มธุรดากลับไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง โดยไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืนแม้แต่คำเดียว เธอเพียงจัดผ้าห่มให้เด็ก เก็บขวดนมเข้าที่ เขียนตัวหนังสือสั้นๆ เพิ่มเติมลงบนกระดาษตารางเวลาเดิมว่า “ถ้าน้องคิณมีลมในท้องตอนบ่าย ให้หยอดยาหลังนมครึ่งชั่วโมงนะคะ” จากนั้นก็หันมาบอกลาเขาด้วยน้ำเสียงเรียบสงบเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา
“ฉันคงไม่ได้เข้ามาอีกหลายวัน... ช่วงนี้มีประชุมบ่อย”
อนณยืนกอดอกนิ่ง พิงเสาอยู่ตรงชานเรือน ฟังแล้วตอบเพียง “อือ” ก็แค่นั้น
แต่หลังจากรถของเธอแล่นลับออกไปจากลานดินหน้าบ้าน เงาของภาพเมื่อคืนกลับติดแน่นอยู่ในหัวเขาไม่ยอมจาง
ภาพผู้หญิงคนนั้นที่หลับไปทั้งอย่างอ่อนล้า สองแขนโอบอุ้มหลานของเขาไว้แนบอก ราวกับเด็กน้อยเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก... ภาพนั้นฝังอยู่ในดวงตาเขาเสียจนแม้จะก้มลงเก็บใบตองแห้งใต้ต้นมะม่วง ดึงหญ้าจากแปลงสมุนไพร หรือเดินตรวจร่องน้ำท้ายไร่ เขาก็ยังเห็นมันอยู่รางรางๆ ... มันน่ารำคาญจนอยากควักออกจากหัว แต่มันก็อุ่นเสียจนเขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองอยากจดจำ...
.
.
.
สองวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า... อคิณกลับมางอแงอีกบ้างตามประสาเด็กแรกเกิด แต่ก็ยังอยู่ในจังหวะที่อนณพอรับมือได้ น้าบังอรเข้ามาช่วยตามมีตามเกิดอย่างเคย หมอหนิมแวะมาดูอาการช่วงเย็นวันหนึ่งแล้วก็จากไปพร้อมเสียงแซวอีกหลายประโยคที่เขาไม่อยากเก็บมาคิด
“ได้นอนบ้างไหมพี่” หมอหนิมว่าพลางจ้องหน้าจ้องตาอีกฝ่าย “งานเยอะ งานยุ่ง แล้วหลานมันก็กวน... หรือเพราะคิดถึงใครเลยนอนไม่หลับกันแน่ฮึ พี่เอ้”
เขาได้แต่ดุเธอให้ออกไปพ้นๆ
ช่วงบ่ายของวันที่สาม... ท้องฟ้าเหนือบ้านไร่โปร่งจัด แสงแดดสาดลงบนพื้นดิน ลมพัดเอากลิ่นหญ้าแห้งกับกลิ่นโคลนอ่อนๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ... ด้านข้างเยื้องออกไปทางหลังเรือน อนณกับคนงานอีกสองคนกำลังช่วยกันแก้ไขเครื่องสูบน้ำที่ออกอาการรวนมาตั้งแต่เมื่อวาน... เสียงรถยนต์คันหนึ่งดังแว่วมาจากถนนแล้วเลี้ยวเข้าจอดตรงลานหน้าบ้าน
อนณเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ... ไม่ใช่รถของมธุรดา
รถคันนี้สีเข้ม เรียบหรู ใหญ่และใหม่กว่า ทรงของมันสุภาพดูแพงโดยไม่ต้องอวด คนขับในชุดเรียบร้อยลงมาเปิดประตูด้านหลัง... ก่อนที่ชายหนุ่มคนหนึ่งจะก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสุขุม
อนณยืดตัวขึ้นทันที... สั่งบางอย่างกับคนของเขา พลางเช็ดมือกับผ้าขาวม้าที่คาดเอวอย่างลวกๆ ก่อนจะก้าวออกไปอย่างมั่นคง
ผู้ชายคนนั้นร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวเรียบกริบ รองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มที่เหยียบลงบนลานดินหน้าบ้านแทบไม่ทำให้ท่าทางสุภาพของเขาเสียไปแม้แต่น้อย ใบหน้าคมสะอาดสะอ้านดูดีแบบคนเมือง การเคลื่อนไหวทุกอย่างมีจังหวะพอดี ไม่มีส่วนเกิน ไม่มีความลนลาน
