แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ใยบัวขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ
ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวเรียบ ตามมาด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ ทำให้ใยบัวรู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน
ดวงตากลมโตกะพริบถี่อยู่ครู่หนึ่ง เพื่อปรับระยะโฟกัสของสายตาและพยายามตั้งสติ ฝ่ามือเรียวบางที่มีสายน้ำเกลือติดอยู่ยกขึ้นมากุมขมับที่ยังมีอาการมึนงง หลงเหลืออยู่
ใยบัวหันหน้ามองสำรวจสิ่งต่าง ๆ ไปรอบตัวและก็ต้องหยุดนิ่ง เมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคนฟุบหน้าหลับอยู่ข้างเตียง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อยืดสีเข้ม มีเสื้อช้อปสีแดงพาดบนพนักพิงเก้าอี้ด้านหลัง ดวงตาคมปิดสนิท มือข้างหนึ่งวางอยู่บนเตียง และกุมมือของเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
อบอุ่น
เป็นความรู้สึกแรกที่ใยบัวรับรู้ ตามมาด้วยความรู้สึกวูบไหวในอก เมื่อหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นหลังจากได้สติ ใบหน้าสวยเริ่มเห่อร้อนขึ้นจนเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ยิ่งคิดว่าคนตัวโตจับมือเธอเอาไว้แบบนี้ทั้งคืน เธอก็ยิ่งรู้สึกเขินอายมากขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะค่อย ๆ ขยับมือ และพยายามดึงกลับให้เบาที่สุด
แต่ทันทีที่มือเล็กเริ่มออกแรงขยับ แรงเกาะกุมจากอีกฝ่ายก็ขยับแน่นขึ้นแทบจะทันที โดยที่เขาไม่ยอมปล่อยให้มือของเธอหลุดออกไปจากมือหนาเลยสักวินาที ทั้ง ๆ ที่ร่างสูงยังคงไม่ลืมตา ก่อนที่เขาจะเริ่มขยับตัวเล็กน้อย
มังกรลืมตาขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณ สายตาคมสบเข้ากับดวงตาคู่ใสที่กำลังมองมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเขินอาย ประหม่า และทำตัวไม่ถูก แต่มันกลับน่าเอ็นดูในสายตาของเขาจนรู้สึกมันเขี้ยว
“ตื่นแล้วเหรอคะ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อยเพื่อพยายามเก็บอาการของตัวเองให้นิ่งที่สุด แต่ยิ่งเธอพยายามเท่าไหร่ ท่าทางและสายตาของเธอก็ยิ่งดูลุกลี้ลุกลนจนมังกรได้แต่นึกขำคนตัวเล็กอยู่ในใจ ในขณะที่มือบางยังคงขยับเล็กน้อยเพื่อจะดึงกลับ
“หนูอยู่…ที่ไหนคะ”
เรียวมือบางเริ่มเขียนข้อความสั้น ๆ ลงบนฝ่ามือหนาทันทีด้วยความคุ้นชิน เพราะคนตัวโตมักจะให้เธอเขียนข้อความลงบนฝ่ามือนั้น มากกว่าจะให้เธอเขียนลงบนสมุด จนทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ใยบัวไม่เคยหยิบสมุดขึ้นมาถือในมืออย่างที่ผ่านมาเลย
คำถามสั้น ๆ ที่เธอพอจะคาดเดาคำตอบได้ ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังต้องการคำตอบเพื่อยืนยันความคิดนั้น
“โรงพยาบาลค่ะ เดี๋ยวพี่ให้หมอเข้ามาดูอาการหนูก่อนนะ”
ใยบัวพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างว่าง่าย มังกรเอื้อมมือกดปุ่มข้างหัวเตียงเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่ ก่อนจะกลับมานั่งลงที่เดิม ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออก พร้อมกับหมอและพยาบาลเดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณใยบัว” หมอเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงใสอย่างเป็นกันเอง เพื่อลดอาการเกร็งระหว่างหมอกับคนไข้ เพราะเธอเป็นคนไข้พิเศษที่ทางโรงพยาบาลกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีประวัติที่อยู่ระหว่างการรักษาโรค Selective Mutism หรือคนไข้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงอีกด้วย
“เช้านี้รู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ เวียนหัว คลื่นไส้ ใจสั่นหรือมีอาการอื่น ๆ รวมด้วยไหม”
