อีกฟากฝั่งตะวันตกของแคว้น สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ฟ้าร้องครืนครางกึกก้องไปทั่วท้องนภา ปลุกให้ค่ายทหารที่ชายแดนตกอยู่ในความมืดครึ้ม สายลมกรรโชกแรงพัดเอาผืนผ้าเต็นท์ไหวสะบัด แต่ภายในกระโจมบัญชาการยังคงมีแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ส่องริบหรี่
องค์ชายหลงเจิ้งหยางประทับนั่งอยู่ภายใน เกือบปีที่เขาอาสามาอยู่ที่นี่ วันนี้อยู่ๆ ฝนก็ตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะตกมาก่อน องค์ชายสามยกถ้วยสุราขึ้นจิบ ก่อนถอนหายใจกับเสียงพายุที่โหมกระหน่ำด้านนอก
“คืนนี้แม้แต่สวรรค์ยังเดือดดาล” หลงเจิ้งหยางพึมพำ พลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ มองสายฝนข้างนอก ดวงตาปิดลงช้าๆจากความเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว
สายฝนยังคงโปรยปราย หลงเจิ้งหยางยืนอยู่กลางลานหินกว้างที่ไม่คุ้นเคย เม็ดฝนตกกระทบไหล่ แต่กลับไม่รู้สึกเปียกชื้นแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
หลงเจิ้งหยางหันขวับไปทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อพบเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เด็กชายร่างเล็กในชุดสีขาว ใบหน้ากลมเกลี้ยง หน้าตาน่าเอ็นดู ดวงตาแววฉลาดเฉลียว เขามองไปรอบกายก็ไม่พบใครนอกจากเขาและเด็กน้อยผู้นี้
“ท่านพ่อ” ชัดเจนเด็กน้อยคนนี้เรียกเขา หลงเจิ้งหยางกะพริบตา ก่อนจะถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”
“ท่านพ่อ”
“ฮ่าๆๆ” หลงเจิ้งหยางหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูเด็กน้อย
“เจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว เจ้าหนูน้อย ข้ายังไม่มีเมีย แล้วข้าจะมีลูกได้อย่างไร”
เด็กชายยังคงมองเขาด้วยแววตาจริงจัง “แต่ข้าเป็นลูกของท่านจริงๆนะ”
รอยยิ้มขององค์ชายสามค่อยๆ จางลง หัวใจเต้นแปลกไปชั่วขณะ ดวงตาคมเพ่งมองเด็กตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
“เด็กน้อย เจ้าหลงทางมาใช่ไหม เจ้าเป็นลูกใครกันบอกข้ามา เดี๋ยวข้าจะพาไปหาพ่อแม่ของเจ้าเอง”
เด็กชายไม่ตอบ แต่กลับยิ้มบางๆ แล้วก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นมือเล็กๆ จับชายเสื้อของเขาแน่น
“ข้าเป็นลูกท่านจริงๆ อย่าปฏิเสธข้าเลย ท่านพ่อ” สายลมพัดผ่าน เสียงของเด็กชายแผ่วเบาราวและจางหายไปพร้อมสายฝน
หลงเจิ้งหยางสะดุ้งตื่นขึ้นมา ลมหายใจหนักหน่วง กายแกร่งชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้ในคืนอันหนาวเย็น เสียงฟ้าร้องยังคงคำรามอยู่เบื้องนอก แต่เสียงของเด็กคนนั้น กลับก้องอยู่ในหัวใจของเขาไม่จางหาย
“ข้าเป็นลูกท่าน”
ในคืนต่อๆ มา หลงเจิ้งหยางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสายหมอกสีขาว รอบข้างช่างเงียบสงบผิดปกติ แต่แล้วเสียงฝีเท้าเล็กๆ ดังขึ้นในความเงียบ เสียงใสๆ ของเด็กก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า
“ท่านพ่อ ข้ามาหาท่านแล้ว”
หลงเจิ้งหยางชะงัก ดวงตาคมกริบเบิกกว้าง
“เจ้าอีกแล้วเหรอ ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่” องค์ชายเอ่ยถาม เสียงของเขาดังกังวานในความว่างเปล่า