ชายหนุ่มผู้มาเยือนมองเรือนไทยชั่วครู่ ดวงตานิ่งสงบประเมินสิ่งรอบตัวอย่างไม่เสียมารยาทนัก ก่อนจะหันมาสบกับสายตาของอนณตรงๆ แล้วเดินเข้ามาด้วยท่าทีสุภาพ
ตอนนี้ผู้ชายสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน... ความสูงนั้นไล่เลี่ย หากแต่ความหนาแน่นแข็งแกร่งแห่งร่างกายแตกต่างอย่างเห็นชัด
“สวัสดีครับ” ผู้มาเยือนเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน น้ำเสียงนุ่มนวลชัดถ้อยชัดคำ “ผมชื่อนัธทวัฒน์”
อนณยืนมองหน้าเขาโดยไม่ตอบ แต่เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างกำลังมองกันอย่างประเมินบางอย่าง
“ผมเป็นคู่หมั้นของคุณมธุรดา”
อนณรู้สึกเหมือนมีอะไรแข็งๆ ขวางอยู่กลางอก ราวกับคำว่า คู่หมั้น เพิ่งมีตัวตนชัดขึ้นตรงหน้า ไม่ใช่เพียงคำบอกเล่าที่ได้ยินผ่านๆ จากปากของมธุรดาในวันนั้น
มันเป็นวินาทีสั้นๆ ที่เงียบงันและหนักอึ้งอย่างประหลาด เสียงจักจั่นร้องจากแนวไม้ไกลๆ ฟังชัดเกินจริง ลมร้อนยามบ่ายพัดผ่านแผ่นอกเขาไปวูบหนึ่ง แต่กลับไม่ทำให้ความตึงในร่างคลายลงแม้แต่น้อย
ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมาเสียงต่ำ “แล้วยังไง”
นัธทวัฒน์ไม่ได้ถือสา ดวงตาเข้มคู่นั้นมองอีกฝ่ายอย่างสุภาพแต่ไม่หลบเลี่ยง “ผมมาหาม่อน”
คำว่า ม่อน จากปากผู้ชายคนนี้ฟังแล้วน่าหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
อนณกวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า... เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความไม่เป็นมิตรต่ออีกฝ่ายฉายชัดเจนเพียงไร
...สุภาพ... ดูดี... คุมตัวเองได้ทุกกระเบียด...
ผู้ชายแบบนี้นี่เองสินะ... ที่คุณหนูตระกูลใหญ่อย่างคุณมธุรดาควรยืนอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่ชาวไร่ตัวดำมือเท้าหยาบกร้านอย่างเขา เอ๊ะ... แล้วนี่เขาจะมานึกเปรียบเทียบตัวเองกับผู้ชายคนนี้ทำไมกัน... สำนึกดังนั้นแล้วก็ให้รำคาญใจยิ่งขึ้นไปอีก
“มธุรดาไม่ได้อยู่ที่นี่” อนณบอกเสียงเรียบ
“แต่เลขาฯ ของเธอบอกว่าอยู่ที่นี่...”
“ผมบอกว่าไม่ได้อยู่” อนณเน้นเสียงต่ำโดยไม่จำเป็นสักนิด แล้วเหมือนรู้สึกตัว เขาปรับน้ำเสียงราบเรียบ “มธุรดามาที่นี่เมื่อสองสามวันก่อน แต่ก็กลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว ดูท่าคุณเองก็คงมาจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน ทำไมไม่ไปหากันที่โน่นล่ะ แล่นมาถึงนี่ทำไม”
ทั้งคำพูด ทั้งน้ำเสียงอย่างนั้นชวนให้คนฟังโมโหอยู่ไม่น้อย แต่นัธทวัฒน์กลับยิ้มบางๆ เขายังไม่ทันได้โต้ตอบอะไรกลับไป
จังหวะนั้นเอง รถยนต์คันคุ้นตาแล่นปราดเข้ามาจอดนิ่งสนิทใต้ต้นมะม่วงข้างรั้วอย่างเคย... มธุรดาก้าวลงจากรถ เธอสวมเสื้อเชิ้ตตัวหลวมสีครีมกับกางเกงผ้าโทนอ่อน ผมยาวรวบต่ำอย่างเรียบร้อย แต่ปลายผมบางส่วนปลิวหลุดออกมาข้างแก้ม ราวกับเธอรีบร้อนมาจนไม่ได้ใส่ใจตัวเองนัก
มธุรดาหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพผู้ชายสองคนยืนเผชิญหน้ากันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน...
