เสียงฝนตกกระทบหลังคาโรงพยาบาลดังระรัวราวฟ้ารั่วเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ... กลิ่นยาฆ่าเชื้อและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในอาคารทำให้ผิวเย็นวาบ แต่มันไม่สามารถดับไฟที่เผาอยู่ในอกของเขาได้
อนณ ดลกานต์ ยืนพิงกำแพงเย็นเยียบ ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อเหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนจนมุม มือกำหมัดจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความหวังกับหายนะ... เสียงฝีเท้าของนายแพทย์ที่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเป็นเหมือนค้อนที่ทุบทุกความคาดหวัง
“คุณอนณ... ผมเสียใจด้วย เรา... ช่วยเธอไม่ได้”
คำว่า เธอ ตกลงกลางใจเหมือนฟ้าผ่า... ภาพรอยยิ้มสดใสของอลิสาน้องสาวคนเดียวแล่นวาบเข้ามา... เสียงหัวเราะของเธอในวัยเด็กซ้อนทับกับเสียงฝนข้างนอกอย่างโหดร้าย
หัวใจเขาบีบรัดแน่นและเหมือนจะหยุดเต้นในวินาทีเดียวกันกับที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกจากด้านใน เสียงนั้นควรเป็นข่าวดี... แต่สำหรับเขา มันคือการย้ำเตือนว่าชีวิตหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการสูญเสียที่ไม่มีวันทดแทน
เขาสูดลมหายใจลึกเพื่อกดความสั่นไหวในอก... ถามออกไปด้วยเสียงที่แทบไม่ผ่านลำคอ
“แล้วเด็ก...”
“ปลอดภัยครับ... สุขภาพแข็งแรงดี”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้โล่งใจ กลับเป็นเหมือนการเพิ่มภาระที่เขาไม่เคยเตรียมใจรับ เด็กที่ยังไม่ลืมตา... จะต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีแม่
อนณมองตามหลังนายแพทย์ไปทั้งไม่อยากเชื่อว่าในยุคสมัยนี้ยังมีผู้หญิงตายเพราะการคลอดลูก แต่อลิสาก็ยังไม่ทันได้เป็นหญิงสาวในความคิดของพี่ชายอย่างเขาเลย...
สิบเจ็ดปีเท่านั้น... อลิสายังเป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่นผู้มีชีวิตชีวาและอนาคตสดใส มีพร้อมทั้งความสวยงาม ความฉลาดหลักแหลมและทุกสิ่งที่พึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกยาวนาน... จนกระทั่งไอ้ผู้ชายคนนั้นก้าวเข้ามาในชีวิตของอลิสา
“คุณอนณ...”
เสียงเรียกชื่อทำให้เขาชะงัก ค่อยๆ หันไปมองอย่างเชื่องช้า เห็นเจ้าของเสียงนั้นยืนห่างออกไปเล็กน้อย... ผู้หญิงซึ่งน้อยคนนักจะมองข้ามไปได้ ใบหน้าโดดเด่น รูปร่างแบบบาง ทว่าสูงโปร่งแสนสง่า อยู่ในชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีดำสนิท ลำพังแค่เนื้อผ้าและฝีมือการตัดเย็บก็ป่าวประกาศถึงราคาอันแสนแพงได้เป็นอย่างดี
อนณจ้องเขม็งด้วยความไม่เชื่อสายตา ในขณะที่เธอก้าวเข้ามายืนตรงหน้าเขา... มธุรดา ฐิระบริบูรณ์เวช
“ฉันขอแสดงความเสียใจด้วย...” เธอพึมพำเสียงแผ่วแต่ฟังตึงเครียด
เขาพยายามข่มกลั้นทุกความรู้สึก ก่อนถามออกไปด้วยเสียงเน้นต่ำ “คุณมาทำอะไรที่นี่”
มธุรดายืดตัวขึ้น ไหล่บอบบางตั้งตรง ลึกลงไปเธอรู้สึกสั่นสะท้านกับน้ำเสียงเน้นหนัก ทุ้มลึกและเชือดเฉือนราวกับใบมีดคมกริบของเขา
“คุณทิ้งข้อความไว้กับเลขาฯ ของฉันไม่ใช่หรือคะ” เธอเตือนความจำเขาด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“น้องสาวของผมบังคับให้ผมโทรฯ ไป แต่ผมไม่ได้ขอให้คุณมาที่นี่... น้องชายของคุณอยู่ที่ไหน”
