ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถคันเดิมก็แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านเรือนไทยอย่างรวดเร็ว... มธุรดาก้าวลงจากรถขึ้นเรือนแทบจะเป็นวิ่ง พอเข้าห้องเด็กก็ตรงไปที่อคิณทันที
“น้องคิณ...” น้ำเสียงอ่อนลงจนแทบเป็นกระซิบ เธอแตะหน้าผากเด็ก ดูลมหายใจ แล้วรับอคิณจากอ้อมแขนอนณมาไว้แนบอกอย่างคล่องมือ... เด็กชายที่ร้องไห้งอแงมาตลอดกลับนิ่งลงเพียงครู่เดียวที่ได้ซุกหน้าเข้ากับบ่าเธอ
ภาพนั้นทำให้อนณเม้มปากแน่น หัวใจเขาโล่งขึ้นนิดหนึ่งอย่างไม่เต็มใจจะยอมรับ
“ไข้ไม่สูงมาก แต่ตัวอุ่นขึ้นจริงค่ะ” มธุรดาพูดแล้วถามเร็ว “เช็ดตัวหรือยัง”
“แล้วนี่ผมทำอะไรอยู่” เขาตอบกลับห้วนๆ
แต่มธุรดาไม่สนใจ เธอวางเด็กลงบนผ้ารอง เปลี่ยนผ้าผืนบางในกะละมังน้ำใหม่ ตรวจดูลิ้น ตรวจดูท้อง แล้วหันมาบอกเขาอย่างเป็นงานเป็นการ
“คุณช่วยจับเวลาให้ฉันที อีกสิบนาทีค่อยวัดไข้ใหม่”
เขาไม่เถียง ไม่ประชด เพียงคว้าโทรศัพท์มาดูเวลาอย่างเงียบๆ ... ทุกอย่างเคลื่อนตัวไปราวมีจังหวะของมันเอง... มธุรดาเช็ดตัวเด็ก อนณหยิบผ้าผืนใหม่ ส่งน้ำ วัดเวลา บางครั้งวิ่งขึ้นวิ่งลงหาของจำเป็น
บ้านทั้งหลังที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความตื่นกลัว ค่อยๆ ถูกดึงเข้าสู่จังหวะทำงานเดียวกันอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งเสียงมอเตอร์ไซค์มาหยุดหน้าบ้าน... หมอหนิมนั่นเอง
“หลานเป็นไงบ้าง พี่เอ้”
เธอก้าวขึ้นเรือนมาเร็ว สีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้ง พอเห็นอคิณนอนอยู่บนตักมธุรดา เห็นอนณยืนอยู่ข้างๆ ถือผ้าอ้อมผืนหนึ่งไว้ในมือ ภาพนั้นก็ทำให้คุณหมอสาวชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะซ่อนรอยยิ้มบางอย่างเอาไว้
“ไข้ยังไม่สูง น่าจะมีลมในท้องด้วย” คุณหมอลูบท้องเด็กเบาๆ แล้วถาม “เมื่อคืนถ่ายไหม”
มธุรดาหันมองอนณโดยอัตโนมัติ
เขาตอบเร็ว “ถ่ายไปครั้งหนึ่งตอนตีสอง แต่ตอนเช้ายังไม่มี”
หมอหนิมพยักหน้ารับรู้ แล้วว่า “งั้นน่าจะทั้งแน่นท้องทั้งเริ่มมีไข้... ยังไม่อันตราย แต่ต้องดูแลใกล้ชิด”
“พาไปโรงบาลไหม” อนณถามทันที
“ยังก่อนพี่ ตอนนี้หนิมจะให้ยาลดไข้ก่อน แล้วคอยดูอาการ”
อคิณไข้ลดลงเพียงนิดเดียวในตอนสาย แต่กลับร้องมากขึ้นในช่วงบ่าย
เสียงร้องนั้นกรีดแหลมยาวจนทุกคนในบ้านรู้สึกเสียวแปลบไปตามกัน มธุรดาอุ้มเดินเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น หมอหนิมฟังท้อง ฟังลมหายใจ แล้วเริ่มขมวดคิ้วจริงจังขึ้น
“เขาแน่นท้องมาก”
อนณหน้าเครียดทันที “แล้วยังไง”
“ต้องกระตุ้นให้เรอให้ลมออกก่อน ถ้ายังไม่ดีค่อยไปโรงบาล”
