ใยบัวเดินออกมาจากใต้ร่มไม้ใหญ่ ด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าราวกับอากาศร้อนระอุ ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยสายลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังอยู่ในหัวและค่อย ๆ บีบหัวใจของเธอให้ทำงานช้าลงจนน่าอึดอัด
เธอไม่ได้พูดกับเขา ไม่ได้พูด ไม่ได้พูด
เสียงในหัวของใยบัวยังคงดังซ้ำ ๆ ดวงตากลมโตค่อย ๆ ก้มมองมือเรียวที่ยังสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ปลายนิ้วเย็นเฉียบเหมือนเลือดในกายหยุดไหลไปครู่หนึ่ง
เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามบังคับให้มือนิ่ง แต่ยิ่งพยายาม ทั้งมือและร่างกายของเธอก็ยิ่งสั่นไหวมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ร่าบางหันกลับไปมองยังจุดที่เธอเพิ่งเดินออกมา ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะคิดยังไง ที่เธอเดินหนีออกมาดื้อ ๆ แบบนี้
แต่เธอจะรู้สึกแบบไหน แล้วมันจะยังไงละ คนแบบเธอไม่ควรรู้จักใครทั้งนั้น เพราะหาทุกคนรู้ว่าว่าเธอเคยทำเรื่องเลวร้ายมากขนาดไหน ทุกคนก็ต้องถอยห่างจากเธออยู่ดี
คนตัวเล็กทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ก่อนจะก้มหน้าซบกับเรียวแขนของตัวเอง แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลนองออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์และความเจ็บปวดที่กำลังก่อตัวขึ้นซ้ำ ๆ
เธอแค่อยากใช้ชีวิตปกติ เหมือนคนทั่วไป แต่ทุกอย่างกับดูยากไปหมดสำหรับเธอในตอนนี้ ความหวาดกลัวในใจมันมีมากเกินกว่าจะทำเป็นไม่รู้สึกอะไรกับความทรงจำอันเลวร้ายที่ผ่านมา
ไม่เอาแล้ว ไม่อยากให้ใครต้องจากไปอีกแล้ว
เสียงสะอื้นที่ดังเล็ดลอดออกมาเบา ๆ พร้อมกับร่างบางที่กำลังสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว ความรู้สึกของเธอกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวดอีกครั้ง ราวกับตัวเธอกำลังจมหายไปในหลุมดำที่มืดสนิท ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ไม่มีแม้อากาศให้หายใจ
โลกทั้งใบบีบอัดเข้าหากันจนเธอแทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับตัวเอง ลมหายใจติดขัด มือเย็นจนชา หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเจ็บหน่วงไปทั้งอก เธออยากร้องขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของเธอกลับเบาลง เหมือนถูกความรู้สึกผิดทับจนกลายเป็นความเงียบงัน และในวินาทีที่ความมืดกำลังจะกลืนกินสติไปทั้งหมด ภาพของไอวาก็แทรกเข้ามาในหัวของเธอ
เพื่อน เพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่ คนที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเธอ โดยที่ไม่ต้องพูดหรือเอ่ยคำใดให้มากมาย
ใยบัวก็สูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ ไม่ใช่เพื่อให้จิตใจของเธอเองสงบ แต่เพื่อรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเพื่อจะเดินกลับไป หาใครบางคนที่พอจะช่วยประคองความรู้สึกของเธอให้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไป
ใยบัวเริ่มยกมือขึ้นปาดซับน้ำตาอย่างลวก ๆ แล้วเริ่มก้าวออกไปจากจุดที่ตัวเองยื่นอยู่
ทุกย่างก้าวที่สั่นไหวเหยียบลงบนทางเดินทีละก้าว ช้า ๆ อย่างยากลำบาก แต่ใยบัวยังคงเดินพร้อมกับเสียงหัวใจที่บอกกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเธอยังไหว
เสียงลมหายใจของใยบัวดังสะท้อนในหูตัวเองขณะที่เธอค่อย ๆ เดินกลับไปทางลานเกียร์ โลกทั้งใบดูพร่าเลือนราวกับถูกห่อด้วยม่านน้ำตาที่เพิ่งปาดซับออกไปไม่นาน
สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของเธอ แต่กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด มีเพียงความรู้สึกวูบโหวงในอกที่ทำให้เธออยากหยุดเดินทุก ๆ นาที
แต่สุดท้ายเธอก็ยังเดินต่อไป จนกระทั่งปลายเท้ามาหยุดยืนอยู่หน้าลานเกียร์ เสียงคนคุยกันเบา ๆ กระทบโสตประสาทจนเธอสะดุ้งวูบ หัวใจที่เพิ่งตั้งหลักกลับมาเต้นถี่ขึ้นอีกครั้ง
มือที่เริ่มนิ่งกลับสั่นระริกขึ้นมาใหม่ เธอกำชายเสื้อของตัวเองแน่นเพื่อพยายามไม่ให้ใครเห็นว่าร่างกายเธอสั่นเพียงใด แล้วสายตาก็เห็นเพื่อนของเธอกำลังยืนรออยู่
ไอวาหันมาทันทีที่เห็นเธอ แค่แวบแรก เรียวคิ้วบางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะรีบก้าวตรงเข้ามาหาอย่างไม่ลังเลแม้สักวินาทีเดียว
“ใยบัว…”
เสียงเรียกนั้นนุ่มลงกว่าปกติ คนตัวเล็กชะงักไปทันที ร่างกายแข็งทื่อ เหมือนกลัวจะถูกต่อว่าในสิ่งที่เกิดขึ้น ใยบัวก้มหน้าลงทันที ก่อนจะถูกเพื่อนสนิทดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดเพื่อปลอบโยน
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” เสียงปลอบโยนสั่นนิด ๆ เหมือนตัวเองก็เจ็บตามไปด้วย
“บัวเก่งแล้ว เก่งมาก ๆ เลย”
คำพูดเรียบง่าย แต่ทำเอาใยบัวกลั้นสะอื้นแทบไม่อยู่ แรงสั่นสะท้านที่เคยเกิดขึ้นเพียงปลายนิ้วลามขึ้นไปทั้งตัว เหมือนความกลัวที่เธอพยายามกดไว้มานานกำลังไหลย้อนขึ้นมาอีกครั้ง
ไอวากอดเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วลูบแผ่นหลังของเธออย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ถาม แค่ให้เธอรู้ว่า ปลอดภัยแล้ว
ดวงตาของไอวาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ล้นออกทางสายตา เธอไม่รู้ว่าใยบัวเจอกับอะไรมาในไม่กี่นาทีที่เธอหายไป อาการแพนิคถึงได้กำเริบขึ้นมาแบบนี้
หากย้อนไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ใยบัวเหมือนคนที่หลุดออกจากโลกใบนี้ไปทีละนิด เธอเอาตัวเองออกจากทุกอย่าง ออกจากการพูดคุย ออกจากการใช้ชีวิตประจำวัน ออกจากสายตาของคนอื่น รวมถึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยง แม้กระทั่งคนเป็นแม่ซะด้วยซ้ำ
เธอกลายเป็นคนที่ปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมพูดคุย ไม่ยอมเปิดรับใครเขามาในพื้นที่ความรู้สึกของตัวเองอีกเลย
สมุดสีชมพูที่ใยบัวพกติดตัวเล่มแล้วเล่มเล่า กลายเป็นสะพานความรู้สึกเดียวที่เธออนุญาตให้ไอวาเดินข้ามเข้าไปในโลกที่ใยบัวสร้างไว้
ลายมือเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนตอบโต้ระหว่างเธอกับใยบัว มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่ก็ซ่อนความโหยหาที่อยากจะมีขอใครสักคนช่วยเธอขึ้นมาจากกับดักความรู้สึกผิดนี้ไว้เช่นกัน
ไอวารู้… ว่าเพื่อนของเธอกำลังพยายามอย่างสุดกำลัง แม้วันนี้จะเป็นวันที่ใยบัวเกือบล้มอีกครั้ง แต่แค่ที่เธอเดินกลับมา แค่ที่เธอยืนนิ่ง ๆ ให้ไอวากอด แค่ที่เธอไม่ได้ซ่อนตัวหนีไปไกลกว่านี้มันก็คือ “ความกล้าของใยบัว” ในแบบที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่ไอวารู้ดีที่สุด
เสียงสะอื้นของใยบัวค่อย ๆ เบาลงตามจังหวะลมหายใจที่เริ่มกลับมาเป็นปกติมากขึ้น ไอวาก็ค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออกทีละนิด สายตายังคงมองหน้าใยบัวด้วยความเป็นห่วงไม่ลดลงแม้แต่น้อย
