เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้งในความเงียบของห้องพักผู้ป่วย มังกรยังคงไม่ละสายตาจากร่างบางที่นอนไม่ได้สติบนเตียง มือหนายังคงกอบกุมมือของใยบัวไว้แน่น ก่อนจะเอื้อมไปกดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูด้วยท่าทางนิ่งสงบ
“อืม”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังพยายามรวบรวมสติให้ดีก่อนจะรายงานข้อมูลทุกอย่างออกมาอย่างระมัดระวังมากที่สุด
เพราะถึงแม้ชายหนุ่มจะยังไม่ขึ้นรับตำแหน่งเต็มตัว แต่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของเวริสตอนนี้ อยู่ภายใต้คำสั่งการของทายาทของสี่ของตระกูลหลักมาตลอด
เรียกว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่าทายาท เพียงแค่ยังไม่ประกาศเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งมันเป็นการร่วมมือกันถ่วงดุลอำนาจมาตั้งแต่รุ่นพ่อมาจนถึงรุ่นลูก
“จากข้อมูลที่คนของเราสืบมา อาการของคุณใยบัวเริ่มขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนที่จะเข้ามหาลัยครับ หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถชนของลูกชายเจ้าของร้านทองที่ตลาดคารวยสุข”
มังกรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยถามเสียงต่ำ
“ตลาดของที่บ้านกู?”
“ครับนาย”
เขาหลับตาลงช้า ๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก เมื่อรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ของครอบครัวตัวเอง เพราะเขาก็เพิ่งเจอใยบัวอยู่ตรงป้ายรถโดยสารใกล้ตลาดนั้น ก็บ่งบอกว่าเธอพักอาศัยอยู่แถวนั้น
“เล่ามาให้หมดตั้งแต่ต้น”
เขาพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นไปด้วยอำนาจ เสียงปลายสายเริ่มรายงานเรื่องราวที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องและสำคัญที่สุด คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น รวมถึงประวัติการรักษาของเธอ ซึ่งบังเอิญเป็นโรงพยาบาลในเครือของเวริสเช่นกัน
บรรยากาศภายในห้องที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงรายงานที่ดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์สลับกับเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพ สีหน้าของชายหนุ่มยังคงนิ่งเรียบ ไร้อารมณ์ ไร้เสียงตอบรับ แต่กรามที่ขบกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ คือคำตอบทั้งหมด ถึงความรู้สึกไม่พอใจ
เรื่องนี้ใยบัวไม่ได้เป็นคนผิด แต่เธอกลับถูกผลักให้ออกมาแบกรับความรู้สึกผิดเพียงลำพัง
“ตามข้อมูลที่ได้รับมา การเข้ารับการรับรักษาของคุณใยบัวก็สืบเนื่องมา หลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันนั้นครับนาย”
เสียงปลายสายสรุปข้อมูลในที่สุด ความเงียบปกคลุมห้องพักอีกครั้ง มังกรลืมตาขึ้น สายตาคมทอดมองใยบัวที่ยังหลับสนิท หญิงสาวที่ภายนอกดูบอบบาง สดใส อ่อนโยน แต่กลับต้องแบกรับเรื่องราวที่หนักหนาเกินกว่าหัวใจของใครสักคนจะรับไหว
“ส่งรายละเอียดทั้งหมดมาอีกที โดยเฉพาะข้อมูลร้านทองนั้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ครับนาย”
ปลายสายรับคำ ก่อนกดวางสาย มังกรวางโทรศัพท์ลงช้า ๆ มือหนาลูบหลังมือเธออย่างแผ่วเบา พร้อมกับจัดเรียงลำดับความคิดในหัวเพียงลำพังอย่างเงียบงัน
หลังจากจบการสนทนา มังกรยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยไม่ขยับไปไหน มือหนึ่งกุมมือใยบัวไว้แน่น ด้วยท่าทางสงบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับเรื่องที่เพิ่งรู้มา แม่ของใยบัวจะกลับเข้ามาในห้องพักอีกครั้ง
