หลังจากวันที่นัธทวัฒน์มาถึงบ้านไร่... อะไรบางอย่างก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงแบบที่มองเห็นได้ชัดเจนอย่างโต๊ะขวดนมที่ถูกจัดเข้าที่ หรือผ้าอ้อมซึ่งพับเรียงเป็นระเบียบเหมือนเคย หากเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ในสีหน้าของคนสองคน ในจังหวะหยุดชะงักเวลาสายตาบังเอิญสบกัน และในความเงียบที่หนาแน่นขึ้นทุกครั้งเมื่อมีชื่อของ ใครอีกคน หลุดเข้ามาในบทสนทนา
มธุรดายังคงมาที่บ้านไร่ตามปกติ... เช้าเกือบสิบโมง รถคันเดิม กระเป๋าผ้าใบเดิม สีหน้าเรียบสงบเหมือนเดิมราวกับคนที่ควบคุมตัวเองได้ทุกอย่าง แต่คนที่เริ่มมองออกว่าเธอไม่ปกติ ไม่ใช่ใครอื่น... คืออนณ
เช้าวันนั้นเขายืนอยู่ตรงชานเรือน กำลังชงนมให้หลาน มือหยาบกร้านหมุนฝาขวดนมแน่นเกินพอดี ราวกับอารมณ์ทั้งหมดในอกไหลไปรวมอยู่ตรงปลายนิ้ว เขาได้ยินเสียงรถของเธอมาตั้งแต่ยังไม่เห็นตัว และน่ารำคาญที่สุดก็คือ... หัวใจเขากลับผ่อนลงเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
มธุรดาขึ้นมาบนเรือน วางกระเป๋าไว้ตรงมุมเดิม สายตากวาดมองข้าวของอย่างรวดเร็วราวเช็กทุกอย่างตามความเคยชิน ก่อนจะหยุดลงที่อคิณซึ่งกำลังนอนดิ้นอยู่บนเบาะนอนสำหรับเด็ก
“เมื่อคืนงอแงไหมคะ” เธอถามทั้งที่ยังไม่มองหน้าเขา
“ก็นิดหน่อย”
“คุณให้ยาหยอดตามเวลาหรือเปล่า”
อนณเหลือบตามองทันที “ผมยังจำได้อยู่”
มธุรดาพยักหน้าเบาๆ เหมือนไม่คิดจะต่อความ แต่เธอเพียงก้าวเข้าไปใช้หลังมือแตะหน้าผากอคิณ ตรวจผ้าอ้อม แล้วจัดหมอนข้างตัวเด็กให้เข้าที่โดยไม่พูดอะไรต่อ
ท่าทีสงบเย็นเช่นนั้นกลับทำให้เขาหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เพราะเขารู้สึกว่าเธอกำลังเย็นลงอย่างช้าๆ ราวกับเธอกำลังถอยห่าง ทั้งที่ร่างกายยังคงอยู่ในบ้านหลังนี้
“วันนี้คุณรีบหรือไง” เขาถามขึ้นในที่สุด
มธุรดาชะงักมือเพียงนิด ก่อนหันมามอง “คะ”
“ดูเหมือนคุณมีเรื่องต้องรีบไป”
เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งเหมือนชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ ก่อนตอบเรียบๆ “ตอนบ่ายฉันต้องกลับกรุงเทพฯ ค่ะ... มีเอกสารที่ต้องเซ็น”
เขาหัวเราะในลำคออย่างไม่รู้ตัวว่ากำลังประชด “ผู้หญิงคนเดียวขับรถเทียวไปเทียวมาแบบนี้ ดูท่าคู่หมั้นคุณคงเป็นห่วงพิลึก”
ทันทีที่คำว่า คู่หมั้น หลุดออกไป บรรยากาศในห้องก็เหมือนตึงขึ้นนิดหนึ่ง
มธุรดาก้มหน้าลงจัดชายผ้าบนตัวเด็กแทนที่จะรีบตอบ สีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่เขากลับเห็นชัดว่าปลายนิ้วของเธอเกร็งขึ้น
“พี่หนึ่งเขาก็ห่วงตามประสาคู่หมั้นนั่นแหละค่ะ” เธอตอบในที่สุด และเน้นคำว่าคู่หมั้นอย่างจงใจ
แค่ชื่อ พี่หนึ่ง จากปากเธอ ก็ทำให้บางอย่างในอกเขาแข็งขึ้นมาทันที...