“พี่หนึ่ง...” เสียงเรียกนั้นแผ่วพร่าราวกับเจ้าตัวเองก็ไม่คิดว่าเขาจะมาถึงที่นี่จริงๆ ... แต่ก็ใช่ว่าจะเกินคาด เลขาฯ ของเธอโทรมารายงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
นัธทวัฒน์คาดคั้นจนเลขาฯ ต้องยอมบอกว่าเจ้านายสาวตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน... อันที่จริงเธอเดินทางมาถึงอำเภอบ้านไร่ตั้งแต่เมื่อคืน แต่ตรงเข้าห้องพักที่รีสอร์ทเพื่อจัดการเอกสารหลายอย่างที่ค้างคาจากการประชุม กว่าจะได้นอนก็ค่อนสว่างเข้าไปแล้ว
นัธทวัฒน์หันมองเธอทันที และเพียงวินาทีแรกนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ว่ามธุรดา ต่างไป
ไม่ใช่เพราะเสื้อผ้า... ไม่ใช่เพราะทรงผม... ไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมตรงหน้า... แต่เป็นเพราะอะไรกันนะ
มธุรดาเดินตรงมา หยุดยืนข้างอนณโดยไม่รู้ตัว เงาของไหล่เธอทับซ้อนกับเงาของเขาบนพื้นดินเพียงชั่วครู่ ก่อนเธอจะเหมือนรู้สึกตัวแล้วขยับถอยออกนิดหนึ่ง
“พี่หนึ่งมาที่นี่ทำไมคะ” เธอถาม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำถามนี้ฟังดูไม่ยุติธรรมกับคนตรงหน้าเพียงใด
นัธทวัฒน์มองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างสุภาพเป็นปกติวิสัย “พี่ควรถามมากกว่า... ว่าม่อนมาทำอะไรที่นี่”
คำว่า ม่อน ครั้งนี้นุ่มกว่าเดิม แต่กลับทำให้บรรยากาศหนักขึ้นทันที
อนณยืนนิ่ง ไม่ขยับ ไม่พูด ทว่าสายตาคมเข้มของเขาไม่เคยละจากใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนแม้แต่วินาทีเดียว
มธุรดาหลุบตาลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิดที่ตีขึ้นมาจุกแน่นในอก...
นัธทวัฒน์ไม่ใช่คนรักที่เธอหลงใหล แต่เขาไม่เคยทำร้ายเธอ ไม่เคยบีบคั้น ไม่เคยกดดันด้วยอำนาจหรือถ้อยคำ... เขาเป็นเพียงผู้ชายที่สุภาพเกินกว่าจะถูกตอบแทนด้วยความคลุมเครืออย่างที่เธอกำลังทำอยู่
อนณมองทุกอย่างเงียบๆ ด้วยความหงุดหงิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นชั้นๆ เขาไม่ชอบความนุ่มนวลแบบผู้ชายคนนี้ ไม่ชอบท่าทีสุภาพทุกกระเบียดของอีกฝ่าย ไม่ชอบที่ผู้ชายคนนั้นเรียกชื่อเล่นมธุรดาอย่างคุ้นเคย และยิ่งไม่ชอบที่สุดเมื่อเห็นประกายแห่งความรู้สึกผิดบนใบหน้าของเธอทุกครั้งที่หันไปมองคู่หมั้น
มันเหมือนเขาถูกผลักออกไปอยู่ข้างนอกทันที เหมือนทุกอย่างที่บ้านไร่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมานั้น เป็นแค่โลกชั่วคราวที่พร้อมจะถูกดึงกลับไปสู่ที่เดิมได้ทุกเมื่อ
“คุณจะยืนตากแดดคุยกันแบบนี้อีกนานไหม” เสียงของเขาดังขึ้น เรียบแต่กระด้างกว่าปกติ “ถ้าจะเข้าบ้านก็เชิญ”
จบประโยคเขาเดินนำหน้าไป... ไม่สนใครทั้งนั้น...
.
.
.