พราวมองลูกสาวที่ยังหลับสนิท เพราะยาคลายเครียดที่หมอจัดให้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มนั้นจะยังเฝ้าลูกสาวเธออยู่ที่นี่
“เรื่องห้องพัก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ น้าขอบคุณมากที่ช่วยดูแลใยบัว”
พราวเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้า เพราะเธอได้มารู้ที่หลังว่ามังกรไม่ใช่เพียงแค่รุ่นพี่ที่คณะของใยบัว แต่ยังเป็นลูกชายเจ้าของตลาดที่เธอตั้งแผงขายของอยู่ด้วย
“ผมยินดีและเต็มใจจะดูแลน้อง”
“แต่คุณกลับไปเถอะ หมอบอกว่า…ต้องให้ใยบัวพักเยอะ ๆ”
เธอและลูกไม่ต้องการรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับคนมีเงินพวกนั้นอีกแล้ว
มังกรไม่ได้ลุกขึ้นตามที่หญิงวัยกลางคนบอก เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม ก่อนจะพูดขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่ง จนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกอย่างไร
“คุณน้ารู้ใช่ไหมครับ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับต้องการหยั่งเชิง
“ว่าอาการของใยบัว ไม่ใช่แค่นอนพัก ตื่นขึ้นมาแล้วจะหาย”
หญิงวัยกลางคนชะงัก นิ้วมือจับชายเสื้อแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้รู้อะไรเกี่ยวกับใยบัวมากน้อยแค่ไหน ถึงได้พูดออกมาแบบนี้
“น้ารู้ค่ะ…แค่ก แคร่ก”
มังกรละสายตาจากคนตัวเล็กที่นอนอยู่ และหันมามองหญิงวัยกลางคนในที่สุด สายตาคมนมองดูแม่ใยบัวที่ไอแห้ง ๆ ออกมาเป็นระยะ พร้อม อีกทั้งยังพยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อเก็บอาการ
“แต่น้าก็พยายามดูแลเธอเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้แล้ว”
พราวหันกลับไปมองหน้าลูกสาวของตัวเองอีกครั้ง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเหนื่อยล้า มันคือความจริงที่เธอพยายามทำทุกอย่างที่เธอสามารถทำได้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการพยายามพาใยบัวไปรักษาซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่เธอก็ยินดีจะทำงานมากขึ้น หนักขึ้น เพียงหวังว่าสักวันลูกสาวของเธอจะกลับมาเป็นเด็กที่น่ารักสดใส ช่างพูดคนเดิม
“บางเรื่อง…มันอาจจะต้องใช้เวลา เพื่อที่ใยบัวจะได้ไม่แย่ไปกว่าเดิม”
“…”
คนเป็นแม่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่กลับดูแผ่วเบาจนแทบจะฟังดูเลื่อนลอย ความรู้สึกผิดในใจเริ่มตีรวนกลับมาอีกครั้ง
หากวันนั้นเธอไม่รั้งลูกสาวเอาไว้ เรื่องในวันนี้จะเปลี่ยนไปหรือเปล่า เก่งอาจจะรอด ใยบัวอาจจะไม่ต้องกลายเป็นแบบนี้ หรือนี่จะเป็นผลจากการกระทำที่เธอควรได้รับ
“แล้วที่น้องต้องเป็นอยู่ตอนนี้” เขาหยุดเล็กน้อย
“มันยังไม่แย่พออีกเหรอครับ เราถึงยังต้องเอาแต่รอทั้ง ๆ ที่มันอาจจะมีทางที่ดีกว่า” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
“การที่เธอไม่พูด ไม่สื่อสาร ไม่ไว้ใจใคร”
“…”
“มันอาจทำให้น้องใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เลยนะครับ”
คำพูดนั้นทำให้คนเป็นแม่กำมือแน่น ไหล่สั่นเล็กน้อยโดยไม่อาจควบคุมได้ น้ำตาเอ่อคลอขึ้นทันที เพราะมันคือความจริงที่เธอกลัวที่สุด หากวันหนึ่งเธอไม่อยู่แล้ว ใยบัวจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร จะอยู่กับโลกที่ไม่ไว้ใจใคร และไม่ยอมเปิดใจให้ใครได้หรือเปล่า