อนณไม่ชอบเลยที่ผู้หญิงคนนี้มีโลกอีกใบหนึ่งอยู่ข้างนอกบ้านหลังนี้... โลกที่มีผู้ชายคนนั้นยืนอยู่... โลกที่เขาไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
เขารู้สึกรำคาญตัวเองจึงเลือกหันหลังให้ เดินออกไปที่ชานเรือน และสบถกับตัวเองอยู่ในใจว่าเขาไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะไม่พอใจกับเรื่องนี้... ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว
.
.
.
เป็นเวลาจวนเที่ยงวันเดียวกันนั้น... หมอหนิมมาถึงบ้านไร่พร้อมตะกร้ายาเล็กๆ และรอยยิ้มสดใสเช่นเดิม
“พี่เอ้ หนิมเอายาแก้ผื่นผ้าอ้อมมาฝากน้องคิณ” เสียงพูดเธอดังมาก่อนตัวอย่างเคย “สวัสดีค่ะ คุณม่อน”
เสียงทักทายไหลเรื่อยมาถึงเธอ... มธุรดาตอบกลับไปเบาๆ พร้อมรอยยิ้มอย่างรักษามารยาทเหมือนเคย... เธอที่นั่งอยู่ข้างเบาะเด็กหันมามองทั้งสองคนเงียบๆ ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงเห็นคุณหมอสาวลากเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้อนณอย่างคุ้นเคยเท่านั้น หัวใจของเธอก็สะดุดไหววูบวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
หมอหนิมเป็นคนสดใส พูดเก่ง คล่องแคล่ว และอยู่กับอนณได้อย่างเป็นธรรมชาติ เธอแตะแขนเขาตอนอธิบายเรื่องยา ดุเขาเวลาทำหน้าบึ้ง แย่งขวดน้ำจากมือเขาไปเปิดเองอย่างคนคุ้นเคย
ทั้งหมดนั้น... สำหรับคนอื่นอาจเป็นเพียงความสนิทระหว่างเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่สำหรับมธุรดาแล้ว ไม่รู้เพราะอะไรเธอกลับรู้สึกว่ามันใกล้เกินไป... ใกล้จนเธอไม่อยากมอง
“คุณม่อนคะ” หมอหนิมหันมายิ้มให้ “คุณนัธทวัฒน์ไม่มาด้วยเหรอคะ”
มธุรดาชะงักเล็กน้อย “ไม่ค่ะ”
“แหม... เสียดายจัง” หมอหนิมพูดด้วยสีหน้าจริงใจเกินไป “หนิมยังอยากเจออีก”
ประโยคนั้นทำให้มธุรดามองหมอหนิมอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลบางอย่างแต่ในที่สุดก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะภาพที่เธอเห็นตรงหน้าในตอนนั้นกลับพาให้คิดไปอีกทาง
หมอหนิมกำลังนั่งใกล้อนณ... พูดกับอนณ... หัวเราะใส่อนณ
แล้วมธุรดาก็สรุปเอาเองว่า... หมอหนิมเธอคงชอบเขา และเขาเองก็คง... ชอบหมอหนิมเหมือนกัน
ความคิดนั้นทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบจากข้างใน แล้วต่อจากนั้นมธุรดาก็เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด
อนณเองก็สังเกตเห็น... จากเดิมที่มธุรดายังมีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาเรื่องเด็ก... ยังมีบทสนทนาสั้นๆ ระหว่างล้างขวดนม หรืออย่างน้อยก็เถียงเขากลับเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน
แต่พอหมอหนิมอยู่ตรงนั้น มธุรดากลับถอยไปอยู่มุมเงียบๆ ของตัวเองแทน... เธออุ้มอคิณ เช็ดตัวให้... จัดผ้าอ้อม... ทำทุกอย่างเหมือนเดิม... เพียงแต่เธอไม่มองหน้าเขาอีกเลย
.