สามคนเดินขึ้นเรือนพร้อมกันในสถานการณ์อันแปลกอย่างประหลาด
น้าบังอรที่กำลังง่วนอยู่ในห้องเด็กต้องชะโงกหน้าออกมาดูแล้วร้องขึ้น “คุณ... กลับมาแล้วหรือจ๊ะ” เมื่อเห็นว่ามธุรดาไม่ได้มาลำพัง แต่มีชายหนุ่มหน้าใหม่เดินขึ้นบันไดมาด้วย แกก็ร้องแปลกใจ “อ้าว... แขกหรือจ๊ะ”
มธุรดาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนรีบบอก “เอ่อ... พี่หนึ่งค่ะ น้าอร”
น้าบังอรมีแววตาฉงนเพียงชั่วครู่ แต่ด้วยความเป็นคนอัธยาศัยดีจึงรีบยิ้มต้อนรับ “เชิญๆ จ้ะ เชิญนั่งก่อนนะ เดี๋ยวน้าไปยกน้ำมาให้”
“ไม่เป็นไรครับ รบกวนเปล่าๆ” ชายหนุ่มผู้มาใหม่กล่าวอย่างมีมารยาท
“โธ่ ไม่รบกวนหรอกคุณ” น้าบังอรหัวเราะ แล้วหันไปพูดกับมธุรดาอย่างดีใจ “คุณมาก็ดีแล้ว... นี่อคิณก็เพิ่งตื่น แต่น้าป้อนนมไปแล้วนะ ให้แกนอนเล่นไปงั้นเองแหละ... เดี๋ยวน้าลงไปดูในครัวก่อนว่ามีอะไรพอจะทำมื้อเย็นได้บ้าง วันนี้บ้านเรามีแขกมาเพิ่มน้าว่าทำกับข้าวพิเศษหน่อยดีกว่านะ เอ้” ประโยคสุดท้ายน้าบังอรหันไปพูดกับอนณ โดยไม่รอฟังคำตอบแกก็เดินตัวปลิวลงบันไดหายเข้าไปในครัวทันที
อาจเพราะเสียงพูดของหลายคนทำให้เด็กน้อยในเปลเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ แต่เพียงเท่านั้นคนที่ขยับก่อนใครก็คือมธุรดา... เธอก้าวเข้าไปในห้องเด็กแล้วอุ้มเอาขึ้นมากอดแนบอก
ผู้ชายสองคนนิ่งมองเป็นจุดเดียวกัน... แต่ต่างความรู้สึก...
นี่ไงล่ะ... คำตอบ... นัธทวัฒน์รู้แล้วว่าอะไรทำให้มธุรดาต่างไป
เธอไม่ได้ดูระวังตัวจัดจนแข็งทื่ออย่างที่คฤหาสน์... ไม่ได้มีสีหน้าเย็นชานิ่งสนิทแบบที่ใช้สวมเป็นเกราะเมื่ออยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
ตรงกันข้าม...
ผู้หญิงตรงหน้าเขาในตอนนี้ดูอ่อนลง นุ่มลง และ... มีชีวิตขึ้นอย่างน่าประหลาด... โดยเฉพาะเมื่อเธอก้มลงจัดผ้าห่มบนตัวเด็กน้อยในอ้อมแขน แววตาและปลายนิ้วของเธออ่อนโยนจนเขาไม่เคยเห็นมาก่อน... มันเป็นภาพที่สวยงามเกินไปและแทงใจเกินไปในเวลาเดียวกัน
มธุรดาอุ้มเด็กน้อยก้าวออกมาจากห้อง มองหน้าเขาแล้วยิ้ม “พี่หนึ่งมานั่งตรงนี้เถอะค่ะ...”
