มังกรเดินกลับเข้าตึกวิศวกรรมศาสตร์สำหรับนักศึกษาปีสามและปีสี่ที่จะเริ่มเน้นไปในภาคปฏิบัติ และลงมือจริงมากกว่าการบรรยาย เมื่อเขาผลักประตูเข้าไป สายตาหลายคู่ก็หันมามองโดยอัตโนมัติ
มังกรเดินเข้าคลาสเรียนตามปกติ ไม่นานเสียงอาจารย์ผู้สอนก็ดังขึ้น ก่อนจะเริ่มการเรียนการสอนและเข้าสู่ช่วงแบ่งกลุ่ม ซึ่งก็เป็นไปตามเดิม เดรกจับคู่กับนับหนึ่ง ส่วนมังกรตกเป็นกลุ่มเศษเลขคี่ที่มีสามคน มีเขา เคลลีย์ และเวนิส
“เวนิสไปไหน”
เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความรู้สึกแปลกใจที่ผุดขึ้น เพราะรู้สึกได้ว่าช่วงหลังนี้พวกเขาไม่ค่อยได้เจอเวนิสเหมือนอย่างแต่ก่อน
“ถูกดึงตัวให้ไปดูแลนักกีฬา”
เคลลีย์ตอบกลับสั้น ๆ พร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทุกคนก็ดูเหมือนจะมีคู่กันหมดแล้ว นี่มันแทบจะเป็นการบีบบังคับทางอ้อมจากสังคมชัด ๆ
“หมายถึง?”
นักกีฬาที่ว่าคงหนีไม่พ้นฝาแฝดคู่นั้น ว่าที่ผู้นำสูงสุดของเวนิสใน อนาคต เรื่องนั้นไม่ได้ทำให้มังกรแปลกใจนัก เพราะเวนิสเป็นคู่หมั้นของไนธ์ เพียงแค่ไม่คิดว่ารุ่นน้องอย่างไนธ์ นีฟส์ จะย้ายมาเรียนที่นี่เร็วขนาดนี้ แถมพวกนั้นยังเลือกเรียนสายวิทย์กีฬามากกว่ามาเรียนวิศวะกับพวกเขา
“ตามที่คิด”
เดรกเป็นคนเฉลยคำตอบที่เขากำลังคิดอยู่ในใจ พร้อมกับถอดเสื้อช้อปออก แล้วโยนไปฝากไว้ที่นับหนึ่ง ที่ตอนนี้จากเพื่อนสนิทในกลุ่มได้กลายมาเป็นคนดูแลส่วนตัวไปเรียบร้อย แบบเพื่อนดูแลเพื่อน
แต่เป็นเพื่อนที่โคตรจะหวงเพื่อน จนช่วงหลัง ๆ มาไม่รู้ว่าใครมีหน้าที่ต้องดูแลใครกันแน่
เพราะทุกวันนี้นับหนึ่งแทบจะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะในชีวิตประจำวันพวกถือของ ถือกระเป๋าเดินไปซื้ออาหาร ก็ล้วนแต่เป็นเดรกที่คอยทำให้นับหนึ่งทั้งสิ้น
ยิ่งงานกลุ่มหรือคลาสปฏิบัติ ก็อย่าหวังว่าจะได้จับเครื่องมือ แม้แต่น้ำมันเครื่องก็ไม่มีโอกาสได้เฉียดใกล้โดนมือเล็ก ๆ นั้น
ที่สำคัญ เดรกตามดูแลนับหนึ่งชนิดตัวติดกันยิ่งกว่าใคร จนคนรอบข้างยังรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างระหว่างทั้งสองคนเพียงแต่ไม่มีใครยอมรับหรือพูดออกมา
พอเสียงเลิกคลาสดังขึ้น นักศึกษาต่างก็พากันทยอยเก็บของและแยกย้ายกันออกจากห้อง รวมถึงมังกรที่บอกลาเพื่อนของตัวเองก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวด้วยเช่นกัน
คนตัวโตเดินลัดเลาะไปที่หลังตึกห้องพักสโมสรของคณะ ที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาพลุ่งพล่านแถวนี้มากนัก เพราะมันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาที่ได้รับอภิสิทธิ์มาจากการสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเงินมหาศาล
ร่างสูงหยุดยืนใต้ร่มไม้ใหญ่ที่มีสีนวลนอนขดตัวอยู่ไม่ไกล สีนวลกลายเป็นหมาจรที่มีปลอกคอสีชมพูสดใส และมันคงมานอนรอเจ้านายสาวสวยของมันเหมือนเช่นทุกวัน
“ว่าไง...สีนวล”
“หงิง หงิง”
เจ้าสี่ขาเงยหน้าขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนพาท้องแก่ ๆ เดินมาหาเขา พร้อมหางของมันที่แกว่งไปมาด้วยความดีใจไม่หยุด มังกรย่อตัวนั่งลงชันเข่าเล็กน้อย