มธุรดาเปลี่ยนท่าอุ้มเด็กทันที เธอพาดตัวเล็กไว้บนบ่า ลูบหลังช้า ๆ อย่างอดทน ขณะหมอหนิมก้มดูสีหน้าทารก และอนณยืนวนไม่ห่างเหมือนไม่รู้จะช่วยอะไรดี
ยิ่งเห็นเขาเป็นแบบนั้น หัวใจมธุรดายิ่งปวดหนึบอย่างประหลาด... อนณแข็งแรงกับทุกเรื่อง ดุดันกับทุกคน แต่กลับเปราะบางที่สุดทุกครั้งที่เป็นเรื่องอคิณ
“คุณช่วยหยิบขวดน้ำอุ่นให้หน่อยค่ะ” เธอพูดโดยไม่ทันคิด
เขาหันไปหยิบให้ทันที
“ผ้าอีกผืน”
เขาส่งให้ทันทีอีก
หมอหนิมมองภาพนั้นแล้วต้องอมยิ้ม... ในใจคุณหมออดคิดไม่ได้ว่าต่อให้โลกทั้งใบยังไม่เรียกสิ่งนี้ว่าอะไร... แต่มันก็กำลังก่อตัวขึ้นแล้วจริง ๆ
มีเสียงรถยนต์อีกคันแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านในช่วงบ่ายแก่... ครั้งนี้เป็นรถของนัธทวัฒน์ซึ่งมาตามลำพัง
เขาปรากฏตัวบนบันไดขั้นสุดท้ายพร้อมสีหน้าเคร่งกว่าเดิมเล็กน้อย ชายหนุ่มมองภาพในห้องเพียงวินาทีเดียวก็เข้าใจว่ามีเรื่องผิดปกติ
มธุรดากำลังอุ้มอคิณบนบ่า อนณยืนชิดอยู่ข้างตัวเธอในระยะที่แทบไม่มีช่องว่าง หมอหนิมนั่งคุกเข่าอยู่ปลายฟูกเด็ก กำลังผสมยาในช้อนเล็ก... ดูเหมือนบ้านทั้งหลังหดเล็กลงเพราะทุกคนกำลังจดจ่ออยู่ที่เด็กคนเดียว
“ม่อน”
เสียงเรียกนั้นทำให้มธุรดาหันขวับ ทันทีที่เห็นเขา ความรู้สึกผิดก็แทงขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ปรานี
“พี่หนึ่ง…”
เขาเดินเข้ามา สีหน้าสงบแต่สายตากลับลึกกว่าเดิม “เกิดอะไรขึ้น”
“น้องคิณมีไข้แล้วก็แน่นท้องค่ะ” หมอหนิมเป็นฝ่ายตอบแทนรวดเร็ว “ตอนนี้กำลังดูอาการอยู่”
เขาพยักหน้าแล้วมองไปที่เด็กในอ้อมแขนมธุรดา... นี่เป็นอีกครั้งที่เขาเห็นเธอในด้านที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหน
เธอไม่ได้กำลังเป็นผู้บริหาร... ไม่ได้เป็นคู่หมั้นของเขา... ไม่ได้เป็นหลานสาวคนโตของตระกูลใหญ่... มธุรดาเวลานี้เธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งตัวทั้งใจจดจ่ออยู่กับเด็กเล็กในอ้อมแขนอย่างหมดสิ้น
เหงื่อเม็ดเล็กเกาะอยู่ข้างขมับ ปอยผมหลุดลงมาปรกแก้ม น้ำเสียงที่ปลอบเด็กเบาๆ นั้นนุ่มเกินกว่าที่เขาเคยได้ยิน
มธุรดาในตอนนี้ดู เป็นแม่ อย่างน่าตกใจ แล้วภาพนั้นก็ทำให้บางอย่างในใจเขาจมหายลงเชื่องช้า เพราะเขารู้ทันทีว่าผู้หญิงตรงหน้าเขาในเวลานี้ไม่ได้ยืนอยู่ข้างเขาแล้วจริงๆ ... อย่างน้อยก็ไม่ทั้งหมด
“ผมช่วยอะไรได้ไหม” เขาถามขึ้นในที่สุด
หมอหนิมหันมามองทันที “ช่วยได้ค่ะ ช่วยถือถุงยาให้หน่อย”
เขารับถุงยาจากมือเธออย่างว่าง่ายแล้วยืนอยู่ตรงนั้น ใกล้พอจะได้ยินเสียงเด็กสะอื้น ใกล้พอจะเห็นปลายนิ้วของอนณที่ขยับไปแตะแขนมธุรดาแผ่วเบาตอนเธอเกือบเสียหลักเพราะอคิณดิ้น
เป็นการแตะเพียงเสี้ยววินาทีแต่กลับทำให้หัวใจของคนมองหน่วงลงอย่างบอกไม่ถูก
หมอหนิมเองกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งนั้น ความสนใจของเธอส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อนณอย่างที่มธุรดาเข้าใจเลยแม้แต่น้อย
ในระหว่างที่ช่วยดูอาการเด็ก เธอยังมีสติพอจะเหลือบมองนัธทวัฒน์เป็นพักๆ สังเกตว่าเขาพับแขนเสื้อขึ้นอย่างเรียบร้อย ข้อมือสวยสะอาดแบบคนทำงานในห้องประชุมมากกว่าทำงานกลางแจ้ง และทุกครั้งที่เธอเงยหน้าขึ้น เขาก็จะส่งถุงยา น้ำ หรือสิ่งที่เธอต้องการให้ก่อนเอ่ยถามอย่างสุภาพว่า “ใช่อันนี้ไหมครับ”
แค่นั้นก็พอให้หัวใจคุณหมอสาวเต้นผิดจังหวะอยู่เงียบๆ แล้ว
มธุรดาเห็นภาพนั้นอยู่ด้วยหางตา เห็นหมอหนิมหันไปพูดกับพี่หนึ่ง เห็นรอยยิ้มเล็กๆ บนหน้าของคุณหมอ และอยู่ๆ ความอึดอัดที่เคยแน่นอยู่ในอกก่อนหน้าก็คลายลงนิดหนึ่งอย่างแปลกประหลาด
ถ้าอย่างนั้น... หมอหนิมไม่ได้ชอบอนณ
ความจริงข้อนั้นควรทำให้เธอโล่งและใช่... มันทำให้โล่ง
แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง เธอก็จำใจต้องเผชิญหน้ากับอีกความจริงหนึ่งที่ไม่มีอะไรบังตาเธอได้อีกต่อไป สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิด สิ่งที่ทำให้เธอเย็นลง สิ่งที่ทำให้เธออยากถอยห่างเวลาเห็นหมอหนิมเข้าใกล้อนณ... มันไม่ใช่เพราะความเข้าใจผิดเรื่องหมอหนิมเลย แต่มันเป็นเพราะเธอ... หวง
ความจริงนั้นทำให้ปลายนิ้วของเธอสั่นขึ้นมา แล้วอคิณในอ้อมแขนก็ร้องดังขึ้นอีกครั้งเหมือนรับรู้อารมณ์ของคนอุ้มได้
“เขาจะเรอแล้วค่ะ” หมอหนิมรีบบอก “อุ้มต่ออีกนิด”
มธุรดาสูดหายใจลึก ก้มลงซบแก้มกับขมับเด็กเบาๆ แล้วลูบหลังเขาต่อไปอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ
อนณมองเธออยู่ใกล้ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นในใจเธอ แต่เขารู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยน
เธอไม่ได้ถอยห่างเหมือนสองวันก่อนแล้ว กลับกัน… เหมือนเธอกำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่เงียบๆ และนั่นทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอย่างน่ารำคาญ
ในที่สุด... อคิณก็เรอออกมาครั้งหนึ่งเสียงดังฟังชัด ทุกคนหยุดพร้อมกันโดยอัตโนมัติ แล้วเสียงร้องไห้ก็เบาลงทีละน้อยๆ หมอหนิมถอนหายใจยาว... อนณผ่อนลมหายใจหนักๆ ออกมาราวเพิ่งรู้ตัวว่ากลั้นหายใจไว้ ส่วนมธุรดา... ยังคงอุ้มเด็กไว้แนบอกไม่ยอมปล่อย
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมอย่างช้าๆ อนณขยับเข้าไปใกล้เพื่อรองหมอนให้เด็กโดยแทบไม่ต้องมีใครบอก หมอหนิมส่งขวดน้ำอุ่นให้ นัธทวัฒน์ยื่นผ้าอ้อมผืนใหม่เข้ามา
แล้วในวินาทีนั้นเอง ภาพตรงหน้าก็เกิดขึ้นโดยไม่มีใครตั้งใจ...