เธอเดินนำเขาไปนั่งที่มุมรับแขกซึ่งรับลมเย็นสบายตรงชานเรือน... เขารับคำแล้วตามไปนั่งลงข้างเธอ แต่ดวงตาคู่นั้นยังจับอยู่ที่เด็กในอ้อมแขนของมธุรดาอย่างสนใจ
“น้องคิณเพิ่งตื่นแล้วก็เพิ่งกินนมเสร็จ อีกนานกว่าจะยอมหลับอีก... นั่งกันตรงนี้นะคะ ลมเย็นดี”
เขาพยักหน้าอย่างรับฟัง ทว่าลึกลงไปใจกลับกระเพื่อมแปลกประหลาด
น้องคิณ... เธอเรียกเด็กคนนี้อย่างสนิทปากเกินไป อุ้มอย่างแนบแน่นเกินไป และนั่งอยู่ในบ้านนี้อย่างกลมกลืนเกินไป
มธุรดาอุ้มอคิณพลางโยกตัวเบาๆ เด็กน้อยขยับตัวนิดหนึ่งซุกหน้ากับอกเธอแล้วก็เงียบ... นัธทวัฒน์มองภาพนั้นโดยไม่ละสายตา... และนั่นเองที่ทำให้เขารู้สึกหน่วงในอกอย่างแปลกประหลาด... เธอดูเหมาะกับที่นี่เกินไป
อนณยืนอยู่ไม่ไกล ข่มตัวเองไม่ให้หันไปมองสีหน้าของผู้ชายอีกคน แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้
เขาเห็นแววตาของนัธทวัฒน์ในวินาทีที่มองมธุรดา แล้วความรู้สึกไม่ชอบใจบางอย่างก็ขยับแรงขึ้นอีกระดับ... ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายดูถูกบ้านไร่... ไม่ใช่เพราะท่าทีโอหังหรือเหยียดหยามใดๆ
ตรงกันข้าม... ผู้ชายคนนี้สุภาพและวางตัวดีเสียจนไม่มีช่องให้เขาหาเรื่องได้เลย แต่ก็เพราะอย่างนั้นแหละมันจึงน่าหงุดหงิดยิ่งกว่า
“ในฐานะเจ้าของบ้าน...” อนณพูดเนิบช้าราวกับกำลังประกาศอาณาเขต “มธุรดา... คุณกับคู่หมั้นของคุณต้องการให้ผมทำอะไรไหม”
มธุรดาหันมองเขาทันที สีหน้าเธอราวกับว่าเพิ่งเห็นว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นด้วย และนั่นทำให้อนณร้อนวูบวาบขึ้นมา
“คุณอนณ…”
ชื่อของเขาถูกเรียกผ่านชายหนุ่มผู้มาเยือน... อนณแปลกใจ จำได้ว่าเขาไม่เคยแนะนำตัวให้คนผู้นี้รู้จัก
นัธทวัฒน์ลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดยืนใกล้ เว้นระยะห่างอย่างรักษามารยาท “ผมไม่ได้มาเพื่อรบกวนอะไรคุณ ผมเพียงเป็นห่วงคู่หมั้นของผม... เธอหายไปจากกรุงเทพฯ บ่อยเกินไป จนหลายคนเริ่มถามหา”
คำว่า หลายคน ที่ถูกวางไว้อย่างพอดีนั้นมีน้ำหนักมากพอจะทำให้ใครก็ได้เข้าใจว่าโลกข้างนอกกำลังเริ่มสังเกต
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง... นัธทวัฒน์นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงคงเดิม “ถ้าไม่เป็นการรบกวนเจ้าของบ้านมากเกินไป... ผมขอคุยกับคู่หมั้นของผมตามลำพังสักครู่”
ในจังหวะที่บรรยากาศเริ่มตึงจนแทบหายใจไม่ออก เสียงใสกังวานคุ้นหูก็ดังขึ้นจากบันไดหน้าเรือน
“พี่เอ้ อยู่ไหม... หนิมเอายามาให้... อ้าว” คุณหมอสาวหยุดกึกเมื่อก้าวขึ้นมาถึงชานเรือน ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อยทันทีที่เห็นชายหนุ่มแปลกหน้าในชุดสุภาพยืนประจันหน้ากับพี่เอ้
น้าบังอรที่เพิ่งยกน้ำตามขึ้นมาเห็น แกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “มาอีกคนแล้วหมอหนิม แหม... วันนี้บ้านเราครึกครื้นแขกเยอะเชียว”
หมอหนิมไม่ได้ตอบในทันที เธอเอาแต่จ้องหนุ่มหน้าใหม่นิ่งอยู่หลายวินาที ราวกับสมองหยุดทำงานไปชั่วคราว ก่อนจะยิ้มกว้างโดยอัตโนมัติ ยิ้มแบบสดใสจนทั่วทั้งชานเรือนนี้สว่างวาบขึ้นอีกระดับ