ใยบัวชะงักเล็กน้อย เม้มฝีปากแน่นยิ่งกว่าเดิม เธอยังรู้สึกเกร็งและหวาดระแวงในการได้เจอคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยทุกครั้ง เพราะถึงแม้ว่าอาการหวาดกลัวและการแพนิกจะลดลงไปบ้างแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังต้องใช้เวลาปรับอารมณ์ของตัวเองเล็กน้อย
คนตัวเล็กเลือกหันกลับไปมองคนตัวโต ที่คอยมองมาที่เธออยู่ตลอดเวลา เพื่อเรียกความกล้าและความมั่นใจให้กับตัวเอง มันเป็นสายตาที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น จนบางครั้งเธอก็รู้สึกกลัวว่าสายตานั้นจะเปลี่ยนไป
หญิงสาวก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่เริ่มสั่นไหว เพราะความหวาดกลัวและความลังเลที่จะคุยกับหมอเริ่มก่อตัวขึ้นมาช้า ๆ
ถ้าเขารู้ละว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวาน มันเป็นเพราะความโชคร้ายของเธอที่พูดกับเขาละ เขาจะยังอยากคุยกับเธอไหม ยังจะอยากรับเธอเป็นน้องรหัสอยู่หรือเปล่า และถ้าเขารู้ว่าเธอป่วย เขาจะยังมองเธอเหมือนที่ผ่านมา หรือเขาจะหายไปจากชีวิตเธออีกคน
แค่คิดมาถึงตอนนี้ ดวงตากลมโตก็เริ่มพร่ามัวขึ้นมาทันที หยาดน้ำตาสีใสเริ่มตีรื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่รู้ตัว
จะทำไงดี เพิ่งจะได้พยายามเริ่มต้นเอง ก็จะต้องสูญเสียมันไปอีกแล้วเหรอ อยากหลุดพ้นจากความรู้สึกนี้จัง
“ไม่เป็นไรนะคะ”
มังกรที่เห็นคนตัวเล็กก้มหน้านิ่ง ก็รีบยื่นมือออกไปจับมือเล็ก ๆ นั้นเพื่อปลอบโยนทันที พร้อมกับนิ้วเรียวยาวทำหน้าที่ปาดซับน้ำตาบริเวณรอบดวงตาอย่างแผ่วเบา
“หนูคุยกับคุณหมอก่อน เรื่องอื่นยังไม่ต้องกังวล พี่จะอยู่ข้าง ๆ ดีไหมคะ”
ใยบัวพยักหน้ารับ เธอไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผู้ชายคนนี้ถึงกลายเป็นที่พึ่งพิงทางความรู้สึกของเธอไปแล้ว
“งั้นตอนนี้บอกหมอได้ไหมว่าเช้านี้รู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ เวียนหัว คลื่นไส้ หรือมีอาการอื่น ๆรวมด้วยหรือเปล่า”
“...” ใยบัวส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบคำถาม
“งั้นขอหมอตรวจร่างกายหน่อยนะคะ”
หมอพยักหน้ารับ และยังคงส่งยิ้มบาง ๆ เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายใจมากที่สุด ก่อนจะเริ่มตรวจวัดความดัน เช็กชีพจร และดูปฏิกิริยาการตอบสนองอย่างละเอียด ในขณะที่ใยบัวก็พยายามทำตามที่หมอบอกอย่างว่าง่าย
“อาการโดยรวมยังปกติดีค่ะ ส่วนเรื่องอื่น ๆ แนะนำให้คนไข้ไปพบหมอเฉพาะทาง อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับพฤติกรรม และคอยสังเกตอาการอีกทีนะคะ”
มังกรพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจดีในสิ่งที่หมอต้องการจะสื่อ เพราะใยบัวเป็นคนไข้ที่ไม่ได้มีบาดแผลทางร่างกาย แต่มันคือบาดแผลทางจิตใจ
“ถ้ามีอาการเวียนหัวมากขึ้น หรือรู้สึกไม่สบายตรงไหน สามารถเรียกพยาบาลได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
ใยบัวพยักหน้าช้า ๆ พร้อมกับหมอและพยาบาลเริ่มเก็บเครื่องมือและแยกย้ายออกจากห้องไป ทำให้บรรยายในห้องเริ่มกลับมาเงียบอีกครั้ง
มังกรเลือกจะเดินไปหยิบถาดอาหารมาป้อนคนตัวเล็ก โดยที่ไม่พูดอะไรออกมา และจัดแจงยาที่ใยบัวต้องทานตอนเช้าจนเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เขาถึงเริ่มเปิดบทสนาขึ้นมาตามที่ตั้งใจไว้ และคิดมาแล้วตลอดทั้งคืน
“เบื่อไหมคะ”
ใยบัวหันมามองเขาช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ สีหน้ายังเต็มไปด้วยลังเลและสับสนเล็กน้อย เพราะความรู้สึกที่ทำให้ชายหนุ่มต้องมาเจ็บตัว เพียงแค่เพราะเธอเผลอพูดบางอย่างกับเขาไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยคำขอโทษหรืออธิบายเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะเธอยังไงดี
“งั้นมาเล่นเกมกับพี่ไหม” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ แสร้งทำเป็นไม่รู้ และไม่เห็นอาการวิตกกังวลของคนตัวเล็กที่ตกอยู่ในสายตาของเขามาตลอด
“เป็นเกมง่าย ๆ”
ใยบัวเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกสนใจและกระตือรือร้นมากกว่าปกติเล็กน้อย ที่เห็นว่าเขายังอยากคุยกับเธอ
“เกมอะไรคะ” คำถามสั้น ๆ ถูกเขียนลงบนฝ่ามืออีกครั้ง
“END NAME” มังกรตอบกลับสั้น ๆ
“…”
“เป็นเกมที่เราสามารถทำแบบไหนก็ได้ ให้อีกฝ่ายหมดความอดทน เหมือนเกมแข่งกันมองตาใครที่ทนไม่ได้ก็เป็นฝ่ายแพ้ไป แต่เกมนี้เราจะต้องทำทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายเรียกชื่อของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาให้ได้ เพื่อจบเกม ใครทำเวลาได้น้อยที่สุดชนะ”
“…”
“คนที่ชนะ สามารถขออะไรจากอีกฝ่ายก็ได้ ตกลงไหม”
คำพูดเรียบ ๆ ที่อธิบายวิธีการเล่นเกมถูกเรียบเรียงมาให้เข้าใจง่ายขึ้น นั้นทำให้ใยบัวชะงักไปเล็กน้อย แต่เพราะความกังวลก่อนหน้าที่กลัวว่าเขาจะรู้เรื่องที่ตัวเองป่วย ทำให้ใยบัวรีบพยักหน้ารับเพื่อตอบตกลงทันที โดยที่เธอกลับลืมคิดไปว่าเกมนี้เธอจะต้องพูดชื่อของเขาออกมา
มังกรลุกขึ้นขยับไปนั่งบนเตียงข้างคนป่วยทันที แต่ยังเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อย พอให้เธอไม่รู้สึกกดดันและไม่รู้สึกอึดอัดมากไปกว่านี้
“พี่ให้หนูเริ่มก่อน หนูจะใช้วิธีกดดันหรือสัมผัสตัวพี่ยังไงก็ได้ ทำให้พี่ทนไม่ไหว จนพี่ต้องเรียกชื่อหนูขึ้นมา แบบนั้นแปลว่าเวลาสิ้นสุด ใครทำเวลาได้เร็วที่สุด จะเป็นผู้ชนะ”
ดวงตากลมโตจ้องมองเขาที่กำลังอธิบายวิธีการเล่นเกมขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับพยักหน้ารับว่าเธอเข้าใจ ก่อนที่จะขยับเข้ามาใกล้คนตัวโตมากขึ้นเรื่อย ๆ
ใยบัวเลือกทำเหมือนกำลังเล่นเกมจ้องตา เธอขยับเข้าไปใกล้ ประชิดใบหน้าคมตรงหน้า แล้วเงยหน้ามองเข้าไปในดวงตาสีนิลคู่นั้น ในนัยน์ตาที่สะท้อนเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน
หัวใจดวงเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะ ลึก ๆ ก็แอบหวังว่า หากเข้าใกล้มากกว่านี้ เขาจะต้องทนไม่ไหวและเป็นฝ่ายเรียกชื่อเธอขึ้นมาก่อน
แต่ดูเหมือนว่า…ครั้งนี้เธอจะประเมินเขาผิดไป มังกรยังคงนั่งนิ่ง โดยไม่คิดที่จะหลบสายตา เขากลับรู้สึกชอบใจด้วยซ้ำที่ร่างบางขยับตัวเข้ามาใกล้เขาจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายหอมและลมหายใจอุ่น ๆ ก่อนจะตีหน้านิ่งแล้วปล่อยให้เวลาค่อย ๆ เดินไปช้า ๆ โดยไม่ขยับตัวหนีเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ดูเหมือนว่าคนตัวเล็กของเขาจะยังไม่ยอมแพ้ เพราะใยบัวเลือกที่จะรุกหนักมากขึ้น ด้วยดึงมือของเขาไปประคองแนบใบหน้าเล็กไว้ทั้งสองข้าง ก่อนจะเอียงศีรษะมองหน้าเขาอย่างออดอ้อน ทำเอาร่างสูงหัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
ท่าทางใสซื่อ ไร้เดียงสานั้น ทำเอาชายหนุ่มต้องขบกรามไว้แน่น ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้สึกอะไร แต่เพราะเขารู้สึกมากเกินไป มากจนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
เธออยู่ใกล้เกินไป ใกล้จนเขาสามารถมองเห็นใบหน้าสวยนั้นได้ชัดเจนในทุกเสี้ยววินาที ตั้งแต่ขนตางอนยาวที่เรียงตัวเป็นแพ ผิวหน้าที่ขาวเนียนละเอียด ไปจนถึงกลีบปากเล็กสีชมพูระเรื่อ ที่ดูอ่อนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ
ทุกอย่างในตัวเธอมันโคตรดึงดูด จนเขาต้องเตือนตัวเองซ้ำ ๆ ว่า อย่าขยับไปมากกว่านี้ เพราะเขาอาจจะหยุดหรือควบคุมตัวเองไม่ได้อีกเลย
ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ที่แสนจะไร้เดียงสาโดยที่ไม่รู้เลยว่า มันกำลังสั่นคลอนความอดทนของเขามากแค่ไหน
ยอมแพ้แล้วจูบเลยได้ไหมวะ ไม่อยากเล่นแล้วเกมอะไรเนี่ย