มธุรดานั่งอยู่กลางวง อุ้มอคิณไว้... อนณย่อตัวข้างเก้าอี้ มือหนึ่งรองตัวเด็กไว้เผื่อเธอเมื่อย... หมอหนิมนั่งอยู่ปลายเท้าเด็กพร้อมยาในมือ... นันธวัฒน์ยืนอยู่ด้านหลัง เยื้องไปนิดหนึ่ง แต่ยังอยู่ในวงเดียวกัน
เป็นภาพประหลาด... อบอุ่นและเจ็บลึกอย่างอธิบายไม่ถูก เพราะมันเหมือนครอบครัว... ทั้งที่ไม่มีใครในนั้นมีสิทธิ์เรียกมันแบบนั้นเลย
อคิณค่อยๆ หลับลงในอ้อมแขนของมธุรดา... ไม่ใช่หลับบนบ่าเธอคนเดียว... ไม่ใช่หลับในวงแขนของอนณคนเดียว แต่หลับลงตรงกลางระหว่างคนสองคนที่คอยประคองเขาอยู่พร้อมกัน... มือเล็กของเด็กแบะวางอยู่บนเสื้อของมธุรดา ขาเล็กๆ พาดอยู่บนท่อนแขนของอนณ... ลมหายใจสม่ำเสมอขึ้นทีละนิด จนความเงียบค่อยๆ โรยตัวลงทั่วทั้งห้อง
ภาพตรงหน้านั้นชัดเกินไป งดงามเกินไป และบอกอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องมีคำพูดมากเกินไป
นัธทวัฒน์มองอยู่นาน... นานพอจะรู้สึกถึงความพ่ายแพ้บางอย่างที่ไม่ได้มีใครมอบให้ แต่ค่อยๆ เกิดขึ้นเองในใจเขา
หมอหนิมเองก็เม้มปากนิดหนึ่งแล้วเบือนหน้าหลบความรู้สึกหน่วงแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ส่วนอนณ... เขามองเด็ก มองแขนของตัวเองที่ยังรองน้ำหนักตัวเล็กนั้นไว้ ก่อนสายตาจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปยังใบหน้าของมธุรดา
เธอก็เงียบเหมือนกัน... เงียบจนเขาได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจตัวเอง แล้วความจริงที่ไม่อาจโกหกได้อีกต่อไปก็ค่อยๆ ดันขึ้นมาช้าๆ
เด็กคนเดียวนี้... กำลังผูกทุกคนเข้าด้วยกัน และกำลังบังคับให้เขาเผชิญหน้ากับหัวใจของตัวเองทีละนิด... จนไม่มีทางถอยได้แล้วจริง ๆ
.
.
.
เช้าวันต่อมาหลังคืนอันยาวนาน... แสงอ่อนส่องลอดช่องไม้เข้ามาเป็นเงาบางๆ บนพื้นเรือน
มธุรดาลืมตาขึ้นช้าๆ แขนทั้งสองข้างเมื่อยล้าจนแทบยกไม่ขึ้น อาการปวดหนึบตรงบ่ากับต้นคอเตือนให้เธอรู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้นอีกแล้ว
อคิณยังนอนอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ใบหน้ากลมเล็กซุกแนบอยู่ตรงข้อพับแขน ลมหายใจเบาสม่ำเสมอ แก้มอุ่นจัดเมื่อคืนคลายลงแล้ว เหลือเพียงสีชมพูอ่อนจางๆ ของทารกที่หลับสนิทหลังผ่านการงอแงมาหลายชั่วโมง
มธุรดาก้มลงแตะหน้าผากเด็กเบาๆ ... ไม่ร้อนแล้ว... เพียงเท่านั้น หัวใจที่ขึงตึงอยู่ทั้งคืนก็ค่อยคลายลงทีละน้อย
เธอเงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องชะงัก...