“อยู่ต่างประเทศ แต่เขารู้เรื่องแล้ว และ... เขาเสียใจมาก”
เสียงหัวเราะแหบห้าวแปร่งปร่าซึ่งบอกอารมณ์รุนแรงหลุดออกจากปากของอนณ... มธุรดาสบประสานตากับเขานิ่งแน่ว เงียบอยู่อึดใจหนึ่ง เธอจึงพูดขึ้น
“เด็กอยู่ที่ไหนคะ... ฉันอยากเห็นแก”
“ไม่” เขาปฏิเสธเสียงเน้นหนัก ขบฟันแน่น ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อด้วยความก้าวร้าวที่พลุ่งขึ้นมาฉับพลันจากส่วนลึกอันดิบเถื่อนในตัวเขา... ความเป็นจริงคือเขาทั้งชิงชังและรังเกียจคนพวกนี้ ความเกลียดชังของเขาอัดแน่นจนกลัดหนองมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว มันเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่กัดกินอารมณ์ความรู้สึกอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น... ถึงตอนนี้เขายินดีแลกชีวิตกับสัญญาซาตานด้วยซ้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะทำให้พวกมันทุกคนเจ็บปวดอย่างที่น้องสาวของเขาต้องเจ็บปวดเพราะการกระทำของพวกมัน
“คุณอนณ... โปรดรู้ไว้ด้วยว่าสิทธิ์ของคุณก็ไม่ได้มากไปกว่าสิทธิ์ของฉัน” มธุรดาพยายามโต้ตอบด้วยความเยือกเย็นอย่างยิ่งยวด
“สิทธิ์!” อนณทวนคำด้วยเสียงที่เกือบเป็นคำรามและดวงตาคมกริบหรี่ลงแทบจะเป็นเส้นตรง “คุณยังมีหน้ากล้าพูดถึงสิทธิ์หลังจากสิ่งที่คุณทำกับน้องสาวผมอีกหรือ ผมจะบอกให้ว่าคุณไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในตัวลูกของอลิสา... ไม่มีสิทธิ์อะไรเลย!”
“ฉันรู้ว่าคุณกำลังเสียใจ” มธุรดาบอก น้ำเสียงและสีหน้าของเธอเครียดเคร่งยิ่งขึ้น
“คุณฆ่าน้องสาวผมด้วยความใจดำอำมหิตของคุณ... ตอนนี้น้องสาวผมแกตายไปแล้ว... พอใจคุณหรือยัง” เขาว่าใส่หน้าเธอด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง พร้อมกันนั้นเขาถือว่าการมาปรากฏตัวของเธอเป็นการเหยียบย่ำทำลายน้องสาวเขายิ่งขึ้น
มธุรดามึนชาไปทั้งตัว ชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งเธอประสานสายตากับดวงตาสีดำสนิทที่ลุกโชนด้วยเพลิงโทสะของเขา และไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกวูบวาบแบบแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นชั่วแวบหนึ่ง
“คุณอนณ... ฉันอยากขอให้คุณตั้งสติและควบคุมอารมณ์...”
“ไม่จำเป็น... สติและอารมณ์ของผมปกติดี” เขาสวนกลับอย่างดุเดือด ดวงตาโกรธจัดกราดมองทั่วใบหน้าขาวซีดของเธออย่างข่มขวัญ “แต่ผมขอเตือนคุณ... ไปซะ ก่อนที่ผมจะควบคุมอารมณ์ของผมไม่ได้!”
มธุรดายืนนิ่งเป็นรูปปั้น... ไม่สามารถถอนสายตาจากแผ่นหลังแข็งแกร่งและบ่าไหล่กว้างเหยียดตั้งตรงของผู้ชายที่กำลังเดินไปตามทางเดินและออกจากโรงพยาบาลไป
ค่ำคืนนั้น... เขานั่งอยู่คนเดียวในสวนของโรงพยาบาล ลมฝนเย็นชื้นพัดเส้นผมที่เปียกแนบหน้าผาก ร่างสูงเอนพิงพนักเก้าอี้เหล็ก ร่างกายอ่อนล้าแต่ดวงตาไม่ยอมปิด... เขามองไฟในตึกโรงพยาบาลสลับกับฟ้าที่ไร้ดาว ความมืดนั้นหนาทึบเหมือนความเงียบในใจ
ฝนยังคงหยาดเม็ดและเขายังคงนั่งนิ่ง ปล่อยให้ลมหายใจชื้นเย็นกับความตั้งใจอันร้อนแรงหลอมรวมอยู่ในอกพร้อมๆ กับความทรงจำเก่าผุดวาบขึ้นในหัวสมองอันหนักอึ้งและหมุนวน
.....