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พราวพยายามทำทุกทาง หาเงินทุกวิถีทาง ยอมเหนื่อย ยอมลำบาก เพื่อพาลูกสาวไปรักษา หวังเพียงว่าสักวัน ใยบัวจะกลับมาเป็นคนเดิม และมีชีวิตเป็นของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะจากไป
“แต่ผมอยากถามคุณน้าตรง ๆ” เขาหยุด เว้นจังหวะสั้น ๆ พอให้คำถามนั้นหนักแน่นพอ ที่จะทำให้อีกฝ่ายเชื่อถือในตัวของเขา
“คุณน้า…ไม่อยากให้ใยบัวหายเหรอครับ”
น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาของคนเป็นแม่ทันที เธอส่ายหน้าไปมา อย่างเหนื่อยอ่อน เหมือนกับความเครียด ความเหนื่อยล้าที่เธอแบกรับมานานกำลังจะสั่นคล่อนลง
“อยากสิ ทำไมน้าจะไม่อยากให้ลูกสาวหายละ”
มังกรพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่นิ่งและมั่นคง เป็นน้ำเสียงที่ไร้การโอ้อวด มีเพียงความจริงใจที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
“งั้นให้ผมช่วยน้องได้ไหมครับ ผมจะหาหมอที่ดีที่สุดมาดูแลน้อง ผมจะเป็นพาน้องเดินออกมาจากจุดที่น้องยืนอยู่เอง”
พราวนิ่งคิดอยู่นาน ดวงตายังก้มมองลูกสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง ขณะที่มังกรยังคงนั่งอยู่ที่เดิมข้างเตียงของใยบัว
มือหนากุมมือบางไว้ไม่ปล่อย ราวกับกำลังยืนยันบางอย่างตามที่พูดออกมา จนในที่สุดคนเป็นแม่ก็ได้แต่ยอมแพ้ และยอมรับว่าหากมีใครเข้ามาช่วยใยบัวมันอาจจะดีกับลูกสาวของเธอมากกว่า จึงตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา
“เมื่อก่อนใยบัวเป็นเด็กที่ร่าเริงมาก” รอยยิ้มบาง ๆ ของคนเป็นแม่ปรากฏบนใบหน้าทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ
“…”
“ลูกสาวของน้าเคยเป็นเด็กพูดเก่ง หัวเราะเก่ง ชอบเล่าเรื่องนั้นนี้ให้น้าฟังไม่หยุด”
คำพูดทั้งหมดหยุดไปชั่วครู่ เหมือนเจ้าของเสียงต้องรวบรวมความรู้สึกของตัวเองให้มั่นคงอีกครั้ง
“จนกระทั่งวันนั้น…”
มือของแม่ใยบัวกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เล็บจิกลงกับฝ่ามือ ราวกับความทรงจำอันเลวร้ายกำลังย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจคนเป็นแม่อีกครั้ง
“มันเกิดขึ้นในตลาด ตอนนั้นที่น้ากำลังขายของอยู่” เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเล่าต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
“ตอนนั้นใยบัวกำลังคบหากับเก่ง น้าเองก็รู้เรื่องมาตลอด แต่เพราะเด็กทั้งสองคนตั้งใจเรียน น้าก็เลยไม่ได้ห้ามอะไร” คนเป็นแม่หยุดเงียบไปสักพัก ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“แต่วันเกิดเรื่อง แม่ของเก่งมาที่ตลาด มาอาละวาดต่อว่าน้ากับใยบัวต่อหน้าคนในตลาด”
“…”
“น้าเองก็เอ็นดูเก่งนะคะ แต่ก็รู้ดีว่าฐานะทางบ้านเรา สู้เขาไม่ได้”
“ครอบครัวฝ่ายชาย…ถึงไม่ยอมรับใยบัวเลย”
ความเงียบปกคลุมห้องพัก ก่อนคำพูดถัดไปจะหนักหน่วงขึ้น
“เขาบังคับให้ใยบัวเลิกกับลูกชายเขา”
“…”
“ตอนนั้นทั้งใยบัว และเก่งต่างก็เจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้” เสียงของคนเป็นแม่สั่นจนแทบขาดห้วง
“สุดท้าย เด็กคนนั้นก็เลือกจบชีวิตของตัวเอง” มังกรขบกรามแน่น มือกำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
“หมอบอกว่า เหตุการณ์นั้นกระทบจิตใจใยบัวอย่างรุนแรง”
“เธอต้องสูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตา”
