หลายเดือนต่อมา
หลังออกมาจากโรงพยาบาลฉันก็กลับไปรับงานเหมือนเดิม ทำทุกอย่างตามเดิม เหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เวลาผ่านไปฉันก็ค่อย ๆลืมเรื่องราวของคาร์มินไป และคิดว่าฉันกับเขาคงไม่มีทางได้เจอกันอีก แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด
"พี่จูนว่าอะไรนะ! บริษัทKM ติดต่อมาหรอคะ!"
บริษัทKM คือบริษัทของคาร์มิน เคย่อมาจากคาร์ ส่วนเอ็ม ก็ย่อมาจากมิน ชื่อเขาเหมือนกัน
"ทำไมตกใจขนาดนั้นล่ะหนึ่ง?"
"พี่จูน..เราปฎิเสธงานนี้ได้ไหมคะ!"
"ไม่ได้หรอกพี่รับเงินเขามาแล้ว ยังไงก็ต้องไป.." ฉันถอนหายใจออกมาอย่างกังวน ไม่คิดว่าชีวิตฉันยังต้องวนเวียนเจอกับผู้ชายคนนี้หนียังไงก็หนีไม่พ้น
แต่ทำไมจู่ ๆคาร์มินถึงเลือกฉันไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าเขา หรือเขาจะรู้อะไร ไม่หรอกเขาไม่มีทางรู้บางทีอาจเพราะความบังเอิญก็ได้
"มีอะไรหรือเปล่า?"
พี่จูนถามอย่างห่วงใย เธอมองฉันอย่างสงสัย
พี่จูน ผู้จัดการส่วนตัวที่ฉันไว้ใจมากที่สุด เรารู้จักกันตั้งแต่ฉันอยู่ม.ปลาย จนตอนนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังติดต่อกัน ที่ฉันได้เป็นดาราดังอย่างทุกวันนี้ก็เพราะพี่จูนทั้งนั้นที่ช่วยผลัดดัน เราเลยสนิทกันมากมีอะไรก็เล่าให้กันฟังตลอดมีแค่เรื่องนี้ที่ฉันไม่เคยเล่าให้พี่จูนฟังเลย
"เปล่าหนึ่งแค่..รู้สึกว่าไม่ได้รับงานมานานกลัวจะทำผิดพลาดนะ"
"พี่ก็นึกว่าเรื่องอะไร..ไม่ต้องห่วงมีพี่ทั้งคน"
ฉันยิ้มให้พี่จูน น้อย ๆในใจยังคงกังวน ถ้าได้เจอหน้าเขาฉันควรจะทำหน้ายังไง ต้องใช้สายตายังไงมองเขา ฉันกลัวกลัวว่าคาร์มินจับสังเกตุได้จากตัวฉัน เฮ้อ~ หนักใจจัง
วันต่อมา
บริษัท เคเอ็ม
วันที่ฉันไม่อยากให้มาถึงในที่สุดก็มาถึง ช่วงเดินเข้าบริษัทฉันพยายามก้มหน้าไม่มองใครทั้งนั้น เพราะกลัวจะเจอคนรู้จัก ไม่นานฉันกับพี่จูนก็มาถึงห้องรับแขก ฉันนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยหอบทั้งที่ไม่ได้วิ่ง ไม่ได้ทำอะไรหนัก ๆ แต่ฉันกลับรู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก
ก๊อก ๆ ~
"คุณคาร์มินมาแล้วแน่"
พอได้ยินชื่อเขาใจดวงน้อยก็เต้นรัวราวกับจะทะลุออกมา ความรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องก็ก่อตัวขึ้น ฉันต้องทำยังไงไม่ให้เขาจับสังเกตุอาการฉันได้ว่ากำลังร้อนรน ไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา ฉันรีบหยิบแว่นดำขึ้นมาสวมปิดบังสายตา ไม่ให้เขาสังเกตุเห็นความสั่นไหวภายในแววตา