“พี่เอ้... เอ๋ยเจอผู้ชายคนหนึ่งล่ะ หล่อสุดๆ ไปเลย”
อนณยิ้มกว้างกับประโยคที่ดังมาตามสายโทรศัพท์ ในใจคิดว่า ผู้ชายคนหนึ่ง นั้นก็คงจะเป็นเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนกวดวิชาที่น้องสาวไปเรียนช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนนั่นเอง
“พี่กับไอ้หนุ่มนั่น... ใครหล่อกว่ากันล่ะ” เขานึกสนุกขึ้นมาบ้าง
“อืมมม...” ปลายสายทำเสียงว่ากำลังครุ่นคิดหนัก “อันที่จริงรูปร่างหน้าตาก็ว่าสูสีนะ แต่สรุปเลยแล้วกัน... เอาเป็นว่าเอ๋ยให้เขาหล่อกว่าเพราะตัวขาว ส่วนพี่เอ้น่ะ... ดำปี๋!”
“อ้าว... ไอ้น้องคนนี้ อยู่ใกล้ๆ จะเขกหัวให้ ผู้ชายพันธุ์ไทยทำไร่ทำสวนมันก็ต้องดำสิวะ จะให้ตัวขาว หน้าขาวเป็นไอ้หนุ่มห้องแอร์ในกรุงเทพฯ ได้ยังไง”
อลิสาหัวเราะเสียงสดใส แล้วพูดต่อไปอีก “พี่เอ้... ถ้าเอ๋ยจะมีแฟน...”
“ยังก่อนน้อง... ใจเย็นก่อน” พี่ชายแทรกด้วยเสียงเครียด “เพิ่งจะเข้าไปเรียนได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ คิดจะมีแฟนแล้วเหรอเรา”
“พี่เอ้... เอ๋ยชอบเขา แล้วเขาก็ชอบเอ๋ยเอามากๆ ด้วย เอาไว้พี่เอ้มาหาเอ๋ยที่กรุงเทพฯ นะ เอ๋ยอยากให้พี่เอ้กับเขารู้จักกัน รับรองเลยว่าพี่เอ้ต้องชอบเขาเหมือนอย่างที่เอ๋ยชอบ”
ความรักวัยแรกรุ่น... สำหรับอนณก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาเองไม่ใช่คนแก่หัวโบราณสักหน่อย อยู่ในวัยเพียงสามสิบต้นๆ เท่านั้น ดีเหมือนกันอยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มที่ทำให้น้องเอ๋ยตื่นเต้นได้ขนาดนี้จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
ร่วมสองอาทิตย์ผ่านไปในที่สุดอนณก็ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ ภาคิณ ฐิระบริบูรณ์เวช ชายหนุ่มอายุยี่สิบสามปี หน้าตาดีและมีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ... ฟังว่าภาคิณเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาและเขาทำหน้าที่เป็นติวเตอร์คนหนึ่งอีกด้วย
ภาคิณพูดคุยกับอนณราวกับเขาเป็นพ่อของอลิสามากกว่าที่จะเป็นพี่ชายของเธอ ทุกช่วงเวลาเต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยนและแสดงความเคารพนบนอบเป็นอย่างมาก... กว่าวันนั้นจะสิ้นสุดลง อนณรู้สึกราวกับว่าเขากลายเป็นคุณพ่อวัยกลางคนอายุสักห้าสิบปีอย่างไรอย่างนั้น
เบื้องหลังรอยยิ้ม... อนณตกใจไม่น้อยและเริ่มกังวลเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของน้องสาวผู้ที่เขารู้สึกเสมอว่ายังเด็กเหลือเกิน แต่เขาเองไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมา เพราะรู้ดีว่าแม้เพียงคำน้อยอันเป็นนัยขัดแย้งแค่คำเดียว อลิสาก็มีทีท่าว่าจะต่อต้านแล้ว... โดยพื้นนิสัยน้องสาวของเขาทั้งหัวแข็ง ดื้อรั้นและเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด มีเพียงการถนอมน้ำใจและชั้นเชิงในการเจรจาเท่านั้นที่เป็นไปได้ว่าจะทำให้อลิสายอมรับฟังสิ่งที่พี่ชายอย่างเขาพูด... ดังนั้นแล้วเวลานี้เขาจึงได้แต่เฝ้ามองความสนิทสนมของเด็กหนุ่มสาวสองคนตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่นลึกอยู่ภายใน
“ขอแค่อย่าเสียการเรียน อย่าลืมว่าต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เดือนหน้าก็จะเปิดเทอมแล้ว เอาไว้พี่มารับกลับทีเดียวเลยนะ ไม่อยากทิ้งบ้านทิ้งไร่มาบ่อยๆ แต่ต้องโทรฯ หาพี่ทุกวันนะ... เข้าใจไหม” อนณยิ้มอ่อนโยนกับน้องสาวก่อนเดินทางกลับบ้านไร่ที่อุทัยธานีในค่ำวันเดียวกันนั้น
.....