.
.
สองวันต่อมา... บ้านไร่กลับครึกครื้นผิดปกติอีกครั้งเมื่อนัธทวัฒน์มาถึงในช่วงสาย
เขาไม่ได้มาคนเดียว... มีคนขับรถ มีผู้ติดตามอีกหนึ่งคน และกระเช้าผลไม้สดที่ดูจะถูกจัดมาอย่างดีวางอยู่ด้านหลังรถเรียบร้อย... ทุกอย่างเป็นระเบียบ งดงาม และเหมาะสม ตามแบบฉบับของคนที่เติบโตมาในโลกอีกใบ
อนณยืนอยู่ตรงชานเรือนตอนเห็นรถคันนั้นเลี้ยวเข้ามา มือที่กำลังล้างขวดนมเด็กอยู่ถึงกับหยุดนิ่ง สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเพียงน้อยนิด แต่ความเข้มในดวงตากลับชัดขึ้นทันที
มธุรดาซึ่งกำลังอุ้มอคิณอยู่ตรงมุมรับลม เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรถ แล้วความรู้สึกผิดที่คุ้นเคยก็แล่นเข้ามาทันทีจนแน่นอก
นัธทวัฒน์ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสุขุม เสื้อเชิ้ตสีอ่อนพับแขนขึ้นเล็กน้อยพอดี ดูผ่อนคลายกว่าครั้งก่อนนิดหน่อย แต่ยังเต็มไปด้วยความสุภาพเรียบหรูที่บ้านไร่แห่งนี้ไม่มีวันกลืนได้หมด
เขายกมือไหว้น้าบังอรที่กระเตงลูกชายขึ้นเอวทั้งรีบเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม แล้วหันมาสบตากับอนณ... ผู้ชายสองคนไม่พูดอะไรกันในทันที แต่บรรยากาศกลับตึงจนแม้แต่นกกระจอกที่เกาะอยู่บนราวรั้วยังบินหนีไปเอง
“สวัสดีครับ” ผู้เป็นแขกเอ่ยขึ้นก่อน
อนณพยักหน้ารับเพียงนิด ไม่พูดคำว่าสวัสดีกลับไป
มธุรดารู้สึกอยากหายไปจากตรงนั้นเหลือเกิน อคิณในอ้อมแขนกำลังขยับตัวตื่นและปลายนิ้วเล็กๆ กำเสื้อเธอแน่นเหมือนกลัวถูกปล่อย
แพทย์หญิงรวินท์นิภามาถึงจังหวะเดียวกันอย่างเหลือเชื่อที่สุด... คุณหมอสาวก้าวขึ้นเรือนมาพร้อมถุงยากับกล่องขนมเล็กอีกสองสามกล่อง พอเห็นนัธทวัฒน์ยืนอยู่กลางชานก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“คุณนัธทวัฒน์!” เธอเรียกชื่อเขาอย่างยินดีเกินเหตุ จนทุกคนหันมามองพร้อมกันหมด “บังเอิญจังเลยนะคะ”
เจ้าของชื่อหันไปมองแล้วยิ้มสุภาพ “สวัสดีครับคุณหมอ”
แค่รอยยิ้มเล็กๆ ก็ทำให้หมอหนิมยิ้มกว้างขึ้นอีกหลายเท่าตัว “ดีใจจังค่ะ... ได้เจอกันอีกแล้ว”
อนณกลอกตาอย่างไม่คิดจะปิดบังความรำคาญ... ขณะที่มธุรดามองภาพนั้นเงียบๆ แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกหน่วงแปลกๆ กลางอก
หมอหนิมยังคงสดใสไม่รู้เรื่องรู้ราว... นัธทวัฒน์เองก็ถามและตอบตามมารยาทอันเป็นไปตามพื้นนิสัยเดิมของเขา... ทุกอย่างควรเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไม... มธุรดากลับมองออกมาเป็นอีกอย่าง
