วยกันทำให้เธอชินกับความเอาแต่ใจของน้องสาวเสียแล้ว
มารีช้อนสายตาขึ้นมองพี่สาวต่างสายเลือด ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล เธอพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือเจอมีนาตลอด เพราะกลัวจะควบคุมอารมณ์โกรธที่ปะทุขึ้นมาไม่ได้ เธอโกรธผู้หญิงคนนี้ไม่น้อยกว่าอดีตสามีของเธอเลย
ตอนนี้มารีไม่รู้ว่าใครที่เธอพอจะไว้ใจได้บ้าง แต่ที่รู้ ๆ คือต้องไม่ใช่ชายหญิงที่ร่วมมือกันหักหลังเธอแน่
แวบหนึ่งที่เธอคิดขึ้นได้ ว่าเมื่อชาติที่แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งที่ดีกับเธอมาก เขาเป็นเลขาของสามีเธอ 'อาทิตย์' เป็นชายหนุ่มที่คอยช่วยเหลือเธอหลายต่อหลายครั้ง ทั้งยามที่เธองอนปริญด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าใจกันเพราะความห่างของอายุ โดยเฉพาะช่วงหลัง ๆ ที่สามีของเธอทำงานหนักจากวิกฤติของบริษัทยิ่งทำให้เขามีเวลาให้เธอน้อยลง และทั้งคู่ก็ยิ่งห่างเหินกันมากขึ้น ก็มีเพียงอาทิตย์ที่คอยปลอบใจเธอ ทั้งยังคอยเป็นตัวเชื่อมทำให้เธอกับสามีเข้าใจกันอีกด้วย
“หนูขอเรียนกับพี่อาทิตย์ ได้ไหมคะคุณพ่อ”