“สะ สวน สนุก”
“สวนสนุกเหรอ”
ใยบัวลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับรัว ๆ ดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความรู้สึกดีใจปนความรู้สึกตื่นเต้น มันสะท้อนความรู้สึกข้างในที่ไม่อาจปิดซ่อนความเปล่งประกายวิบวับที่ฉายออกมาผ่านดวงตากลมโตได้เลย
“เก่งมากเลยค่ะ”
คำชมสั้น ๆ นั้นทำให้หัวใจใยบัวพองโตขึ้นอย่างประหลาด ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความกลัว และความอ้างว้างที่อยู่ในใจของเธออย่างประหลาด ซึ่งเธอไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มของตัวเองกว้างขึ้นกว่าเดิมแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหน
“งั้นพี่จองตัวเราแล้วนะคะ”
“…”
“ถึงวันหยุดเมื่อไหร่เราไปสวนสนุกกัน”
เสียงประตูห้องพักผู้ป่วยเปิดออกเบา ๆ แม่ของใยบัวก้าวเข้ามาช้า ๆ ในมือมีถุงของใช้ส่วนตัว และผลไม้ที่ร้านถูกเตรียมมาให้ใยบัว
แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ก้าวเขามา คนเป็นแม่ก็ต้องหยุดชะงักยืนอยู่ตรงหน้าประตูโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ใยบัวนั่งอยู่บนเตียง ด้วยรอยยิ้มและใบหน้าที่ดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม
นานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้เห็นดวงตาและใบหน้าของลูกสาวที่เปล่งประกายไปด้วยความสุขแบบนี้ และที่สำคัญมากไปกว่านั้น ลูกสาวของเธอกำลังพยายามพูดออกมาช้า ๆ
คนเป็นแม่เลือกที่จะหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แล้วมองภาพตรงหน้านั้นด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอออกมาอย่างตื้นตันใจ ก่อนจะเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพยายามทำงานหนัก เพราะไม่อยากเห็นลูกสาวต้องเจ็บปวด ไม่อยากเห็นใยบัวต้องนอนฝันร้ายอยู่ทุกคืน
ก่อนหน้าที่เคยได้คุยกับเด็กหนุ่มคนนี้ ต้องยอมรับว่าเธอเคยกังวล เคยลังเล และกลัวว่าการเปิดทางให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาช่วยดูแลลูกสาวของตัวเองตามที่อีกฝ่ายร้องขอ จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่ แต่ตอนนี้เธอคิดว่าตัวเองได้คำตอบแล้ว
“แม่มาแล้ว”
พราวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยกมือซับน้ำตาบนหน้า ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ ใยบัวหันมองตามในทันที ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง
“ม…แม่”
คำสั้น ๆ จากเสียงเรียกที่ยังคงสั่นไหว แม้เนื้อเสียงจะยังแผ่วเบานักแต่สำหรับคนเป็นแม่ แค่นั้นก็มากพอแล้ว
สองมือของหญิงวัยกลางคนที่กำลังจัดเตรียมของในมือหยุดชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นพร้อมความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นทันที เธอเดินเข้าไปใกล้ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ
“เก่งมากเลยลูก”
เพียงแค่นั้น น้ำตาของคนเป็นแม่ที่เพิ่งเหือดแห้งไปก็ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง ใยบัวถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่คุ้นเคย
อ้อมกอดของแม่ที่อบอุ่นและมั่นคง เหมือนเป็นที่เดียวในโลกที่เธอรู้สึกปลอดภัยและไม่ต้องกังวลใด ๆ
หัวใจที่สั่นไหวของทั้งสองคนค่อย ๆ สงบลง น้ำตาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความคับคั่งใจ แต่เป็นเพราะความดีใจ โล่งใจ…เป็นความรักที่ปลอบประโลมกันและกัน อย่างน้อยวันนี้เธอก็ได้ยินเสียงของใยบัวอีกครั้ง
พราวเงยหน้าขึ้น มองไปยังมังกรที่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความระแวดระวัง และความไม่ไว้ใจ อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบใจนะ…ที่อยู่ดูแลใยบัว”
“ผมเต็มใจครับ”
มังกรพยักหน้ารับอย่างสุภาพและอ่อนน้อม คำตอบสั้น ๆ ที่ตอบกลับมาอย่างเรียบง่าย ไม่ได้ดูพยายามเอาใจ แต่จริงใจพอให้คนเป็นแม่รับรู้ได้ทันที พราวพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะหันกลับมามองลูกสาวในอ้อมแขนอีกครั้ง
บางทีการยอมเปิดใจ และเชื่อใจผู้ชายคนนี้ แล้วปล่อยให้เขาเข้ามาอยู่ใกล้ลูกสาวของเธอ อาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดอย่างที่เคยกลัว และที่สำคัญที่สุดในอนาคตข้างหน้า เธอก็คาดหวังไว้ว่าใยบัวจะไม่ได้เดินผ่านเรื่องราวและความกลัวนั้นเพียงลำพังอีกต่อไป
วันต่อมา
หลังออกจากโรงพยาบาล ใยบัวก็กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านและใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง เธอยังคงใช้การเขียนในการสื่อสารเหมือนเดิม จะมีแค่บางครั้งที่เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่เธอจะเลือกพยายามพูดออกมาด้วยตัวเอง
เช้าวันนี้ ใยบัวเลือกจะตามแม่ออกจากบ้านไปตลาดสด ไม่ใช่เพราะเธอกลับมาเป็นปกติดีแล้ว แต่เพราะเธอเป็นห่วงแม่
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอสังเกตเห็นว่าแม่ของเธอไม่สบายและมีอาการไอถี่ขึ้น ไอจนดูเหมือนกำลังเจ็บหน้าอกจนต้องยกมือขึ้นมากุมเอาไว้อยู่หลายครั้ง
แม้ใยบัวจะพยายามบอกคนเป็นแม่ให้ไปหาหมอ ตั้งแต่วันที่เธอยังอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ทุกครั้งก็ได้คำตอบเดิมกลับมา ‘ยังไหว’
“ไม่เป็นไรหรอก แม่ยังไหว”
ใยบัวรู้ดีว่ายังไหวของแม่ แปลว่า ยังต้องทำงาน เพราะฐานะที่บ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยอะไร เงินทุกบาทที่หามาได้จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ แม่จึงพยายามใช้เงินอย่างประหยัดที่สุดเพื่อเก็บเงินไปรักษาเธอ
คนตัวเล็กเดินตามหลังแม่ของเธอไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ ที่แสนคุ้นเคย บ้านของเธออยู่ไม่ไกลจากตลาดมากนัก ครอบครัวเธอเป็นคนเหนือ และย้ายเข้ามาทำมาหากินในเมืองตามผู้เป็นพ่อ และถึงแม้พ่อจะจากไปนานแล้ว แต่แม่ก็ยังคงยึดอาชีพนี้เลี้ยงดูเธอมาเพียงลำพัง
“ดีขึ้นแล้วเหรอลูกวันนี้ถึงมาช่วยแม่ขายของได้”
ใยบัวพยักหน้ารับเบา ๆ ให้ป้าภา เจ้าของแผงขายผักที่อยู่ตรงข้าม พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก แต่ก็ไม่ได้พูดตอบรับอะไรกลับไป ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างก็เข้าใจดีและไม่ได้ซักไซ้หรือถามอะไรต่อ
“เอาลูกเอา ดีขึ้นก็ดีแล้ว ป้าเอาใจช่วย”
ยายเล็กที่ขายดอกไม้ร้านถัดไปก็ตะโกนส่งเสียงมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู ใยบัวก้มศีรษะเพียงเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ซึ่งทุกคนในตลาดต่างก็รู้ดี ว่าเด็กสาวคนนี้นิสัยดี น่ารัก มีสัมมาคารวะ หากไม่เกิดเรื่องขึ้นวันนั้นก็คงไม่ต้องมีชีวิตที่น่าสงสารแบบนี้
ใยบัวเดินเข้าไปหลังแผงผลไม้ ช่วยแม่ยกลังผลไม้ จัดเตรียมร้านรอลูกค้า สายตาก็พลันคอยมองแผ่นหลังที่ดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่แม่ไอ ใยบัวจะหยุดทุกอย่างในมือและหันไปมองตามทุกครั้งด้วยความกังวล
“แม่…ไปหาหมอเถอะนะ”
ข้อความสั้น ๆ ถูกเขียนลงบนกระดาษด้วยความร้อนใจ และเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่คนเป็นแม่ทำเพียงแค่โบกมือปัดปฏิเสธและส่งยิ้มบาง ๆ กลับมาให้เธอเท่านั้น
“ขายของเสร็จก่อนค่อยว่ากัน”
ใยบัวพยักหน้ารับ และหวังว่าแม่ของเธอจะยอมไปหาหมอจริง ๆ ก่อนจะละความสนใจไปจัดเรียงผลไม้ให้สวยงามจนเต็มแผง และคอยช่วยแม่ขายของไม่ห่าง โดยมีแม่ทำหน้าที่คอยคุย คอยแนะนำผลไม้ให้ลูกค้า ส่วนเธอก็ทำหน้าที่รับผลที่ลูกค้าเลือกมาชั่งใส่ถุงให้แม่เท่านั้น
“ไหวไหมลูก”
“ค่ะ”
เสียงใสเอ่ยตอบแม่ที่มองกลับมาด้วยความเป็นห่วง เพราะลูกค้าในตลาดที่เริ่มเยอะขึ้น ทำให้พราวกังวลและกลัวว่าใยบัวจะมีอาการแพนิกขึ้นมา
แต่การได้ยินเสียงของใยบัวที่พยายามคุยตอบโต้กลับมาเป็นบางครั้ง แม้จะเป็นคำสั้น ๆ มันก็ทำให้เธอที่เป็นแม่มีกำลังใจจะสู้ต่อ
“ลูกฉันตาย แต่แก่กลับลอยหน้าลอยตามานั่งขายของ ใช้ชีวิตปกติ เหมือนไม่เคยทำลายชีวิตใคร!”
เสียงของหญิงวัยกลางคนแผดเสียงดังลั่นตลาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว จนเหล่าพ่อค้าแม่ค้าและคนที่อยู่แถวนั้นหันมามองตาม ๆ กัน
ภาพที่แม่ของเก่งเห็น คือใยบัวนั่งขายของอยู่ข้างพราว มันกลายเป็นไฟที่จุกในอกของเธอ ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอตายไปแล้ว แต่เด็กผู้หญิงคนนี้ยังมีชีวิต มันไม่ยุติธรรมเลยในสายตาของเธอ ก่อนจะเดินก้าวเข้ามา เสียงรองเท้ากระแทกพื้นดังขึ้น ด้วยความไม่พอใจ
“ยังจะมีหน้าออกมาใช้ชีวิต ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง”
น้ำเสียงแข็งกร้าวดังขึ้นอีกครั้ง มันแฝงไปด้วยความโกรธที่เก็บไว้ไม่อยู่ พร้อมกับตะโกนด่าทอดังลั่นไปทั่วทั้งตลาด
“…”
ใยบัวตัวแข็งทื่อ เนื้อตัวสั่นเทา จนน้ำตาเอ่อคลอ หัวใจของเธอกำลังเต้นแรงและบีบรัดแน่นในอก แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร แม่ของเธอก็ก้าวออกมายืนขวางทันที
“พอเถอะค่ะ คุณนาย” เสียงของพราวตอบกลับออกไปอย่างหนักแน่น
“ต่างคนต่างอยู่ เลิกแล้วต่อกันเถอะ”
“ไม่มีทาง!! ลูกสาวแกทำลูกฉันตายทั้งคน มันจะต้องชดใช้”
เจ๊หงส์ คุณนายเจ้าของร้านทองเดินเข้ามาหาเด็กสาวที่หลบอยู่หลังคนเป็นแม่อีกครั้ง หวังจะเข้ามาด่าทอ ต่อว่าเพื่อระบายความโกรธแค้นในใจ
“วันนั้นฉันผิดที่เอาแต่ก้มหน้ายอมรับแล้วก็เอาแต่เงียบ จนไม่สามารถปกป้องลูกตัวเองได้ แต่วันนี้ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาทำกับลูกของฉันแบบวันนั้นอีก”
แม่ของเก่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นราวกับคนที่อยู่สูงกว่า
“แกจะปกป้องอะไร ในเมื่อความจริงมันก็...”
“ความจริงเหรอคะ?”
แม่ของใยบัวสวนกลับ ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดจบ เสียงดังขึ้นจนคนรอบข้างที่กำลังมองมา เริ่มส่งเสียงซุบซิบและวิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้นไปต่าง ๆ นานา แต่ครั้งนี้พราวไม่สนใจใครอีกแล้วยังไงเธอก็จะปกป้องลูกตัวเองให้ได้
“ความจริงที่คุณเป็นฝ่ายที่เข้ามาระรานเราสองแม่ลูกก่อน มาด่า มาว่าใยบัวจนทำให้เก่งต้องจากไป แล้วก็มาโทษว่ามันคือความผิดของลูกฉัน แต่คุณเคยหันไปมองดูตัวเองบ้างไหม ว่าทำอะไรกับลูกชายตัวเองบ้าง”
“กะ แก กล้าดียังไงมาว่าฉัน”
พราวสูดลมหายใจลึก พร้อมกลับดึงใยบัวเข้ามากอดไว้แน่น เพราะรู้ว่าเรื่องที่จะต้องพูดต่อไปนี้ มันอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจของลูกสาวเธออยู่ไม่น้อย
“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ ในเมื่อคนที่บังคับให้เด็กเลิกกันวันนั้น มันคือตัวคุณเอง”
“…”
“แต่พอมีปัญหา กลับเอาแต่โทษคนอื่น”
“…”
“คุณมันเห็นแก่ตัว โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง”
“…”
“ทั้ง ๆ ที่คุณเองนั่นแหละ…ตัวปัญหา”
บรรยากาศในตลาดเงียบกริบ แม้แต่เสียงซุบซิบที่เคยดังก่อนหน้าก็เงียบลงทันที เมื่อพราวได้พูดความรู้สึกที่อัดแน่นในใจออกมาจนหมด
แม่ของเก่งถึงกลับยืนหน้าชา ริมฝีปากสั่น จนพูดไม่ออก ต่างกับพราวที่ยืดอกออกมาปกป้องลูกด้วยความมั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องและ มันคือสิ่งที่เธอควรทำตั้งแต่วันนั้น
ใยบัวยืนอยู่ข้างหลังแม่ น้ำตาไหลเปื้อนหน้า ด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา แต่การถูกปกป้องจากแม่ก็ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“แล้วยังไง ต่อให้แกพูดอะไรไป ลูกฉันก็ไม่ฟื้นกลับมา!”
แม่ของเก่งยังคงไม่ยอมแพ้ ก่อนจะแผดเสียงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความอยากเอาชนะ
“และคนที่ควรรับผิดชอบ ก็คือมัน!”
ใยบัวสะดุ้งตัวเล็กน้อย แต่แม่ของเธอยังคงยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ขยับ ไม่คิดแม้แต่จะหลบสายตาและพร้อมจะปกป้องลูกสาวของเธออย่างสุดความสามารถ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังแทรกขึ้นจากอีกฝั่งของแผง
“พอได้แล้วคุณนาย” ป้าเมี่ยง แม่ค้าขายปลาเดินออกมา ด้วยสีหน้าไม่พอใจ และหมดความอดทนที่จะยืนมองเงียบ ๆ ต่อไป
“เด็กมันก็เจ็บเหมือนกัน เห็นสภาพเด็กเป็นแบบนี้แล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ”
“ใช่ ฉันก็ว่าแบบนั้น” ลุงขายหมูเสริมขึ้น
“จากเด็กสดใสร่าเริง ช่างพูดต้องกลายมาเป็นเก็บตัวเงียบไม่พูดไม่จาเป็นเดือน ๆ คุณรู้ไหมว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง”
“พอเถอะคุณ คนตายก็เสียใจแล้ว อย่าทำให้คนที่ยังอยู่ต้องตายทั้งเป็นอีกเลย”
เสียงรอบข้างเริ่มดังขึ้นตามมาทีละคน พราวและใยบัวมองไปรอบตัว เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองกับลูกสาวไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวอีกต่อไป
“แล้วยังไง มันจะเป็นยังไงก็เรื่องของมัน แต่ลูกฉันต้องตายไปเพราะมัน แบบนี้มันไม่ยุติธรรม”
“แล้วคุณต้องการอะไร”
ใยบัวเงยหน้าขึ้นทันที พร้อมกับมังกรที่กำลังเดินแทรกฝูงคนที่มุ่งล้อมเข้ามา ราวกับตั้งใจเดินเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด แม่ของเก่งหันไปมองคนที่มาใหม่ ด้วยสีหน้าขึงขัง
“คุณเป็นใคร ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่ายุ่ง!”
มังกรยังอยู่ที่เดิม ก่อนจะปรายตามองอีกฝ่าย ด้วยสายตานิ่งเรียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ราวกับตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ถอยแม้แต่นิดเดียว
“คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลย”
น้ำเสียงเขาไม่ดัง แต่กดทับบรรยากาศรอบตัวจนรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
“คุณต้องการอะไรจากสองแม่ลูกนี้อีก”
“ฉันต้องการความยุติธรรม!” แม่ของเก่งกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ ด้วยความโกรธที่ชายหนุ่มรุ่นลูกเข้ามายุ่งเรื่องของเธอ
“ถ้าอย่างนั้น เรามาพูดเรื่องความยุติธรรมกัน”
มังกรหันไปมองใยบัวด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงวัยกลางคนด้วยท่าทีเย็นชา เขาเดินขยับเข้าไปใกล้ทีละก้าว จนแม่ของเก่งต้องก้าวขาถอยหลังออกไปช้า ๆ
“คุณมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะคุณอยากได้ความจริงหรือความยุติธรรมแบบที่ปากคุณพูดหรอก”
“…”
“แต่คุณมาเพราะอยากโยนความผิดให้ใครสักคน แทนที่จะยอมรับว่า...คุณเองก็มีส่วนทำให้ลูกตัวเองต้องตาย”
“หุบปาก! กล้าดียังไงมาพูดถึงฉันแบบนี้!”
เจ๊หงส์ตวาดเสียงสั่น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่มังกรกลับปรายตามองกลับไปด้วยท่าทางเรียบนิ่ง ราวกับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับท่าทีนั้น
“กล้ายอมรับไหมล่ะครับ ว่าก่อนหน้าคุณไม่รู้ว่าเขาคบกัน หรือรู้แต่ทำเป็นเงียบ พอเห็นว่าหมดประโยชน์ คุณก็บังคับให้เขาเลิกกัน”
“…”
“คุณมาด่า มาข่มขู่ มาดูถูกผู้หญิงที่ลูกคุณรัก”
“…”
“แล้วคุณก็มากดดันจนทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองเลือกอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชีวิตของตัวเอง”
คำพูดแต่ละประโยคที่มังกรสาธยายออกมาเหมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจคนเป็นแม่
“วันนั้น เก่งไม่ได้ตายเพราะใยบัว” มังกรพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ด้วยน้ำเสียงที่ดัง ฟังชัด และหนักแน่นทุกคำ
“เขาตาย เพราะเขาวิ่งหนีพันธนาการที่คุณสร้างขึ้นมา”
บรรยากาศในตลาดเงียบสนิท ใยบัวเบิกตากว้าง มือสั่นจนต้องคว้าชายเสื้อแม่ไว้แน่น
“พันธนาการที่คุณผูกมัดและบังคับเขามาตั้งแต่วันที่เขาเกิด จากความคาดหวังของตัวคุณเอง จนสุดท้ายมันกลายเป็นบ่วงที่มองไม่เห็นและพรากชีวิตลูกของคุณไป”
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย ประโยคที่หนักที่สุด
“คนที่ผลักเก่งไปถึงกลางถนนวันนั้น ไม่ใช่ใยบัว”
“…”
“แต่มันคือแรงกดดันทั้งหมดที่คุณสร้างมันขึ้นมาเอง”
แม่ของเก่งยืนนิ่ง ริมฝีปากสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ไม่มีแม้แต่แรงจะเถียงกลับ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าร้องโฮออกมาเพราะถูกความจริงถูกตีแสกหน้า
“อ้อ แล้วที่คุณถามว่าผมเป็นใคร ผมเป็นเจ้าที่นี่ เป็นเจ้าของตึกที่คุณเช่าเปิดร้านอยู่ แต่นับจากวันนี้ช่วยเก็บของย้ายออกไป อย่าให้ผมเห็นหน้าคุณอีก”
มังกรเดินเข้าไปใกล้เจ๊หงส์ที่โดนตอกกลับจนหน้าชา ทำตัวไม่ถูก พร้อมกับโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วฝากข้อความสุดท้ายเอาไว้ให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“ไม่งั้นผมจะส่งพวกคุณที่เหลือทั้งครอบครัว ตามไปอยู่กับลูกชายสุดที่รักของคุณในปรโลก”
ในขณะที่พราวดึงใยบัวเข้ามากอดแน่น ใยบัวหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ มันยังเจ็บอยู่ แต่ไม่ใช่ความเจ็บแบบเดิมอีกแล้ว เหมือนความเจ็บปวดที่ค้างคามานานหลายปีได้ปิดฉากลง และเป็นครั้งแรก ที่ใยบัวรู้สึกว่า เธออาจจะไม่ต้องแบกรับความตายของใครไว้บนบ่าตัวเองอีกต่อไป