“หิวละสิ กินนี่ไปก่อนนะ เดียวเจ้านายแกก็มา”
เขาเทอาหารสุนัขกระป๋องเล็ก ๆ ที่เขาเริ่มหามาติดตัวไว้ให้เจ้าสี่ขาที่แสนรู้ความ มันจำเขาได้ดี ทั้งที่มันเคยได้รับขนมปังจากเขาแค่เพียงชิ้นเดียว
มังกรยกมือขึ้นลูบหัวมันเบา ๆ ก่อนจะพึมพำพูดกับเจ้าสี่ขาตรงหน้า คล้ายจะพูดกับมัน แต่จริง ๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไม่จริงจังแต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกเริ่มอิจฉานิด ๆ
“ไหนแกลองบอกมาสิ ว่าทำยังไงฉันถึงจะถูกเจ้านายแก จับใส่ปลอกคอแบบนี้บ้าง”
มังกรลุกขึ้นยืน ปล่อยให้สีนวลก้มหน้าจัดการกับอาหารตรงหน้าต่ออย่างเอร็ดอร่อย เสียงเลียถ้วยเบา ๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาเหลือบมองมันอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ถัดออกไปไม่ไกล ตรงจุดที่มีอุปกรณ์ซึ่งเขาสั่งให้คนจัดเตรียมและนำมาส่งไว้รอเรียบร้อยแล้ว
คนตัวโตหยิบเชือกออกมาวัดระยะอย่างรวดเร็ว มือใหญ่ขยับทำงานอย่างคล่องแคล่ว ปีนขึ้นไปผูกปมบนกิ่งไม้ที่แข็งแรง อย่างไม่ลังเล ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความชำนาญ ราวกับนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำงานแบบนี้
แผ่นไม้ถูกแขวนลงมาในระดับพอดี เขาลองออกแรงดึง ทิ้งน้ำหนักลงไปนั่งเพื่อเช็กความแข็งแรง พร้อมออกแรงแกว่งชิงช้าเบา ๆ ก่อนปล่อยให้มันหยุดนิ่งตามแรงที่ค่อยผ่อนลง
เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็พลันนึกถึงรอยยิ้มเล็ก ๆ ของใยบัวผุดขึ้นมาในหัวเป็นระยะ แค่คิดว่าเธอจะได้นั่งแกว่งชิงช้าใต้ร่มไม้ตรงนี้ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นบาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
คนตัวโตยืนมองผลงานตรงหน้าด้วยสายตานิ่ง ๆ แต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ชิงช้าธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเป็นพิเศษ แต่สำหรับเขา มันคือสิ่งที่ตั้งใจทำไว้ให้ใครบางคนโดยเฉพาะ
มังกรยืนมองชิงช้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มเก็บเครื่องมือใส่กระเป๋า เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ตามแรงลม ทำให้บริเวณหลังตึกยิ่งดูเย็นสบายและเงียบสงบ เขาเหลือบมองนาฬิกาในข้อมือ เวลายังเหลืออีกพอสมควรก่อนที่ใยบัวจะเลิกเรียน
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ก็ดังแว่วเข้ามาใกล้จากทางเดินด้านหลังตึก มังกรหันหน้ากลับไปมองตามเสียงนั้น ก่อนจะเห็นร่างเล็กคุ้นตาปรากฏขึ้นตรงปลายทางเดิน
ใยบัวชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นเขา ดวงตากลมโตไล่มองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย
“พี่”
เสียงหวานเอ่ยเรียกเขาเบา ๆ มังกรลุกขึ้นยืน ไม่ได้ตอบในทันที แค่พยักหน้ารับ ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางต้นไม้ด้านข้าง