เด็กชายยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาใกล้ เด็กชายคนนี้จ้องมองเขาด้วยแววตาที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“ข้าคือลูกของท่าน” มือป้อมๆยื่นมาจะจับมือเขา
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” น้ำเสียงของหลงเจิ้งหยางเริ่มหงุดหงิดที่เด็กคนนี้เขาแต่บอกว่าเป็นลูกของเขา เขาจึงพยายามสะบัดมือออกไม่ให้เด็กน้อยได้จับ
แต่เด็กชายยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่หวาดกลัว ไม่ลังเล น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนและหนักแน่น
“ข้าเป็นลูกของท่านจริงๆ ท่านพ่อ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ ดวงตาของเด็กชายคู่นั้น คล้ายกับใครบางคนที่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“เหตุใดท่านพ่อไม่ยอมเชื่อข้า ท่านไม่ยอมรับข้า ท่านใจร้ายมาก” เด็กชายเอ่ยแผ่วเบา ก่อนที่ร่างเล็กของเขาจะเริ่มจางลง
หัวใจขององค์ชายสามกระตุกวูบ ทันใดนั้น หลงเจิ้งหยางสะดุ้งตื่นขึ้นมา มือยกขึ้นมากุมหน้าอก หัวใจเต้นแรงอย่างไม่อาจอธิบายได้ เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าตนเอง พลางขมวดคิ้วแน่น ฝันเมื่อครู่ คืออะไรกันแน่ ทำไมถึงรู้สึกเหมือนจริงเหลือเกิน
ภายในค่ายทหารที่ชายแดนตะวันตก องค์ชายหลงเจิ้งหยาง นั่งอยู่ในกระโจมบัญชาการ มือข้างหนึ่งถือจอกสุรา ขณะที่อีกมือหนึ่งกำแผนที่การศึกเอาไว้แน่น ทว่าความคิดของเขากลับล่องลอยไปไกล
เทพสงครามอย่างเขา ออกมารบได้หลายปีแล้ว และทุกครั้งที่ออกศึก เขาไม่เคยลังเล ไม่เคยพ่ายแพ้ ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดมารบกวนจิตใจ
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเรื่องเดียวที่รบกวนจิตใจเขามาตลอด
หลายปีแล้ว หลายปีที่เขาฝันเห็นเด็กคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กชายตัวน้อยที่มักมายืนรออยู่ในม่านหมอก ดวงตากลมโตจ้องมองพระองค์ราวกับคาดหวังบางสิ่ง ทุกครั้งที่เจอกัน เขามักจะเรียกโดนเรียกด้วยคำเดียวกัน
“ท่านพ่อ”
แรกเริ่ม องค์ชายสามเคยคิดว่าเป็นเพียงฝันไร้สาระ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับรู้สึกว่าฝันนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เด็กชายคนนั้นเติบโตขึ้นในความฝันของเขาจากร่างเล็กๆ ที่เคยแค่ยืนจ้อง ตอนนี้เขาวิ่งเล่น หัวเราะ และเอื้อมมือมาหาเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ท่านพ่อ ท่านมาหาข้าสักครั้งไม่ได้หรือ” เสียงเล็กๆ นั้นแฝงไปด้วยความเศร้า
บางคืนเด็กน้อยจะมาชวนเขาเล่น ชวนฝึกดาบ ทว่าทุกครั้งที่หลงเจิ้งหยางจะยื่นมือไปแตะตัวป้อมๆนั่น เด็กชายก็มักจะจางหายไปกับสายหมอกเสมอ ยกเว้นว่าเด็กคนนั้นจะเป็นฝ่ายเเตะต้องเขาเอง
แต่ที่ทำให้หลงเจิ้งหยางสับสนที่สุด คือความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดที่แทรกซึมอยู่ในหัวใจทุกครั้งที่ได้สัมผัสและยินเสียงเรียกนั้น
“ท่านพ่อ”
ถึงแม้เด็กน้อยจะหาเขาบ่อยๆ มาเรียกหาบ่อย แต่สิ่งที่เขาทำมาตลอดในช่วงเวลาที่รู้จักกันคือ เขาไม่เคยเรียกเด็กชายตัวน้อยว่าลูก ไม่เคยแทนตัวเองว่าพ่อเลยสักครั้ง