อนณนั่งอยู่บนพื้นข้างเก้าอี้ไม่ไกลนัก... หลังพิงขอบเตียง ศีรษะเอนไปกับเสาไม้ มือข้างหนึ่งยังวางพาดอยู่บนฟูกเด็กคล้ายแม้ยามหลับก็ยังไม่ยอมปล่อยตัวเองให้ไกลจากหลาน
เขาหลับไปทั้งอย่างนั้น... แสงเช้าอ่อนๆ ทอดอยู่บนใบหน้าคมเข้มที่ดูอิดโรยกว่าทุกวัน ใต้ตาเป็นเงาจางๆ จากการอดนอนหลายคืนติดกัน สันกรามที่มักขบแน่นอยู่เสมอยามนี้คลายลง
มธุรดามองอยู่นาน... เมื่อคืนเธอไม่มีเวลาคิด
ไม่มีเวลารู้สึกอะไรนอกจากความกลัวว่าอคิณจะเป็นอะไร
แต่ตอนนี้... เมื่อทุกอย่างสงบแล้ว ภาพตรงหน้ากลับทำให้หัวใจเธอไหววูบขึ้นมาอย่างช้าๆ ... ผู้ชายคนนี้เหนื่อยแค่ไหนนะ
เขาไม่เคยพูด ไม่เคยบ่น ไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจจากใคร... แต่ความอ่อนล้าที่กดทับอยู่ตามหัวคิ้ว ใต้ตา และท่าทางการนั่งหลับอย่างหมดแรงนั้น กลับฟ้องทุกอย่างแทนเขาหมดแล้ว
มธุรดาค่อยๆ ขยับตัวหมายจะวางอคิณลงในเปล... เพียงเท่านั้น อนณก็ลืมตาขึ้นทันทีอย่างคนที่ไม่เคยหลับลึกจริง
สายตาคมเข้มจับตรงมาที่เธอเป็นอย่างแรก ก่อนจะเลื่อนไปที่เด็กในอ้อมแขนแล้วจึงค่อยผ่อนลงนิดหนึ่ง
“คิณเป็นยังไงบ้าง” เสียงถามนั้นแหบกว่าปกติเล็กน้อย
“ไข้ลดแล้วค่ะ” เธอตอบเบา “ตัวไม่ร้อนแล้ว”
อนณพยักหน้าเพียงน้อย เขาค่อยลุกขึ้นช้าๆ ด้วยท่าทางคนเมื่อยล้า ก่อนก้าวเข้ามาใกล้
“เดี๋ยวผมอุ้มเอง”
มธุรดาเงยหน้าขึ้นมองเขาชั่วครู่แล้วพยักหน้าอย่างไม่โต้แย้ง... ทว่าในจังหวะที่เขายื่นมือเข้ามารับตัวเด็กจากอ้อมแขนเธอ มือของทั้งสองกลับแตะกันเต็มๆ ไม่ใช่เพียงปลายนิ้วเฉียดผ่านเหมือนหลายครั้งก่อน แต่เป็นสัมผัสจริงจังเต็มฝ่ามือ
มือของเขาร้อน แข็ง และหยาบกร้าน... มือของเธอเย็นกว่า นุ่มกว่า และสั่นไหวอยู่ข้างในอย่างไม่สมควร...