“สวัสดีค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นดวงตาเป็นประกาย “รวินท์นิภาค่ะ หรือจะเรียกหนิมก็ได้”
นัธทวัฒน์ขยับตัวตามมารยาททันที “นัธทวัฒน์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
เพียงเท่านั้น แต่หมอหนิมรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นผิดจังหวะ... สุภาพ เสียงดี ยิ้มก็พอดี โอย... อะไรๆ ก็ดีไปหมด
หมอหนิมยิ้มหวานกว่าเดิม “คุณมาเยี่ยมน้องคิณเหรอคะ”
คนถูกถามนิ่งไปอึดใจแล้วตอบ “ครับ”
“ดีจัง” หมอหนิมฉีกยิ้มจนตาหยี “ที่นี่อากาศดีนะคะ ร้อนนิดหนึ่งแต่ไม่มีฝุ่นให้กังวล ถ้าคุณอยู่ถึงเย็น เดี๋ยวหนิมพาไปดูวิวตรงท้ายไร่ไหมคะ... สวยมาก คุณม่อนยังชอบเลย... จริงไหมคะคุณม่อน... ได้ไหมพี่เอ้... หนิมพาคุณเขาไปเดินเล่นดูวิวนะ... คุณไปนะคะ” เธอหันไปหันมา พูดกับคนนั้นที คนนี้ทีตามลำดับ
ประโยคเดียวรัวเร็วราวกับยิงกระสุนชุดยาวทำให้น้าบังอรหัวเราะจนตัวโยน... มธุรดามองหมอหนิมนิ่งอยู่อย่างไม่รู้จะพูดอะไร ส่วนอนณพ่นลมหายใจแรงราวกับอยากโยนหมอสาวลงจากเรือนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
นัธทวัฒน์ชะงักไปเสี้ยวหนึ่งกับความตรงไปตรงมานั้น แล้วตอบอย่างประหยัดคำ “ขอบคุณครับ”
หมอหนิมทำตาเป็นประกาย “แปลว่าตกลงนะคะ”
“หนิม” อนณเรียกอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงต่ำลึกกว่าเดิมอย่างอดรนทนไม่ไหว “แกมาทำอะไรที่นี่กันแน่”
“เอายามาให้หลานสิพี่” คุณหมอพูดพลางยื่นถุงยาให้เขา แต่สายตากลับยังไม่ละจากนัธทวัฒน์ไปไหน “แล้วก็... อาจจะมาทำความรู้จักกับคุณคนใหม่ด้วย”
นัธทวัฒน์ยืนฟังอยู่เงียบๆ ใบหน้านั้นไม่แสดงอาการใดชัดเจน แต่ลึกลงไปกลับรู้สึกทั้งขบขันและปวดหัวอย่างประหลาด เขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่มองเขาตรงๆ และพูดทุกอย่างออกมาตามใจคิดแบบนี้มาก่อน
ต่างจากมธุรดาโดยสิ้นเชิงและนั่นเองที่ทำให้เขาเผลอหันไปมองคู่หมั้นอีกครั้ง
มธุรดากำลังก้มจัดชายผ้าห่มให้อคิณด้วยสีหน้าเรียบสงบเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่เขารู้จักเธอดีเกินกว่าจะไม่เห็นว่าปลายนิ้วของเธอเกร็งขึ้นเล็กน้อย
... เธอกำลังอึดอัดและกำลังรู้สึกผิด...
เพราะอะไร... เพราะหมอหนิมกำลังแสดงความสนใจเขาต่อหน้า หรือเพราะเธอกำลังอุ้มเด็กคนนี้... ในบ้านหลังนี้... เคียงข้างผู้ชายอีกคน... ต่อหน้าคู่หมั้นของตัวเอง...
ดูเหมือนคำตอบนั้นเริ่มกดทับลงในใจเขาช้าๆ ...
หลังจากนั้นบรรยากาศก็ค่อยๆ คลายลงเพราะหมอหนิมยังคงพูดไม่หยุด น้าบังอรผสมโรงเป็นระยะ ส่วนอคิณแสดงอาการตื่นเสียง แล้วร้องงอแงเล็กน้อยจนมธุรดาต้องอุ้มเดินไปเดินมาอยู่นอกชานนั่นเอง... นัธทวัฒน์เฝ้ามองภาพนั้นเงียบๆ ... ยิ่งมอง เขายิ่งแน่ใจ...
มธุรดาที่นี่... ไม่เหมือนมธุรดาที่กรุงเทพฯ...
คฤหาสน์ฐิระบริบูรณ์เวช... มธุรดาเป็นผู้หญิงที่สงบ เรียบร้อย ควบคุมตัวเอง และแทบไม่เผยอะไรออกมานอกจากความสมบูรณ์แบบ
แต่มธุรดาในบ้านไร่แห่งนี้... กลับมีเลือดฝาด มีแววตา มีอารมณ์ และมีบางจังหวะที่เหมือนลืมตัวไปบ้าง... นั่นคือสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นและไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น... จนกระทั่งวันนี้
.
.
.