"คุณคาร์มิน..สวัสดีดีค่ะ"
พี่จูนเอ่ยขึ้น พอได้ยินชื่อที่คุ้นเคยใจดวงน้อยที่เต้นระรัว ตอนนี้สั่นไหวจนฉันทำตัวไม่ถูก แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็พยายามควบคุมสติเอาไว้ฉันพ่นลมหายใจออกมาช้า ๆเพื่อควบคุมอากัปกิริยาของตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายสนใจหรือสังเกตุเห็นถึงความผิดปกติ ฉันลุกขึ้นยืนยกมือไหว้คาร์มิน โดยไม่พูดอะไรฉันพยายามไม่มองเขา พยายามก้มหน้าไว้ตลอดการเจรจา
จนได้ยินคำว่า
"งั้นเอาตามนี้นะครับ..แล้วไว้เจอกันใหม่"
เสียงเก้าอี้ขูดกับพื้น ดังลั่นห้อง นั่นทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมามอง ถึงเห็นว่าคาร์มินกำลังจดจ้องสายตามองมายังฉันร่วมทั้งคนอื่น ๆด้วย
"หนึ่งคุณคาร์มินพูดกับหนึ่งอยู่นะ!"
พี่จูนดุฉันเบา ๆเหมือนให้ฉันรีบตอบเขาไปก่อนอีกคนจะโกรธ
"อ๋อค่ะ..ไว้เจอกันใหม่..."
ฉันพูดโดยไม่มองเขา กลัวว่าถ้ามองหน้าเขาตรง ๆจะนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆในวันวานของเรา
"..งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
แล้วเขาก็เดินออกไปพร้อมกับลูกน้อง คนสนิท ทันทีที่เขาเดินออกไปความอึดอัดหายใจหายคอไม่ออกก็หายไป เป็นเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจแทน
"หนึ่งเป็นอะไรไปทำไม..สีหน้าดูไม่ดีเลย แล้วใส่แว่นดำทำไม?"
พี่จูนบ่นฉันไม่หยุดแต่ก็อดเป็นห่วงฉันไม่ได้เธอพาฉันไปนั่งทานไอศครีมกะทิของโปรดตรงร้านหัวมุมบริษัท ที่เมื่อก่อนตอนอยู่ในร่างคุณมายด์ฉันชอบมาบ่อย ๆ
"พี่จูนเดี๋ยวหนึ่งมานะ"
บอกพี่จูนเสร็จก็ลุกจากโต๊ะวิ่งเข้าห้องน้ำ
ปัก!!
"อ่อย! เดินไม่ดูทางเลยหรือไงตาไม่มีหรอ!"
ฉันโวยวายอย่างหัวเสียปวดฉีก็ปวดยังโดนคนตาไม่มองทางชนอีก
"คนไม่ดูทางน่าจะเป็นคุณนะ"
ฉันเบิกตากว้างอย่างตกใจ เสียงนี้!เสียงคาร์มินไม่ใช่หรอ!
ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า..เป็นเขาจริงด้วย!
อุตส่าห์หลบเลี่ยงจากเขามาได้แล้วแท้ ๆแต่ยังมาเจอเขาที่นี่อีก ทำไมโลกมันกรมขนาดนี้เนี่ย!
"คุ คุณคาร์มิน.."
ฉันส่งยิ้มแห้ง ๆให้เขาถอยหลังออกมาให้ห่าง เว้นระยะระหว่างเขากับฉัน สายตาก็มองหาแว่นในมือตัวเอง บ้าจริง! ดันลืมแว่นไว้บนโต๊ะซะได้!!
"ไม่ด่าผมต่อแล้วหรอ!"
เขาถามฉันมือก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงมองฉันอย่างเอาผิด
"เอ่อ..ขอโทษค่ะพอดี ฉันรีบไปหน่อย..งั้นขอตัวก่อนนะคะ"
พูดขอโทษจบก็รีบชิ่งหนี ทว่า!
หมับ!