ตลาดคารวยสุข
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ้าม่านสีครีมที่บานหน้าต่างซึ่งถูกเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ใยบัวขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอหลับสนิทจริง ๆ ไม่มีภาพฝันร้ายมาตามหลอกหลอน ไม่มีความรู้สึกดำดิ่งที่ทำให้เธอเศร้าหมอง และไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกอย่างที่เคยเป็น
คนตัวเล็กยังคงนอนลืมตาดูฝ้าเพดานสีขาวอยู่แบบนั้น เหมือนว่าร่างกายของเธอรู้สึกเบาสบายกว่าทุกวัน จนตัวเธอเองยังรู้สึกแปลกใจ หรือการที่ไปเรียนเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่หมอแนะนำจะเริ่มเห็นผลแล้วจริง ๆ
ไม่ก็เป็นเพราะร่างกายแบกรับความเหนื่อยล้ามาเต็มที่จนรับไม่ไหวจึงทำให้เธอหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว
ใยบัวลุกขึ้นจากเตียง ก้าวไปหยุดอยู่ที่หน้าต่าง สองมือผลักเปิดบานหน้าต่างออกช้า ๆ ให้แสงสีทองสดใส ยามเช้าทาบทับบนร่างกายเพื่อมอบความอบอุ่นให้เธอมีกำลังใจสู้ต่อ
ทว่าเพียงแค่เช้านี้ไม่ต้องตื่นมาพร้อมฝันร้าย และหัวใจที่เจ็บปวดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีพอแล้ว
ร่างเล็กทิ้งตัวลงนั่งบนหัวเตียงอีกครั้งอย่างหมดแรง ก่อนจะเปิดลิ้นชักบนโต๊ะข้างเตียงนอนออกมา
กรอบรูปใบเล็กที่ถูกเก็บไว้ด้านใน ถูกหยิบออกมาด้วยมือที่สั่นเทา แค่เพียงได้เห็นกรอบรูปนี้อีกครั้ง น้ำตาที่ซ่อนเอาไว้ก็พรั่งพรูออกมาไม่หยุด
ปลายนิ้วเล็กเช็ดคราบน้ำตาที่หยดลงบนภาพถ่าย พร้อมกับความทรงจำในอดีตที่ไหลย้อนเข้ามา เธอกับเก่งถ่ายรูปใบนี้ด้วยกันในวันที่เขาขอเธอเป็นแฟน
หากวันนั้นเธอพยายามเข้มแข็งแล้วจับมือสู้ไปกับของเขา อะไรหลาย ๆ อย่างจะเปลี่ยนไปจากวันนี้ไหมนะ แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงมันก็คงไม่ทันแล้ว คนแบบเธอเจอแบบนี้มันก็สมควรแล้ว
แค่คำว่ารักสั้น ๆ ที่เขาอยากฟังเธอยังทำให้ไม่ได้ แล้วกว่าเธอจะพูดคำนั้นออกมาเขาก็ไม่อยู่รอฟังแล้ว
คนตัวเล็กเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการความรู้สึกและความคิดตัวเอง เธอเปิดฝักบัว ปล่อยให้น้ำเย็นไหลผ่านร่างกาย หวังว่ามันจะช่วยทำให้หัวใจสงบลงบ้าง แต่ไม่ว่าจะยืนนานแค่ไหน สายน้ำนั้นก็ล้างความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจออกไปไม่ได้เลย
ความรู้สึกผิดยังคงติดอยู่ที่เดิม ความคิดเดิม ๆ วนกลับมาไม่รู้จบ เธอพยายามแล้ว พยายามจะก้าวต่อ พยายามจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ แต่ทุกครั้งที่เธอจะก้าวขยับไปข้างหน้า หัวใจก็เหมือนถูกดึงกลับมาอยู่ที่เดิมแบบนี้ทุกครั้ง
สุดท้ายสายน้ำเย็นที่ไหลออกมาจากฝักบัวก็ไม่สามารถทำให้รู้ดีขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย เธอได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้น้ำไหลผ่านตัวเองไปพร้อมน้ำตา โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเดินออกจากตรงนี้ได้ยังไง
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จใยบัวก็เดินออกมาจากในห้องนอน เพราะใกล้จะถึงเวลาที่นัดกับไอวาไว้แล้ว
ประตูห้องนอนถูกเปิดออกพร้อมกับหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่มีเพียงกระเป๋าผ้ากับสมุดสีชมพูเล็ก ๆ ในมือ
“มากินข้าวก่อนสิลูก”
ร่างเล็กที่กำลังจะก้าวขาเดินออกพ้นประตูบ้านหยุดชะงักลง ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงวัยกลางคนที่ยืนมองเธอด้วยรอยยิ้ม
ใยบัวพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะวางกระเป๋าผ้าใบเล็ก ไว้บนเก้าอี้ข้างตัว แล้วนั่งลงช้า ๆ
“ไปเรียนเป็นไงบ้างลูก”
คนเป็นแม่เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และใจดี วันนี้พราวตื่นมาเตรียมข้าวต้มกุ้งของโปรดของใยบัว ก่อนจะไปขายของที่ตลาด
“ก็ดีค่ะ”
“…”
ข้อความสั้น ๆ ถูกเขียนลงบนสมุดสีชมพูเล่มเดิม ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามาปกคลุมทั้งสองคนอีกครั้ง เหมือนว่าการที่มันเป็นแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ เธอไม่พูด ส่วนคนเป็นแม่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องชวนคุยยังไง
แต่ใยบัวรู้ดีว่าคนที่รักเธอที่สุดก็คือผู้หญิงตรงหน้าตอนนี้ ตั้งแต่เธอป่วย แม่ก็พยายามทำงานหนักมากขึ้น เพื่อหาเงินพาเธอไปรักษาทั้ง ๆ ที่ค่ายา และค่าปรึกษาจิตแพทย์ในแต่ละครั้งค่อนข้างแพงมาก
เธอไม่อยากให้แม่ทำงานหนักนี้ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เธออยากก้าวผ่านความรู้สึกนี้ไปให้ได้ แต่เธอก็ไม่สามารถพูดคุยกับแม่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หนูไปเรียนก่อนนะคะ” เธอปิดสมุดลง ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้
พราวเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวอีกครั้ง มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไปโดยไม่พูดอะไร แต่ใยบัวก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยในสายตาคู่นั้นได้เป็นอย่างดี
คนตัวเล็กก้าวออกมาหยุดยืนที่จุดรอรถโดยสารริมถนนหน้าปากซอย จุดเดิมที่เธอกับเพื่อนสนิทใช้เป็นที่นัดพบกันแทบทุกเช้า
ใยบัวสะพายกระเป๋าไว้บนไหล่ มือเล็กกำสายสะพายแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตากวาดมองถนนที่มีรถสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสาย เสียงจอแจจากตลาดคารวยสุขยังดังแว่วมาเป็นระยะ จนกระทั่งรถจักรยานยนต์สีชมพูคันเล็ก ๆ ขับตรงมาจอดข้างเธอ
“รอนานไหม”
ใยบัวส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะรับหมวกกันน็อคขึ้นมาสวมใส่ แล้วขึ้นนั่งซ้อนท้ายเพื่อนสนิท
ปิ้น ปิ้น ปิ้น
ทว่าไอวายังไม่ทันบิดคันเร่ง รถจักรยานยนต์สีชมพูก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อรถยนต์สีดำเลี้ยวเข้ามาจอดต่อท้ายอย่างพอดิบพอดี ไอวาและใยบัวเผลอหันไปมองตามสัญชาตญาณ และก็ได้เห็นว่าใครเป็นคนอยู่หลังพวงมาลัย ผู้ชายคนนั้น
กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้า ๆ ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาชายมองมาทางพวกเธอ สีหน้าเรียบนิ่งแต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่ใยบัวเพียงคนเดียว ก่อนที่มังกรจะเปิดประตูแล้วลงมาจากรถ
“กำลังจะไปเรียนใช่ไหมเรา”
“ใช่ค่ะจะไปมอ แต่ว่าจริง ๆ แล้วมีเรียนช่วงบ่ายค่ะ”
ไอวาเป็นฝ่ายตอบแทนใยบัว เพราะรู้ว่าใยบัวคงไม่ยอมพูดกับรุ่นพี่คนนี้แน่ ๆ แต่ดูเหมือนคนตัวโตจะยังไม่ยอมแพ้ที่จะคุยกับน้องรหัสของตัวเอง
“พี่ก็มีเรียนบ่าย ไปด้วยกันไหมครับ แบบนี้อันตรายนะ”
มังกรถามออกไปอีกครั้ง พร้อมกับยื่นฝ่ามือออกไปตรงหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยิ้มออกมา แต่ใยบัวกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น อุ่นใจจากในน้ำเสียงนั้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตอบอะไร เสียงของไอวาก็ดังแทรกขึ้นมา