“ดีขึ้นหรือยัง”
เสียงใสถามเบา ๆ ใยบัวหลบตาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ไอวาก็เห็นได้จากการที่มือของเธอสั่นน้อยลงกว่าเมื่อครู่
“ถ้ารู้สึกไม่ไหวอีก บอกฉันทันทีนะ”
คนตัวเล็กเม้มปากนิดหนึ่งแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ ความรู้สึกบีบแน่นที่หัวใจ และความอึดอัดก่อนหน้าค่อย ๆ หายไป
ไอวาพยายามลอบสังเกตอาการของเพื่อนสนิทจากการกระทำง่าย ๆ ของคนตรงหน้า ทุกอย่างล้วนสะท้อนความกล้า และความพยายาม มันเป็นสัญญาณหนึ่ง…ว่าใยบัวกำลังพยายามพาตัวเองกลับมาในโลกแห่งความเป็นจริง
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดคุยอะไรไปมากกว่านี้ ลานเกียร์ด้านหน้าเริ่มมีเสียงโหวกเหวกดังขึ้น เสียงของรุ่นพี่สันทนาการกำลังเรียกให้ทุกคนทยอยรวมกลุ่ม เพื่อทำกิจกรรมสุดท้ายคือการจับสายรหัส
ไอวาเหลือบมองไปทางเสียงนั้น ก่อนจะหันกลับมาหาใยบัวอีกครั้ง ด้วยความเป็นห่วง
“ไหวไหม หรืออยากให้เราบอกรุ่นพี่ให้หรือเปล่า”
เธอพูดออกมาเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นกังวล เห็นได้ชัดว่าไม่อยากให้เพื่อนต้องฝืน
ใยบัวเงยหน้ามองกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มยืนล้อมกันเป็นวง เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงลมพัดผ่านอาคาร ทั้งหมดมันดูไกลออกไปเหมือนคนละโลกกับอารมณ์ของเธอในตอนนี้
หัวใจของใยบัวเต้นช้าลงกว่าเมื่อครู่ แต่ยังมีความปรารถนาเล็ก ๆ แทรกอยู่ทุกจังหวะ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะทำยังไงกับตัวเองต่อไป
ไอวาสังเกตเห็นท่าทีลังเลนั้น เพียงเล็กน้อย เธอก็เข้าใจทันทีถึงความต้องการส่วนลึกในจิตใจของเพื่อนสนิท จึงยื่นมือไปแตะหลังมือของใยบัวเบา ๆ
“เราไปด้วยกันนะ”
คำพูดสั้น ๆ แต่มีน้ำหนักมากพอจะช่วยสร้างความกล้าให้กับคนตัวเล็กได้อีกครั้ง ใยบัวสูดลมหายใจลึกสุดแรง ไม่ใช่เพื่อให้ความกลัวนั้นหายไป
แต่เพราะเธอไม่อยากหนีมันอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยเธอยังอยากรักษาความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่นี้ไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไปกัน”
ข้อความสั้น ๆ ถูกเขียนลงบนฝ่ามือไอวาช้า ๆ กลับสร้างรอยยิ้มบาง ๆ ให้ไอวาได้จนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ทั้งสองคนพยักหน้าให้กัน ก่อนจะเดินเคียงกันไปทางลานเกียร์ในช่วงท้าย ๆ แถว เพราะไม่อยากให้อีกคนต้องฝืนตัวเองมากเกินไป
ใยบัวเดินช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ทุกก้าวมั่นคงขึ้นกว่าตอนที่เธอเดินกลับมาคนเดียว
เสียงรุ่นพี่ประกาศให้ปีหนึ่งยืนเข้าแถวเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในจังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตจะไปสะดุดกลับร่างสูงของผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเขามองมาที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สายตาที่เขากำลังมอง มันดูเรียบนิ่ง จนไม่สามารถคาดเดาได้และไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไร
เขาก็คงเหมือนคนอื่น ๆ เหมือนทุกคนที่เคยมองเธอในแบบเดียวกัน ใยบัวหลบสายตาลงแทบทันที เป็นแบบมันก็ดีแล้ว… ดีแล้วที่เราจะไม่รู้จักกัน ดีแล้วที่เขาจะไม่เข้ามาในโลกของเธอ ดีแล้วที่เธอไม่ได้พูดอะไรกับเขาสักคำ
เพราะเธอไม่อยากให้ใครต้องตายเพราะคำพูดของเธออีก