เธอหันไปมองอนณในจังหวะที่หมอหนิมขยับเข้าไปยืนใกล้เขาเพื่อยื่นถุงยาให้ แล้วภาพนั้นก็ทำให้เธอเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว
นัธทวัฒน์มองเห็นทุกอย่าง... ไม่ได้ตีความเข้าข้างตัวเอง ไม่ได้รีบด่วนสรุปอะไร แต่เขาเห็นชัดว่าทั้งอนณและมธุรดากำลังตอบสนองต่อกันด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่มีใครยอมเรียกชื่อ
“คุณม่อนคะ” หมอหนิมเรียกเสียงใส “เดี๋ยวหนิมอุ้มน้องคิณให้ไหมคะ... คุณจะได้พัก”
มธุรดาส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ”
คำปฏิเสธนั้นสุภาพแต่สั้น... สั้นจนหมอหนิมชะงักไปนิดหนึ่ง
อนณจับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันที เธอกำลังเย็นใส่หมอหนิม ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
นัธทวัฒน์เป็นฝ่ายขยับออกจากวงสนทนาอย่างมีมารยาท เดินไปหยุดตรงราวระเบียงไม้ มองพื้นที่สีเขียวสดของเรือกสวนไร่นาเบื้องหน้าแล้วพูดลอยๆ เหมือนเปิดทางให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
“ที่นี่อากาศดีจริงๆ นะครับ”
น้าบังอรรีบรับคำทันที “ดีสิคุณ บ้านนี้ลมดีตลอด แถมตอนเย็นพระอาทิตย์ตกสวยมาก ถ้าอยู่นานอีกหน่อยจะได้เห็น”
“อย่างนั้นเหรอครับ”
หมอหนิมฉวยจังหวะนั้นพุ่งเข้าไปยืนข้างเขาทันที “งั้นอย่าเพิ่งรีบกลับนะคะ เดี๋ยวเย็นๆ หนิมพาไปดูตรงท้ายไร่... มาคราวที่แล้วยังไม่ได้พาไปดูเลยนี่คะ”
คำพูดนั้นทำให้อนณหันไปมองอย่างหงุดหงิด ขณะเดียวกันมธุรดากลับนิ่งลงอย่างประหลาด
เธอควรจะสบายใจสิ... ในเมื่อหมอหนิมชอบพี่หนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ แต่ทำไมเธอกลับยังอึดอัดทุกครั้งเวลาเห็นหมอหนิมอยู่ใกล้อนณอยู่ดี... ความคิดตีกันจนใจเธอหน่วงไปหมด
และในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังเงียบตึงอยู่นั้นเอง อคิณในอ้อมแขนของเธอก็ร้องขึ้นมากลางวง... ไม่ใช่เสียงร้องเบาๆ แบบงอแงธรรมดา แต่เป็นเสียงร้องจ้าจนทุกคนสะดุ้งหันมาพร้อมกัน
มธุรดารีบโยกตัวเด็กทันที “น้องคิณ... ไม่ร้องนะคะ”
อนณก้าวเข้ามาอย่างเร็ว “เขาเป็นอะไร”
“ฉันไม่รู้... เมื่อกี้ยังดีอยู่เลย”
หมอหนิมเข้ามาใกล้แล้วแตะเท้าเด็กเบาๆ “มือเย็นไหมคะ หรือว่าแน่นท้อง”
นัธทวัฒน์ที่อยู่ไม่ห่างนักขยับเข้ามาอีกคนโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นบ้านทั้งหลังที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยกระแสตึงเครียด กลับถูกบังคับให้หันมาสนใจเด็กคนเดียวพร้อมกัน