“เอ๊ะ…แปลกแฮะ” ไอวาพูดขึ้นลอย ๆ แล้วก้มลงมองหน้าปัดรถที่ดับสนิท ก่อนจะทำหน้าตาครุ่นคิดแล้วแกล้งสตาร์ทรถอีกครั้ง
“เหมือนรถจะเสียเลย”
“จริงเหรอ” ใยบัวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาหาเพื่อนด้วยความรู้สึกเป็นกังวล ก่อนจะเขียนข้อความสั้น ๆ ลงบนมือของไอวา
“อืม น่าจะงอแงอีกแล้วล่ะ วันนี้มันแปลก ๆ ตั้งแต่เช้าแล้วด้วย”
ไอวาหันมายิ้มให้ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนของเธอเป็นห่วง
“ใยบัวไปเรียนกับพี่มังกรเถอะ เดี๋ยวสาย”
“เรารอได้”
คนตัวเล็กนิ่งไปทันที เธอไม่เคยไปไหนมาไหนกับคนที่ไม่สนิท ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วเขียนบอกว่าเธอรอได้ เพราะสุดท้ายใยบัวก็ไม่อยากทิ้งเพื่อนไว้คนเดียว
“ไม่ต้อง ๆ” ไอวารีบส่ายหน้า
“เดี๋ยวเราจะโทรบอกที่บ้านให้มาเอารถไปซ่อม บัวไปก่อนเถอะนะ”
มังกรมองดูสองสาวที่กำลังตกลงกันบางอย่าง โดยเฉพาะน้องรหัสของเขาที่มีท่าทางลังเล แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะยืนรออย่างใจเย็น และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะรถคันนี้ที่มันไม่ได้เสียจริง ๆ แต่คิดว่าเพื่อนของใยบัวกำลังเปิดทางให้เขามากกว่า
มังกรมองหน้าไอวาที่กำลังพยายามส่งสัญญาณมาให้ช่วยทำอะไรสักอย่างก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาเหมือนนึกอะไรได้ ด้วยน้ำเสียงไม่ได้จริงจังนัก คล้ายแค่พูดลอย ๆ ไม่ได้คิดอะไร
“ถ้าไม่ไปด้วยกัน คงเสียดายแย่เลยครับ”
ใยบัวเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเอียงคอมองคนตัวโตด้วยความสงสัยในสิ่งที่อีกคนพูดถึงว่าคืออะไร
“…”
“วันนี้พี่ตั้งใจว่าจะพาสีนวลไปหาหมอพอดี”
เขาพูดต่อเรียบ ๆ ทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็แอบชำเลืองสายตาลอบมองท่าทีของคนตัวเล็กเป็นระยะ
“ท้องแก่ใกล้คลอดแบบนั้น ไม่รู้จะมีลูก ๆ อยู่กี่ตัวกันนะ”
ประโยคนั้นไม่ได้เหมือนคำชวน ไม่มีน้ำเสียงคาดหวังหรือสายตากดดัน แต่กลับทำให้ใยบัวเงียบไป
ภาพของสีนวลหมาจรจัดที่อาศัยอยู่แถวตึกหลังคณะ ผุดขึ้นมาในหัวทันที ตอนนี้มันกำลังท้องแก่ ใกล้คลอดเต็มที
“แต่ไม่เป็นไรนะครับ” มังกรพูดเสริม เหมือนกลัวว่าเธอจะคิดมาก
“พี่ไปคนเดียวก็ได้”
ยิ่งเขาพูดแบบนั้น หัวใจใยบัวยิ่งเต้นแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะถูกกดดัน แต่เพราะความรู้สึกบางอย่าง…ที่อยากไปเห็น อยากอยู่ตรงนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เธอกำสายกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆที่คล้องอยู่บนไหล่แน่น ก่อนจะหันไปมองไอวา เพื่อนสาวสบตาเธออยู่แล้ว และพยักหน้าเบา ๆ
ใยบัวสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะรีบเขียนคำสั้น ๆ ลงบนสมุดที่พกติดตัวให้ร่างสูงได้อ่าน เพราะกลัวเขาจะเปลี่ยนใจและเธอจะไม่ได้ไปดูลูก ๆ ของสีนวลด้วย
“ไปด้วยค่ะ ขอใยบัวไปด้วยนะคะ”
มังกรยิ้มบาง ๆ ทันทีที่เห็นข้อความนั้น เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ต้องแลกมากับการยอมให้สุนัขจรจัดขึ้นรถราคาแพงเกือบสิบล้านของเขา เขาไม่ได้รังเกียจหมาจรจัด แต่ก็ไม่ใช่คนรักสัตว์เหมือนใยบัว ทว่าไม่รู้เพราะอะไร การตัดสินใจครั้งนี้กลับทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด