สนามแข่งรถ
เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ กลืนกินเสียงลมที่พัดผ่านอัฒจันทร์ กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นยางรถไหม้จาง ๆ คละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเย็น
มังกรนั่งพิงกำแพงพิทในท่าทางสบาย ๆ มือหนึ่งหมุนฝาขวดน้ำ อีกมือยังคงถือหมวกกันน็อกไว้บนตัก สายตาคมทอดยาวไปตามโค้งแรกของสนาม เหมือนกำลังมองเส้นทางที่คุ้นเคย แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดวุ่นวายเต็มไปหมด
“คืนนี้สนใจเรียกน้อง ๆ มานั่งคุยแก้เหงาสักคนไหม”
เดรกที่เพิ่งกลับขึ้นมาจากสนามโยนผ้าขนหนูมาพาดไหล่แกร่ง เดินตรงเข้ามา พร้อมกับยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนส่งทุกอย่างไปให้นับหนึ่งที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ก็จำใจยอมรับมา
“ไม่วะ มีแต่เดิม ๆ”
มังกรตอบกลับสั้น ๆ สายตายังคงไม่ละจากสนาม ที่นี่คือสนามแข่งรถของครอบครัวเขา เป็นสถานบริการความบันเทิงทุกรูปแบบครบวงจร ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอำนาจที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด
“ทำไม! กำลังคิดเรื่องเด็กคนนั้น?”
เดรกยังคงถามต่อพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากนิด ๆอย่างรู้ทันความคิดของกันและกัน
มังกรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับ แต่เพียงแค่หันไปมองเพื่อนทั้งสี่คนที่กำลังจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว ราวกับกำลังรอคำตอบบางอย่างที่เขาไม่มีทางพูดออกไป
แต่ด้วยความที่อยู่กันมานานพอจะอ่านสีหน้ากันออกจนรู้ทันความคิดกันและกัน จึงมีเพียงสายตากดดันปนเอื้อมระอาของทุกคนที่มองเท่านั้น
แล้วแบบนี้เขาจะต้องพูดอะไรกับพวกมันอีก
เพราะนอกจากนับหนึ่งซึ่งมารู้จักกันตอนเรียนที่นี่ คนที่เหลือล้วนเกิดและเติบโตมาในโลกเดียวกันกับเขา โลกของทายาทตระกูลมาเฟียอิตาลีอย่างเวริส
เดรก เคลลีย์ เวนิส รวมถึงเขาย้ายมาเรียนต่อที่ไทยและตั้งหลักปักฐานที่นี่หลายปีแล้ว จะมีเพียงนีฟส์และไนท์ที่เป็นรุ่นน้องของเขาที่ยังอยู่ทางอิตาลี ด้วยหน้าที่และตำแหน่งที่ทำให้พวกนั้นยังตามมาไม่ได้
แต่มังกรรู้ดีว่ามันคงอีกไม่นาน โดยเฉพาะไนธ์คู่หมั้นของเวนิส ที่คงไม่ปล่อยให้ผู้หญิงของตัวเองอยู่ไกลสายตานานไปมากกว่านี้
“ดูมึงจะสนใจเด็กคนนั้นมากนะ”
“…”
เดรกยังคงถามต่อด้วยความรู้สึกแปลกใจ พร้อมกับยกแก้วเครื่องดื่มสีอำพันจรดริมฝีปากแล้วกลืนของเหลวนั้นลงคอรวดเดียวจนหมด
“ชอบ หรือ แค่อยากได้”
“ยังไม่ได้คิด”
น้ำเสียงทุ้มต่ำตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ เพราะมันคือเรื่องจริง เขาไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้จริง ๆ
“งั้นนายไปวุ่นวายคนอื่นเหอะ น้องดูไร้เดียงสาเกินไปเห็นแล้วสงสาร”
มังกรหันไปมองตามเสียงของเคลลีย์ หญิงสาวที่นัยน์ตาสองสีเหมือนกับคุณป้าซินลาเรียแม่ของเธอ อีกทั้งเธอยังเป็นฝาแฝดกับเดรกและมีฐานะเป็นลูกสาวบุญธรรมของพ่อเขาอีกด้วย
แต่สิ่งที่เคลลีย์พูดมาก็เป็นเรื่องจริง ใยบัวดูไร้เดียงสา ดูบอบบางความใสซื่อบริสุทธิ์นั้นไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก หากเป็นความรู้สึกบางอย่างที่สัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็น แม้แต่เคลลีย์ซึ่งเป็นผู้หญิงเหมือนกันยังรับรู้ได้ถึงความแตกต่างนั้น
หากวางทั้งคู่ไว้ข้างกัน ใยบัวช่างต่างออกไปอย่างชัดเจน คนตัวเล็กของเขาดูขาวสะอาด บอบบาง ราวกับเส้นใยของดอกบัวที่แสนบอบบาง
‘อ่าส์ คนตัวเล็กของเขางั้นเหรอ’
แค่เผลอคิดว่าเธอเป็นของเขาเพียงแค่แว๊บเดียว หัวใจของเขาก็เต้นแรงราวกับเด็กน้อยที่ได้ของเล่นที่ถูกใจ ก่อนจะหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเอง เพราะเสียงของเดรกที่ดังแทรกเข้ามา
“กูก็ไม่เคยเห็นมึงลังเลที่อยากจะได้ ผู้หญิงคนไหนแบบนี้มาก่อน”
“หึ ก็คนอื่นไม่มีอะไรน่าสนใจ”
“แล้วเด็กคนนั้นมีอะไรให้นายสนใจ”
เคลลีย์ถามเพื่อนตัวเองออกไปตรง ๆ ที่ผ่านมามังกรอาจจะมีผู้หญิงผ่านเข้ามาบ้าง แต่พวกเธอก็ไม่ได้สนใจอะไร มันเป็นเรื่องส่วนตัว จนกระทั้งวันนี้ที่ทุกคนเห็นการกระทำเล็ก ๆ ของมังกรวันนี้ที่ดูต่างออกไป
ใครจะคิดว่าคนที่นิ่งขรึม เฉยชากับทุกสิ่งบนโลก ใช้ชีวิตสนใจแค่ความเร็วบนสนาม จะมีสายตาที่อบอุ่น และปฏิบัติกับผู้หญิงคนหนึ่งได้อ่อนโยนขนาดนั้น แต่เด็กคนนั้นก็ดูมีอะไรบางอย่างที่ชัดเจน อีกทั้งยังดูบอบบางเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
มังกรเงียบไปครู่หนึ่ง ชวนให้คิดถึงสัมผัสจากปลายนิ้วมือเล็ก ๆ ที่ตั้งใจเขียนตัวอักษรลากลงบนฝ่ามือเขา เพียงแค่นั้นก็ทำเอาคนนิ่งเงียบอย่างมังกรหลุดยิ้มออกมาอย่างง่ายดาย
“กูแค่รู้สึกว่า…” มังกรพูดช้า ๆ เหมือนเลือกคำที่ใกล้เคียงกับความรู้สึกของเขาตอนนี้มากที่สุด
“อยู่ใกล้แล้วมันสบายใจ”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที นับหนึ่งที่ยืนฟังอยู่เงยหน้าขึ้นมองเขานิดหนึ่ง ก่อนถูกผ้าขนหนูสีขาวที่พาดบนไหล่กว้างของ เดรกโยนคลุมลงมาบนหัวเธอ
“แบบนั้นแหละ ยิ่งอันตราย” เวนิสพูดเบา ๆ
“…”
“เพราะความสบายใจมันจะทำให้นายเผลอคิดว่า มันปลอดภัยจนไม่ระวังหัวใจตัวเอง”
มังกรไม่เถียง เพราะเขาเองก็เริ่มรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายมีตัวตนต่างกับโลกที่เขาอยู่ แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ นั้น กับกลิ่นหอมอ่อน ๆ บนตัวเธอ ทำให้ทุกอย่างรอบตัวเขาดูช้าลง เพราะถึงแม้ฉากหน้าเขาอาจจะเป็นเพียงนักศึกษา แต่เบื้องหลังธุรกิจและครอบครัวเขาก็คือทายาทของมาเฟียอยู่ดี
“จะทำอะไรก็คิดให้ดี”
เดรกยืนขึ้นเป็นคนแรก สายตาเหลือบไปมองเพื่อนสาวคนสนิทที่กำลังจัดการทรงผมของตัวเองที่ยุ่งเหยิงเพราะผ้าที่เขาโยนใส่ ก่อนลากแขนนับหนึ่งให้เดินตามเขาไปโดยไม่สนใจสายตาของคนอื่น ๆ ที่มองมา
“อย่าลืมว่าโลกของเรากับเขาต่างกัน ถ้าไม่อยากปกป้องจริง ๆ ก็อย่าลากเข้ามา”
แต่ก่อนที่เดรกจะเดินออกไปไกล เขาหันกลับมามองมังกรอีกครั้ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานิ่งเรียบ และจริงจังมากกว่าปกติ เพราะครั้งนี้มันคือการเตือนสติ ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเต็มตัว แต่ยังไงในอนาคตพวกเขาก็หนีจากภาระหน้าที่พวกนี้ไม่ได้อยู่ดี
“กลับกันเถอะ ฉันเบื่อหน้าพวกนายจะแย่”
เคลลีย์คว้ากุญแจรถขึ้นมา ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับเวนิสที่กำลังหัวเสียกับข้อความในโทรศัพท์จากใครบางคน
มังกรมองตามหลังเพื่อน ๆ ที่เดินออกไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะก้าวขาตามออกไป เขาหันกลับไปมองสนามอีกครั้ง มองพื้นที่ที่เขาสามารถควบคุมทุกอย่างได้เสมอ
แต่ในวันนี้ ในหัวของเขากลับมีแต่รอยยิ้มเล็ก ๆ และเสียงหวานนั้นที่ได้ยินเพียงไม่กี่ครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ดั่งใจเหมือนที่มาผ่าน
ชุมชนหลังตลาดคารวยสุข
แสงไฟสีส้มอ่อนจากโคมข้างเตียงสาดลงบนผนังห้องเป็นเงาดำ ใยบัวนั่งอยู่บนเตียงเล็ก ๆ มีเพียงผ้าห่มผืนบางปกคลุมจนถึงต้นขาอ่อน ใยบัวเธอใช้เวลาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีการพูดคุยใดๆระหว่างเธอกับแม่
ไม่ใช่ว่าเธอโกรธแม่ ไม่ใช่ว่าเธอไม่รักแม่ แต่ทุกครั้งที่เธอจะพูดอะไรออกไป ความทรงจำเลวร้ายเล่านั้นก็ตีย้อนขึ้นมาจนจุกอก
เธอนึกถามตัวเองทุกครั้งว่า หากวันนั้นแม่ไม่ได้ดึงรั้งเธอไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นจะเปลี่ยนไปจากตอนนี้หรือเปล่า หรือเธออาจจะไม่ต้องทนแบกความรู้สึกผิดนี้ไว้พร้อมความทุกข์ทรมานนี้ก็ได้ แต่อีกใจเธอก็รู้ดีว่าแม่ทำไปเพราะสัญชาตญาณที่รักและเป็นห่วงเธอเท่านั้น
บรรยากาศในห้องนอนเล็ก ๆ เงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดกว่าปกติ ในเวลานี้เธอควรจะหลับไปแล้ว แต่ดวงตากลับยังเปิดอยู่
ใยบัวก้มลงมองสมุดเล่มเล็กสีชมพูที่วางอยู่บนตัก หน้าเดียวกับที่ใครบางคนลากเส้นวาดกิ่งไม้ ชิงช้า และเงาของคนสองคนลงไป
เธอใช้ปลายนิ้วแตะกระดาษเบา ๆ พร้อมกับคิดถึงความรู้สึกของใครบางคนที่เป็นคนลากเส้นภาพนี้ออกมา
คนตัวเล็กขยับขาให้ตั้งชันขึ้นมาอีกนิด ดวงตากลมโตกวาดมองภาพวาดอย่างตั้งใจ จนเผลอยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเม้มปากแน่น เหมือนกำลังเตือนตัวเองไม่ให้เผลอรู้สึกมากเกินไปกว่านี้
ครืดดด
เสียงโทรศัพท์สั่นเบา ๆ บนโต๊ะข้างหัวเตียงทำให้ใยบัวสะดุ้งตกใจ ไม่ใช่สายเรียกเข้า แต่เป็นข้อความจากไอวา ร่างบางเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาพร้อมกับกวาดสายตามองหน้าจอที่สว่างวาบ
ไอวา: นอนหรือยัง
ใยบัว: ยัง แต่กำลังจะนอนแล้ว
ไอวา: วันนี้ใยบัวของไอวาเก่งมากนะ เดียวพรุ่งนี้เราจะไปรับที่เดิม รอนะรู้ไหม บาย
ใยบัว: อืม ขอบคุณนะ บาย
คนตัวเล็กวางโทรศัพท์ลงที่เดิม แต่หัวใจกลับยังไม่ยอมสงบ เพราะในหัว…กลับมีอีกคนหนึ่งแทรกอยู่ในความคิดของเธอเงียบ ๆ
ใยบัวลุกจากเตียง เดินไปเปิดหน้าต่างบานเล็ก ปล่อยให้สายลมเย็นยามค่ำพัดผ่านเข้ามา แม้ทุกอย่างจะดูเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังตอกย้ำว่าเธอยังคงติดอยู่ที่เดิม
หญิงสาวหลับตาลง สูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง เหมือนพยายามเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ก่อนจะกลับมานั่งที่เตียงอีกครั้ง
ร่างบางหยิบดินสอขึ้นมาเติมเส้นเงาเล็ก ๆ ใต้เท้าทั้งสองคน เพื่อให้ภาพวาดในมือเธอดูสมบูรณ์มากขึ้น ด้วยความหวังว่าเธอจะสามารถมีเพื่อนใหม่แบบเดียวกับทั้งสองคนที่อยู่ในภาพวาดได้ในสักวัน
ใยบัวปิดสมุดลงแล้ววางมันไว้ข้างหมอน ก่อนจะเอนตัวลงนอน ผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาคลุมถึงอก ดวงตาค่อย ๆ ปิดลงในความเงียบของค่ำคืน หลังจากนั้นไม่นานร่างบางก็ดิ่งลงไปในห้วงนินทาพร้อมลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
หัวใจที่เคยระแวดระวังตลอดเวลา ยอมผ่อนคลายลงเป็นครั้งแรก พรุ่งนี้… เธอไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป แต่คืนนี้เธอหลับได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะฝันร้าย