“และยิ่งเจ็บกว่าเดิม เพราะเก่งเลือกจากไป…เพราะคำพูดและการตัดสินใจของใยบัวเอง” น้ำตาไหลลงจากดวงตาของคนเป็นแม่ไม่หยุด
“น้ารู้ค่ะ ว่าที่ใยบัวเลือกแบบนั้น เพราะอยากปกป้องน้า”
“แต่หลังจากเธอฟื้นขึ้นมา ใยบัวก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย”
“ใยบัวไม่ยอมพูด ไม่สื่อสาร และไม่ยอมเปิดใจให้ใครอีก”
มังกรหลับตาลงชั่วครู่ เรื่องราวทั้งหมดตรงกับข้อมูลที่เขาได้มา แต่การได้ฟังจากปากคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง กลับทำให้หัวใจเขาหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
“แล้วหลังจากเกิดเรื่อง ครอบครัวฝ่ายนั้นว่าไงบ้างครับ”
พราวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
“ทุกครั้งที่เจอกัน เขามักจะด่าทอใยบัว ไม่หยุด”
“โทษว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นความผิดของลูกสาวน้า”
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาของมังกรนิ่งลึกไปทันที เพราะเขารู้ดีว่า ความจริง…มันโหดร้ายยิ่งกว่าที่คำบอกเล่ามาเสียอีก
แต่สิ่งที่มังกรรู้มามันมีมากกว่านั้น เพราะข้อมูลที่เขาได้มาคือความจริง ที่ครอบครัวฝ่ายชายต้องการหลอกใช้ผลประโยชน์จากคนตัวเล็กเพื่อให้ลูกชายของตัวเองสอบเข้ามหาลัยดังได้
พอสมหวังก็คิดจะบังคับให้ทั้งคู่เลิกกัน แล้วแบบนี้คนพวกนั้นยังมีหน้ามากล่าวโทษกันอีกเหรอ
หลังคำพูดนั้นจบลง ห้องทั้งห้องเงียบงันลงอีกครั้ง พราวมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเตียงลูกสาวเธออย่างเงียบ ๆ สายตาของเขา มีเพียงความนิ่ง ที่อ่านไม่ออก แต่กลับมั่นคง และจริงใจในแบบที่เธอสัมผัสได้ชัดเจน
คนเป็นแม่เงียบอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจลากยาวราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
“ถ้าคุณตั้งใจจะช่วยใยบัวจริง ๆ” คนเป็นแม่เอ่ยขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ยังติดสั่นเล็กน้อย
“น้าก็…ไม่คิดจะปฏิเสธค่ะ” มังกรเงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตาคมนิ่ง ยังคงแฝงไปด้วยความจริงใจ
“ขอบคุณครับ”
“ผมจะดูแลใยบัวให้ดีที่สุด” คำพูดนั้นไม่ได้ดูพิเศษ ไม่ได้เป็นคำสัญญาสวยหรู แต่กลับทำให้หัวใจของคนเป็นแม่สั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
พราวไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทว่าในวินาทีนั้น สัญชาตญาณกลับบอกเธอชัดเจนว่า ชายหนุ่มตรงหน้าคือคนที่เธอสามารถวางใจ และฝากฝังลูกสาวเอาไว้ได้จริง ๆ
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ คล้ายยอมรับในสิ่งที่หลีกเลี่ยงมาตลอด
“งั้น…น้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากขอร้อง”
พราวหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับต้องรวบรวมความกล้าให้มากพอ
“ว่ามาได้เลยครับ”
หญิงวัยกลางคนสูดลมหายใจลึก ดวงตาแดงก่ำทอดมองไปยังร่างบางบนเตียง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่ว แต่หนักแน่น
“ขออย่าทำให้ใยบัวต้องเสียใจอีกได้ไหมคะ”
น้ำตาสีใสไหลลงมาช้า ๆ จากดวงตาของคนเป็นแม่
“น้าไม่อยากให้หัวใจของลูกสาวบอบช้ำไปมากกว่านี้แล้ว”
มังกรก้มมองมือบางที่อยู่ในอุ้งมือของเขา นิ้วเรียวเย็นเฉียบ ราวกับเจ้าของมือไม่เหลือแรงยึดเหนี่ยวใด ๆ เอาไว้ เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างไม่ลังเล
“ผมสัญญาครับ”
เขาเงยหน้าขึ้น สายตานิ่งและมั่นคงกว่าเดิม ราวกับตอกย้ำคำพูดนั้นให้หนักแน่นยิ่งขึ้น