ทั้งคู่ชะงักไปพร้อมกัน... เพียงเสี้ยววินาที แต่ยาวนานพอจะทำให้ลมหายใจของคนสองคนสะดุดพร้อมกันได้
อนณเป็นฝ่ายดึงตัวอคิณไปอุ้มก่อน เขาก้มลงวางเด็กน้อยในเปลอย่างระวัง แผ่นหลังกว้างของเขาขวางสายตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยหันกลับมา
“คุณนอนบ้างหรือยัง”
คำถามนั้นทำให้มธุรดาชะงัก ไม่คิดว่าเขาจะถามเรื่องนี้
“งีบไปนิดหน่อยค่ะ”
“นิดหน่อยที่ไหน” เขาสวนกลับเรียบๆ “คุณหลับคาเก้าอี้อีกแล้ว”
มธุรดาเม้มปากแน่นเล็กน้อย ไม่รู้เพราะอะไรคำว่า อีกแล้ว จากปากเขาจึงทำให้หัวใจเธอสั่นแปลก ๆ เหมือนเขากำลังนับ จำ หรือสังเกตเธออยู่เงียบ ๆ ในแบบที่เธอไม่ควรดีใจเลย
“คุณเองก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน”
อนณไม่ตอบในทันที เขาเพียงก้มลงมองอคิณที่ยังหลับนิ่งอยู่ในเปล แล้วจึงพูดเสียงต่ำ
“ผมหลับไม่ลง”
“เป็นห่วงน้องคิณเหรอคะ”
“ก็ใช่”
คำตอบนั้นเร็วและตรงจนเธอไม่กล้าซักต่อ ทั้งที่ลึกลงไปกลับไม่แน่ใจนักว่าเขาหมายถึงเพียงเรื่องเด็กจริงหรือไม่
มธุรดาขยับลุกจากเก้าอี้ช้า ๆ แล้วก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพราะอาการปวดเมื่อยที่แล่นขึ้นทันทีตรงต้นคอและหัวไหล่
อนณมองเห็น “คุณเจ็บตรงไหน”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่นั่งท่าเดิมนานไปหน่อย”
เธอกำลังจะเดินเลี่ยงเขาออกไป แต่ชายหนุ่มกลับยื่นมือมาคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน... ไม่แรงแต่ชัดเจน
มธุรดาหยุดนิ่ง หันกลับไปมองมือใหญ่ที่กำอยู่รอบข้อมือตัวเอง ก่อนเงยหน้าสบตาเขา... อนณเหมือนเพิ่งรู้ตัวเช่นกันว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้รีบปล่อย
“นั่งก่อน” เขาพูดช้า ๆ “คุณหน้าซีด”
หัวใจเธอกระตุกแรงขึ้นอย่างน่ารำคาญ “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นค่ะ”
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณอ่อนแอ”
มธุรดานิ่งไป... น้ำเสียงของเขาไม่ได้ประชด ไม่ได้เหน็บแนม ไม่ได้ทำร้ายเหมือนหลายครั้งก่อน แต่กลับจริงจังเกินไปและนั่นเองที่อันตรายที่สุด
อนณปล่อยมือเธอช้า ๆ แล้วหันไปดึงเก้าอี้ตัวเดิมออกมาเล็กน้อย “นั่ง”
มธุรดาไม่ควรเชื่อฟังเขา แต่สุดท้ายเธอกลับนั่งลงโดยไม่โต้แย้ง
อนณเดินออกไปจากห้องครู่หนึ่ง แล้วกลับมาพร้อมแก้วน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว เขาวางลงตรงหน้าเธอด้วยท่าทีแข็งกระด้างเหมือนไม่อยากให้มันดูเป็นการเอาใจเกินไปนัก
“ดื่ม”
เธอก้มมองแก้วน้ำแล้วถามเสียงเบา “นี่คุณกำลังทำดีกับฉันอยู่หรือคะ”
“อย่าสำคัญตัวผิด” แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่เขากลับไม่หลบสายตา
มธุรดายกแก้วขึ้นดื่มเงียบ ๆ น้ำอุ่นไหลลงคอช้า ๆ ช่วยให้ร่างกายที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งคืนค่อยผ่อนลงบ้าง
ภายในห้องกลับไปเงียบอีกครั้ง เงียบ…แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบของคนสองคนที่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน แต่เป็นความเงียบของคนสองคนที่ไม่รู้จะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในอย่างไรต่างหาก
“เมื่อคืน...” อนณเป็นฝ่ายเริ่มก่อน “คุณไม่จำเป็นต้องอยู่จนดึกขนาดนั้นก็ได้”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “ฉันจะกลับได้ยังไงคะ ในเมื่อเด็กยังไม่ดีขึ้น”
“หมอหนิมก็อยู่”
“หมอหนิมเป็นหมอ แต่ฉันเป็นคนที่อุ้มเขาแล้วเขานิ่ง”
ประโยคนั้นหลุดออกมาง่ายดายเกินไป และทันทีที่พูดจบ มธุรดาก็รู้ตัวว่ามันตรงเกินไป
อนณมองเธออยู่เนิ่นนานก่อนพูดเสียงต่ำ “ใช่”
คำตอบสั้น ๆ ของเขาทำให้เธอใจสั่นกว่าเดิม
“เขานิ่งกับคุณ” ไม่มีการประชด ไม่มีถ้อยคำเย็นชา มีเพียงความจริงที่ถูกวางลงมาตรง ๆ และความจริงข้อนั้นกลับทำให้หัวใจของมธุรดาอ่อนยวบลงอย่างน่ากลัว
เธอหลบตาเป็นครั้งแรก “เขาคงคุ้นกลิ่นฉันแล้วมั้งคะ”
“ไม่ใช่แค่เด็กหรอก”
คำพูดนั้นทำให้เธอหันขวับกลับไปทันที... อนณเองก็ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกมา เขากระตุกคิ้วเข้มแน่น ริมฝีปากขบกันจนเป็นเส้นตรง แต่ก็สายไปแล้ว
ทั้งสองคนต่างได้ยินชัด... มธุรดากำแก้วน้ำแน่นขึ้น หัวใจเต้นแรงจนปลายนิ้วเย็นวาบ
“คุณหมายความว่ายังไง”
อนณไม่ตอบทันที เขาหันไปมองอคิณที่นอนหลับอยู่ราวกับกำลังหาเวลาเรียบเรียงสิ่งที่จะพูด ขณะเดียวกันก็เหมือนต่อสู้กับตัวเองไปด้วย... ในที่สุดเขาก็พูดโดยยังไม่หันมามองเธอ
“ตอนคุณยังไม่มา... บ้านมันเละไปหมด”
คำพูดนั้นทำให้มธุรดานิ่งงัน
“ผมหาของไม่เจอ” เขาพูดต่อไปช้า ๆ “จับอะไรไม่ถูกไปหมด เด็กก็ร้อง น้าบังอรก็วุ่นกับลูกของแก ผมเหมือนคนโง่อยู่กลางบ้านตัวเอง”
เขาหัวเราะเสียงหยัน “แล้วพอคุณมา... ทุกอย่างก็เข้าที่”
มธุรดาจ้องแผ่นหลังเขานิ่ง ๆ ความรู้สึกบางอย่างไหลรินผ่านกลางอกช้า ๆ ราวน้ำอุ่นที่ซึมลงไปในที่แห้งผาก
เขากำลังยอมรับกับเธอ ยอมรับในสิ่งที่ปกติเขาไม่มีวันยอมแม้แต่กับตัวเอง
“คุณไม่ใช่คนโง่ค่ะ” เธอพูดเบากว่าที่ตั้งใจ “คุณแค่… อยู่คนเดียวมานานเกินไป”
อนณหันกลับมามองเธอในทันที ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจับนิ่งอยู่บนใบหน้าเธอ ราวกับประโยคนั้นไปแตะอะไรบางอย่างในส่วนลึกที่เขาเองก็ไม่อยากแตะต้อง
“คุณคิดว่าคุณรู้จักผมดีแล้วเหรอ”
“เปล่า”
“งั้นอย่าพูดเหมือนรู้” น้ำเสียงเขากระด้างขึ้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่เพราะโกรธเธอ เหมือนโกรธตัวเองมากกว่า
มธุรดาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนถามเสียงแผ่ว “ถ้าฉันพูดผิด… คุณก็เถียงฉันสิคะ”
เขาจ้องหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วความตึงบนใบหน้าก็ค่อยคลายลงอย่างหมดแรง “ผมไม่รู้จะเถียงยังไง”
*****