เย็นย่ำค่ำลงอย่างเชื่องช้า... หมอหนิมลากลับเพราะมีเวรกลางคืน น้าบังอรกำลังเตรียมกับข้าวมื้อเย็นอยู่ในครัว อนณกับคนงานยังไม่ละมือจากเจ้าเครื่องสูบน้ำจอมเกเรที่ปล้ำกันมาตั้งแต่เมื่อวาน... ตอนนี้บนเรือนจึงเหลือเพียงคู่หมั้นหนุ่มสาวและเด็กแรกเกิดอีกหนึ่งคน
นัธทวัฒน์ลุกขึ้นยืน แล้วเรียก “ม่อน...”
มธุรดาที่กำลังหยอกเอินเด็กน้อยอยู่ชะงักนิดหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้น “คะ”
“พี่ขอคุยด้วยหน่อย”
เธอเม้มปากเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงความหนักของเสียงนั้น ก่อนพยักหน้าเบาๆ “ค่ะ”
หญิงสาวอุ้มอคิณกลับเข้าในห้องแล้ววางลงในเปล ก่อนเดินตามเขาออกไปยังชานเรือนอีกด้านหนึ่ง ตรงมุมที่ลมเย็นจากท้องทุ่งเริ่มพัดโชยเข้ามา แสงสีส้มสุดท้ายของวันทอดผ่านช่องไม้เป็นลายยาวบนพื้น
ทั้งสองยืนหันหน้าเข้าหากันเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง... มธุรดาเป็นฝ่ายหลบตาก่อน
“เด็กคนนั้น...” นัธทวัฒน์เริ่มต้น เขาหยุดนิดหนึ่งเมื่อปรายตากลับไปมองที่ห้องเด็ก “ลูกของแพทใช่ไหม”
มธุรดาเงยขึ้นทันที “พี่รู้...”
เขาไม่ตอบ แต่ส่งคำถามกลับไป “นี่ใช่ไหม... เหตุผลที่ม่อนต้องมาอยู่ที่นี่”
เธอเงียบ... นั่นหมายถึงการยอมรับ
“ม่อนคิดจะบอกพี่เรื่องนี้ไหม”
เธอสบตาเขานิ่งนานแล้วตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ไม่ค่ะ”
“ม่อน...”
“ม่อนขอโทษนะคะ” เธอพูดออกมาเบากว่าที่ตั้งใจ “เรื่องนี้... ไม่ควรมีใครรู้เลยยิ่งดี”
“เพราะอย่างนั้นม่อนถึงต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงอยู่ที่นี่” เขาเสียงเข้มขึ้น แล้วกดให้ต่ำลงเมื่อรู้สึกตัว “ม่อนจะรับมือกับผู้ชายอย่างคุณอนณได้ยังไงนะ... เอาจริงๆ พี่มองไม่เห็นทางสักนิดเลยว่าเขาจะยอมยกเด็กคนนี้ให้กับฐิระบริบูรณ์เวชง่ายๆ ... ม่อน... พอเถอะ... กลับกรุงเทพฯ กับพี่”
เธอสั่นหน้าเร็ว ความรู้สึกหวาดหวั่นบางอย่างจุดวาบขึ้นกลางอก “ไม่ค่ะ... ไม่ได้... ม่อนยังกลับไม่ได้”
“ทำไมล่ะ ม่อน”
“คุณย่า...” เสียงเธองึมงำฟังแทบไม่ได้ยิน “คุณย่าต้องไม่พอใจ... คุณย่าจะโกรธ... ถ้าม่อนกลับไปโดยไม่มีเด็ก... คุณย่าจะโกรธม่อนมากแน่ๆ และ... และ...”
“ม่อนๆ ...” นัธทวัฒน์ขยับใกล้คู่หมั้น จับไหล่บอบบางเอาไว้จึงได้รู้ว่าเธอกำลังตัวสั่น “ม่อนใจเย็นๆ ...ใจเย็นๆ ก่อนม่อน”
มธุรดาผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่ก็ไม่วายสั่น เธอกอดตัวเอง ขณะที่เขายังจับไหล่เธอไว้ทั้งสองข้าง... นัธทวัฒน์มองหน้าเธอนิ่งๆ แล้วถามกลับอย่างแผ่วเบา “ม่อนกลัวคุณย่าขนาดนั้นเลยหรือ”
เธอเงียบ...
“เรื่องเด็ก... พี่จะช่วยพูดกับคุณย่าให้เอาไหม แล้วเราจะช่วยกันหาทางอื่น...”