มธุรดาอุ้มเด็ก... อนณรีบหยิบผ้าอ้อม... หมอหนิมก้มดูท้องเด็ก... นัธทวัฒน์เป็นคนเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วดึงหมอนมาให้รองแขนคุณหมอไว้... ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครคิดถึงสถานะของตัวเอง... ทุกคนขยับเข้าหากันด้วยสัญชาตญาณเดียวกันคือทำให้เด็กร้องน้อยลงให้เร็วที่สุด
“ขวดนมอยู่ไหน” มธุรดาถาม
“เดี๋ยวผมเอามา” อนณตอบทันที ก่อนหมุนตัวไปหยิบ
“รอดูท้องก่อนค่ะ” หมอหนิมขัด “ถ้าเพิ่งกินนมไป ไม่น่าหิวเร็วขนาดนี้”
“แล้วเขาเป็นอะไร” อนณถามเสียงเครียด
“ใจเย็นก่อนสิพี่” หมอหนิมว่า พลางลูบท้องเด็ก “น่าจะมีลมค้าง”
มธุรดาปรับท่าอุ้มทันทีอย่างคล่องมือ เธอวางเด็กพาดบ่าแล้วลูบหลังเบาๆ ตามจังหวะ... อนณยืนชิด... ใกล้จนเธอได้กลิ่นดิน กลิ่นแดด และกลิ่นผู้ชายเต็มตัวอย่างชัดเจน
นัธทวัฒน์มองภาพนั้นเงียบๆ ... และเริ่มรู้สึกถึงคำเตือนเล็กๆ บางอย่างในใจเป็นครั้งแรก... ยังไม่ถึงกับหึงหวง แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรเลย
ในที่สุดอคิณก็เรอออกมาครั้งหนึ่ง แล้วเสียงร้องก็ค่อยเบาลง เด็กน้อยยังสะอื้นอยู่บ้างแต่ไม่ดิ้นแรงเหมือนเดิม... มธุรดาถอนหายใจออกมา ขณะอนณยกมือเช็ดเหงื่อที่หน้าผากตัวเอง
หมอหนิมหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก “โอย... ทำเอาตกใจหมด”
น้าบังอรที่ยืนลุ้นอยู่ด้านหลังพึมพำเสียง “ดูสิ... อย่างกับพ่อแม่มือใหม่ช่วยกันเลี้ยงลูก”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสี่คนชะงักพร้อมกัน... ไม่มีใครเงยหน้ามองใครในทันที แต่ความหมายของมันแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่แคบๆ บนเรือนอย่างรวดเร็ว
มธุรดารู้สึกเหมือนใบหูตัวเองร้อนขึ้น... อนณยืนนิ่ง หน้าเข้มกว่าเดิม... หมอหนิมกะพริบตาปริบๆ ก่อนหลุดหัวเราะแก้เก้อ ส่วนนัธทวัฒน์... เพียงยิ้มจางๆ ... จางมากจนแทบมองไม่เห็น
หมอหนิมยังพยายามพูดให้ทุกอย่างเบาลง... นัธทวัฒน์ยังคงสุภาพและคุมตัวเองดีเหมือนเดิม... มธุรดาอุ้มอคิณต่อโดยไม่ค่อยพูด และอนณ... ยิ่งเงียบ ยิ่งดูอันตราย
จนกระทั่งบ่ายแก่... นัธทวัฒน์ขอตัวกลับกรุงเทพฯ หมอหนิมเองก็มีเวรค่ำที่โรงพยาบาล น้าบังอรลงไปเก็บผ้าที่ตากไว้ข้างล่าง เหลือเพียงความเงียบอีกครั้งระหว่างคนสองคนกับเด็กน้อยที่เพิ่งหลับไปในอ้อมแขนของเธอ
ลมบ่ายพัดชายผ้าม่านไหวแผ่วเบา... มธุรดาวางอคิณลงในเปลอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปเก็บขวดนมกับผ้าอ้อมใช้แล้วโดยไม่คิดจะพูดอะไร
อนณยืนมองเธออยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ควร เขามองมือเรียวคู่นั้น มองแผ่นหลังบาง มองท่าทีสงบเกินไปของเธอ และยิ่งมอง ความหงุดหงิดในอกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างไร้ทางออก
เพราะตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าเธอกำลังถอย... ถอยอย่างเงียบๆ จนเขาทนไม่ไหว
“มธุรดา”
เธอชะงักเล็กน้อย แล้วหันมามอง “คะ”
อนณก้าวเข้าไปใกล้ทีละนิดจนเหลือระยะไม่มากนัก แววตาคมเข้มของเขาจับอยู่บนใบหน้าเธอแน่นเหมือนต้องการคำตอบจากทุกสิ่งที่เธอพยายามซ่อน
“คุณกำลังทำอะไรอยู่กันแน่” คำถามนั้นออกมาช้าชัดและหนักกว่าทุกครั้ง มันไม่ได้หมายถึงเรื่องเด็กอย่างเดียวอีกแล้ว
มธุรดานิ่งค้างไปทั้งตัว เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะรู้ดีว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ถามเพียงว่าเธอมาที่นี่ทำไม ไม่ได้ถามเพียงว่าเธอต้องการตัวอคิณหรือไม่
เขากำลังถามถึงทุกอย่าง ถามถึงสายตาที่เธอหลบ ถามถึงความเย็นที่เธอสร้างขึ้น ถามถึงการยืนอยู่ตรงนี้ทั้งที่มีคู่หมั้น ถามถึงสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา... สิ่งที่ไม่มีใครมีสิทธิ์เรียกชื่อมัน
มธุรดาเม้มปากแน่น แล้วตอบเขาได้เพียงประโยคเดียวเท่านั้น “ฉันเอง... ก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
และในความเงียบหลังจากนั้นไม่มีใครกล้าพอจะโกหกตัวเองได้อีกเลย ว่าความรู้สึกบางอย่างไม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
.
.
.
เช้าของอีกวันเริ่มต้นอย่างผิดปกติ... ฝนไม่ได้ตก แต่ท้องฟ้าเหนือบ้านไร่กลับหม่นมัวราวกับอากาศกำลังเก็บซ่อนบางอย่างเอาไว้ ลมเช้าพัดเอาความชื้นเย็นจากทุ่งหญ้าเข้ามาแตะผิวเรือนจนไม้สักส่งกลิ่นอับอ่อนๆ คล้ายคืนฝนผ่านพ้นไปไม่นาน
อนณตื่นขึ้นเพราะเสียงครางแผ่วผิดจังหวะของอคิณ ไม่ใช่เสียงร้องงอแงตามประสาเด็กแรกเกิด ไม่ใช่เสียงสะอื้นเพราะหิวหรือผ้าอ้อมเปียก แต่เป็นเสียงแผ่วเบาเหมือนคนตัวเล็กกำลังฝืนความไม่สบายบางอย่างอยู่ในร่างกาย
เขาลืมตาขึ้นทันที ความงัวเงียจางหายไปในเสี้ยววินาที ร่างสูงผุดลุกจากฟูกบางที่ปูนอนไว้ข้างเปลเด็กแล้วก้มมองหลานน้อย... อคิณเบ้หน้า ตัวแดงนิดๆ เปลือกตาปรือลงเหมือนอยากหลับแต่กลับหลับไม่ลง มือเล็กขยำผ้าห่มแน่น แล้วในครู่ถัดมาก็ร้องออกมาเสียงดังลั่น
“คิณ... เป็นอะไรลูก... เป็นอะไร”
อนณพึมพำเสียงพลางช้อนตัวเด็กขึ้นแนบอกอย่างไม่รอช้า แขนข้างหนึ่งประคองศีรษะเล็กๆ อีกข้างลูบหลังอย่างไม่คล่องนักแต่พยายามเต็มที่ เขาก้มลงแตะหน้าผากอคิณแล้วหัวใจก็สะดุดวูบ