ใยบัวเดินตามสายตาเขาไป แล้วก็ต้องหยุดยืนมองชิงช้าที่แขวนอยู่ใต้ร่มไม้ รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว เธอหันกลับมามองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย
“ลองนั่งดูไหมคะ”
มังกรโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เล็กหน่อย พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ หลังคิดอะไรบางอย่างดี ๆ ขึ้นมาได้
ร่างสูงชิงทิ้งตัวนั่งลงบนชิงช้า พร้อมกับใช้ฝ่ามือตบลงบนตักแกร่งเป็นสัญญาณบอกให้กับร่างบางนั่งลงบนตักของเขาอีกที
ใบหน้าสวยเปลี่ยนเป็นสีแดงอมชมพูลามไปจนถึงใบหู เพราะเข้าใจความหมายในสิ่งที่คนตัวโตต้องการสื่อ
‘เขาตัวสูงจัง’
ใยบัวถอดรองเท้าของตัวเองออก ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนตักแกร่งแล้วใช้สองมือโอบรอบลำคอคนตัวโตเอาไว้ให้ตกลงมา
ร่างเล็กถูกโอบไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับมันเป็นที่นั่งของเธอมาตั้งแต่แรก
มือหนึ่งของเธอจับเชือกชิงช้าไว้หลวม ๆ ส่วนอีกมือวางทาบบนอกเขา รับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอใต้ฝ่ามือนั้น
มังกรนั่งนิ่ง ปล่อยให้เธอเอนพิง เขาไม่ได้พูดอะไร แค่เงยมองใบหน้าของใยบัวในระยะใกล้สายตา พร้อมกับออกแรงแกว่งชิงช้าเบา ๆ ไปตามแรงลม
ใบไม้ไหวเสียดสีกันส่งเสียงแผ่วเบา ท่ามกลางแสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งไม้ตกกระทบเส้นผมยาวของเธอจนเป็นประกาย ใยบัวเผลอก้มหน้าลงสบตาเขา ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงโดยไม่ทันตั้งตัว
“มีรางวัลค่าเหนื่อยไหมคะ”
ใยบัวเม้มริมฝีปากแน่น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่แน่ใจว่าควรให้รางวัลคนตัวโตตรงหน้าอย่างไรดี ก่อนที่ความทรงจำวัยเด็กผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ภาพวันที่พ่อก้มหน้าทำของเล่นไม้ให้ เธอมักปีนขึ้นไปนั่งตัก ซบลงบนบ่าแกร่งอย่างออดอ้อน และทุกครั้งพ่อจะลูบหลังเบา ๆ ก่อนพูดเสียงอบอุ่นว่า แค่นี้ก็หายเหนื่อยแล้ว
“ขะ ขอบคุณค่ะ”
ใยบัวเอียงศีรษะซบลงบนบ่าของมังกรอย่างแผ่วเบา น้ำหนักนั้นเบาจนแทบไม่รู้สึก แต่กลับทำให้ร่างแกร่งของเขานิ่งไปชั่วขณะ เหมือนหัวใจจะเต้นช้าลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ
มังกรไม่ได้ขยับหนี เพียงแค่ยกแขนขึ้นเล็กน้อย วางไว้ด้านหลังเธอในระยะที่ไม่รุกล้ำเกินไป แต่ก็ใกล้พอจะรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน
มังกรก้มปรายสายตามองเส้นผมดำสวยของเธอที่สยายลงมาแนบกับไหล่เขา แววตาอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็น แค่การซบไหล่ธรรมดา ๆ แต่สำหรับเขาและเธอ มันคือการยอมให้ใครสักคนเข้ามาอยู่ใกล้ในพื้นที่ส่วนตัว ที่ไม่เคยเปิดให้ใครมาก่อนเลย
ในความเงียบนั้น ไม่มีคำพูดใด ๆ ระหว่างเขาทั้งสองคน มีเพียงการยอมรับซึ่งกันและกัน เป็นพื้นที่ความปลอดภัย เป็นความสบายใจ จนดูเหมือนว่าตอนนี้ทั้งเขาและเธอก็ไม่ต่างอะไรจากภาพวาดที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยกันวาดมันขึ้นมา เป็นภาพที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่กลับสมบูรณ์แบบในแบบของมันเอง