“อย่าค่ะ” เธอปฏิเสธทันควัน “เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของม่อน... ม่อนต้องทำมันเอง... ม่อนต้องทำให้สำเร็จ... ม่อนต้องพิสูจน์ให้คุณย่าเห็น... ว่าม่อนยังคู่ควรกับฐิระบริบูรณ์เวช”
น้ำเสียงสั่นเครือและขาดห้วงของคู่หมั้นทำให้เขานิ่งอั้นไป... ยอมรับว่าตกใจเพราะไม่เคยเห็นมธุรดาเสียการควบคุมขนาดนี้มาก่อน
“แล้วม่อนคิดจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม”
“ยังไม่ทราบค่ะ...”
“ตอนนี้ม่อนพักที่ไหน”
“รีสอร์ทในอำเภอนี้แหละค่ะ... ไม่ไกลหรอก” มธุรดาเม้มปาก แล้วกอดตัวเองแน่นขึ้น เมื่อเขาพูดอีกว่า...
“ขอบคุณนะม่อนที่ยังเห็นแก่หน้าพี่” เขาพูดเรียบนิ่ง แต่ติดเย็นๆ ตรงปลายเสียง
หญิงสาวมองเขานิ่งอยู่ด้วยรู้ความหมายในประโยคนั้นเป็นอย่างดี “ม่อนไม่เคยลืมว่าตัวเองมีคู่หมั้นแล้ว”
เขาถอนหายใจยาวยืด แล้วกลับเข้าเรื่องเดิม “เรื่องเด็ก... พี่ไม่คิดว่าคุณอนณเขาจะยอมปล่อยมือจากหลานของเขาง่ายๆ หรอกนะ...”
“ม่อนจะไม่ยอมแพ้เขา”
“ยังไง” เขาถามทันควัน “ม่อนจะสู้กับเขาโดยการพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ แล้วทำตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็กเหมือนอย่างที่พี่เห็นวันนี้หรือ”
“ม่อนจะทำตามวิธีของม่อน”
“แล้วพี่ล่ะ” เสียงถามนั้นแหบโหยจนคนฟังรู้สึก “เราเป็นคู่หมั้นกันนะ... อีกไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องแต่งงานกัน... ม่อนรู้ใช่ไหม”
มธุรดาชะงัก...
“ม่อนคิดจะทำยังไงกับเรื่องของเรา...”
“พี่หนึ่ง...” มธุรดาหยุดไปเพราะหาคำที่เหมาะสมไม่พบ
เขาหลุบตาลงเล็กน้อยแล้วยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่อ่อนล้าและเศร้า “พี่ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเอาเรื่องหรือคาดคั้นอะไรม่อนหรอกนะ”
เธอเงยหน้าขึ้นมอง... เขาสบตาเธอนิ่งตรงเป็นครั้งแรกนับแต่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ “พี่แค่อยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าม่อนเป็นยังไงบ้าง”
ความเงียบแผ่กว้างอีกครั้ง เสียงอคิณอ้อแอ้เบาๆ ดังมาจากข้างในห้องนอนที่เปิดประตูเอาไว้ และเสียงคนเลิกจากงานไร่งานสวนลอยมาแต่ไกลเป็นระยะๆ
นัธทวัฒน์มองใบหน้าของเธอเนิ่นนาน ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมาช้าชัดและสุภาพทุกถ้อยคำ แต่กลับคมเสียจนมธุรดารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างบาดลึกลงกลางใจ
“แล้วพี่ก็เห็น...” เขาเว้นนิดหนึ่ง ดวงตายังไม่ละจากใบหน้าเธอ “ที่นี่... ม่อนดูมีความสุขดี”
ประโยคนั้นเบา สุภาพ ไม่มีคำกล่าวหา ไม่มีน้ำเสียงประชดประชัน แต่กลับแทงทะลุทุกสิ่งที่เธอพยายามเก็บงำไว้ได้อย่างง่ายดาย
มธุรดานิ่งงันไปทั้งตัว เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่เขาพูดถูก หากเป็นเพราะลึกลงไป... เธอเองก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าเขาพูดถูกจริงๆ
... ใต้ถุนเรือนด้านใน... พื้นที่ๆ ไม่มีใครมองเห็น...
อนณยืนนิ่งราวถูกตอกตรึง ขณะที่ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ หนักขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่... อันที่จริงเขาไม่มีเจตนาแอบฟังใคร แต่เพราะชื่อของเขาถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างคู่หมั้น... นั่นแหละทำให้เขาต้องหยุดเท้ายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นและได้ยินทุกถ้อยคำตั้งแต่ต้นจนจบ
*****