ตัวร้อน... ไม่มากนักแต่ก็ร้อนผิดปกติจนเขารู้ได้ทันที เด็กในอ้อมแขนเริ่มร้องแรงขึ้นอีก เขาดิ้นไปมาราวกับไม่สบายตัว ลมหายใจถี่สั้นจนคนอุ้มหน้าเสีย
“โอย... อคิณ... เป็นอะไรไปเนี่ย... อย่าทำให้ลุงใจเสียนะไอ้หลานรัก” เขาพึมพำ พลางอุ้มหลานเดินวนไปวนมาราวหนูติดจั่น “เอาไงดีวะ...ไปโรงบาลกันไหมคิณ” เขามองหน้าหลานพลางกัดฟันแน่น เขาไม่ชอบความลังเลเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวกับเด็กคนเดียวที่เหลือเป็นร่องรอยของอลิสา
ตัวร้อน... งั้นเช็ดตัวก่อน... เขาหารือกับตัวเอง ก่อนอุ้มเด็กกลับเข้าห้อง แล้วความจริงอันน่าหงุดหงิดก็โผล่ขึ้นมาในหัวทันที
ผ้าอ้อมอยู่ตรงไหน น้ำต้มสุกที่ปล่อยให้อุ่นพอดีเก็บไว้ตรงไหน ยาลดไข้เด็กอยู่มุมไหนของตะกร้า
เขาพอจะจำได้... แต่ไม่ทั้งหมด
ชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าตัวเองยังไม่ทันอนุญาต
มธุรดา... เขากัดกรามแน่นกว่าเดิม ฟ้ายังไม่สางดีด้วยซ้ำ แต่ปลายนิ้วของเขากลับเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ก่อนสมองจะทันสั่งการเสียอีก
เสียงสัญญาณดังอยู่ไม่นาน ปลายสายก็รับ...
“ค่ะ”
น้ำเสียงนั้นยังเป็นแบบเดิม เรียบ สงบ และตื่นตัวพร้อมกันในคราวเดียว ราวกับเธอไม่ใช่คนที่เพิ่งถูกปลุกแต่เช้า
“อคิณมีไข้” อนณพูดทันที ไม่มีคำนำ ไม่มีอ้อมค้อม
ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยวอึดใจ แล้วน้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนทันที
“ไข้สูงไหมคะ”
“ไม่รู้ แต่ตัวร้อน ร้องไม่หยุด”
“เช็ดตัวหรือยังคะ”
“กำลังจะทำ”
“ผ้าอ้อมอยู่ในตะกร้าสีครีมตรงโต๊ะหัวเตียง น้ำต้มสุกอยู่ในกระติกเล็กข้างเปล ยาลดไข้เด็กอยู่ในช่องซิปกระเป๋าผ้าของฉันค่ะ... คุณเปิดดูจะเจอ”
อนณนิ่งไปนิดหนึ่งเพราะทุกอย่างตรงเป๊ะเกินไป
แม้เธอจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่กลับรู้ว่าของแต่ละอย่างวางอยู่ตรงไหนราวกับยังยืนอยู่ในห้องเดียวกัน
“คุณฟังฉันนะคะ” เสียงเธอต่ำลงจริงจังขึ้น “อย่าเพิ่งตื่นตกใจ เช็ดตัวก่อน วัดไข้แล้วบอกฉัน ถ้าอาเจียนหรือหายใจแปลกค่อยพาไปโรงพยาบาลทันที... ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
คำสุดท้ายทำให้หัวใจเขากระตุกวาบอย่างน่าหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะแปลกใจ แต่เพราะลึกลงไป เขาคาดหวังคำนี้อยู่ก่อนแล้ว
“รีบมา” เขาพูดเสียงต่ำ ก่อนจะตัดสายไปโดยไม่ทันรู้ตัวว่าประโยคนั้นฟังคล้ายอะไร
*****