“ท่านพ่อ ท่านไม่รักข้าหรือ” เด็กชายเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสไหวระริก น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ท่ามกลางความเงียบสงบ คำพูดของเด็กกลับดังชัดเจนในหูขององค์ชาย
“ข้า” หลงเจิ้งหยางอ้าปากจะพูด แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา
เด็กชายก้มหน้าลง มือเล็กๆ กำแน่น ร่างเล็กนั้นสั่นไหวราวกับกำลังกลั้นสะอื้น
“ข้ารอท่านมาตลอด แต่ท่านไม่เคยยอมรับข้า”
“ท่านพ่อ ท่านจะหลอกตัวเองไปถึงเมื่อใดกัน”
หลงเจิ้งหยางขมวดคิ้ว เด็กชายไม่เคยพูดเช่นนี้มาก่อน พระองค์จ้องเขาอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าคือคือลูกของท่านจริงๆ แต่ท่านกลับไม่ยอมรับข้า ท่านไม่ยอมกลับไปหาข้า” ดวงตาของเด็กชายสั่นไหวคล้ายกำลังสะกดกลั้นความน้อยใจ น้ำเสียงของร่างเล็กสั่นเครือ ก่อนที่น้ำเสียงของเด็กน้อยจะเปลี่ยนไปคล้ายความโกรธเคือง
“หรือว่าท่านไม่ต้องการข้ากัน ท่านใจร้ายมาก ต่อไปข้าจะไม่รักท่าน ไม่ยอมรับท่านเช่นกัน” เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวเขา มันชัดเจนเสียจนเขาแทบแยกไม่ออกว่ากำลังฝัน หรือเป็นความจริง
หัวใจขององค์ชายสามกระตุกวูบ คำพูดนั้นราวกับมีบางสิ่งมากระแทกกลางอก เขาอ้าปากจะตอบ แต่ทันใดนั้นเด็กชายกลับหมุนตัววิ่งหนีไปในม่านหมอก
“เดี๋ยว”
หลงเจิ้งหยางเอื้อมมือจะคว้าเขาไว้ ทว่าปลายนิ้วกลับแตะได้เพียงอากาศ
“องค์ชาย พระองค์เป็นอะไรหรือไม่พะย่ะค่ะ” องครักษ์ประจำตัวรีบเข้ามาดูเมื่อเห็นว่าเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางคืนมืด
หลงเจิ้งหยางหอบหายใจหนัก มือของเขากุมที่หน้าอก
“ข้า ” เขานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ข้าแค่ฝันไป”
องครักษ์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์ชายสะดุ้งตื่นกลางดึก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์ชายมักจะฝันร้าย และในทุกความฝันมักมีเด็กชายปริศนาปรากฏตัวขึ้นเสมอ
หลงเจิ้งหยางลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวม เดินออกไปยืนกลางลมหนาวที่พัดผ่านค่ายทหาร
ดวงตาของเขาหรี่ลงขณะมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ความรู้สึกบางอย่างแทรกซึมเข้ามาในใจของเขา
“เหตุใดข้าถึงฝันเห็นเด็กคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“เหตุใดเสียงของเขาถึงคุ้นเคยเช่นนี้”
และที่สำคัญที่สุด…
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ากำลังสูญเสียบางสิ่งไป ทั้งที่ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร”
ความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ กับเงาของอดีตที่ตามหลอกหลอน
หลงเจิ้งหยางสะบัดความคิดออกจากหัว เขาคือเทพสงคราม เขาคือแม่ทัพผู้เกรียงไกร เขาไม่มีวันปล่อยให้ความฝันงี่เง่ามาทำให้จิตใจว้าวุ่นได้
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามบอกตัวเองเช่นไร
“ท่านพ่อ ท่านจะไม่กลับไปหาข้าจริงๆ หรือ ท่านใจร้ายมาก แต่ไปข้าจะไม่รักท่านเช่นกัน”
เสียงใสๆ นั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาไม่หยุดหย่อน