ฝนหยุดตกเมื่อไรไม่ทันรู้... อนณยกมือสั่นๆ ขึ้นปิดหน้าราวกับเขาสามารถจะยับยั้งความปวดร้าวทรมานภายในกายได้ด้วยวิธีนี้... เขาไม่สามารถนึกถึงชีวิตที่เหลือต่อไปจากนี้ได้... ชีวิตที่ปราศจากน้องเอ๋ย
ภาพจำในชีวิตครอบครัวของอนณคือ ตา ยาย แม่ เขา และน้องสาวตัวเล็กๆ ที่เกิดตามหลังเขาสิบห้าปี ส่วนพ่อใช้ชีวิตไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านไร่กับบ้านใหญ่ ใช่... แม่เป็นเมียคนหนึ่งของพ่อในบรรดาเมียหลายต่อหลายคน... แต่เริ่มนั้นแม่เป็นลูกสาวชาวไร่ที่หน้าตาสวยงามต้องตาต้องใจลูกชายของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในจังหวัด ทั้งที่ตอนนั้นพ่อเองมีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ด้วยอำนาจเงินตราและอิทธิพลของปู่ในเวลานั้น ทำให้ตากับยายจำต้องยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นสะใภ้อีกคนหนึ่งอย่างไม่อาจปฏิเสธ
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับความรักของพ่อที่มีต่อแม่ก็จืดจางตามไป ในที่สุดหลังจากอนณเรียนจบมหาวิทยาลัยในสาขาวิชาการเกษตรแล้วเขาก็ไม่เคยได้พบหน้าพ่ออีกเลย แม้จะอยู่ห่างเพียงต่างอำเภอแต่ก็ดูเหมือนไกลกันสุดขอบฟ้า อีกทั้งตากับยายซึ่งอยู่ในวัยชรามากแล้วต่างก็จากไปภายในปีเดียวกัน ตัวแม่เองล้มเจ็บป่วยออดแอดเรื่อยมา กระทั่งสามปีภายหลังก็จากไปอีกคน... ที่สุดก็เหลือเพียงอนณกับอลิสาสองพี่น้องเท่านั้น
“คุณอนณ”
อนณขยับศรีษะอันร้าวระบมขึ้นและเพ่งมองไปยังเจ้าของเสียงเรียก... อารมณ์รุนแรงที่แทบระงับไม่ได้กำลังคืบคลานราวความวิกลจริตเข้าสู่ความสงบเยือกเย็นที่มีรอยปริร้าวของเขา... ผู้หญิงใจอำมหิตคนนี้ยังต้องการอะไรจากเขาในตอนนี้อีก!?
อันที่จริงมันเพิ่งจะผ่านไปเพียงสามชั่วโมงเท่านั้นนับตั้งแต่เขาถูกไล่ให้ออกจากข้างเตียงของน้องสาว และทีมแพทย์ฉุกเฉินพยายามช่วยให้น้องสาวของเขากลับมาหายใจได้อีกครั้ง มันเกิดขึ้นเร็วมากและพวกเขาก็พยายามอย่างเต็มที่ แต่อลิสาผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสาวน้อยน่ารักสดใสดาวดวงเด่นประจำโรงเรียน ตอนนี้เธอเสียชีวิตเนื่องจากเส้นเลือดใหญ่ที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจอุดตัน และสิ่งที่ทำให้พี่ชายอย่างอนณใจสลายอย่างสิ้นเชิงคือเรื่องที่ได้รับรู้จากสูตินรีแพทย์ในภายหลัง
อลิสาได้รับการเตือนว่าหัวใจของเธอไม่แข็งแรงตั้งแต่ช่วงแรกๆ แล้ว เธอได้รับการแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์แต่เธอปฏิเสธ เธอมุ่งมั่นที่จะมีลูกคนนี้ให้ได้ เพราะเธอเชื่อสุดใจว่าลูกคนนี้จะเป็นประตูพาเธอเข้าสู่ครอบครัวฐิระบริบูรณ์เวชอย่างปราศจากเงื่อนไขใด และถ้าพวกเขารู้ว่าในท้องของเธอเป็นเด็กผู้ชายด้วยแล้ว...
“ฉันจะให้คนขับรถไปส่งคุณที่บ้าน และเรายังต้องการรับผิดชอบเรื่องการจัดงานศพ...”
“เรา...” อนณขบกรามแน่น ความรู้สึกเจ็บปวดด้วยความเกลียดจู่โจมเขาในขณะที่พูด “ไอ้พวกใจดำ... พวกคุณไม่ยอมรับน้องสาวผมด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้พวกคุณกลับรอที่จะเผาแกไม่ได้”
“คุณอนณ โปรดรู้ไว้ด้วยว่าฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อชวนทะเลาะ” มธุรดายังคงใช้น้ำเสียงแบบเดิม แต่เธอสามารถรู้สึกถึงพลังของความโกรธรุนแรงซึ่งถูกข่มกลั้นไว้ของเขากำลังลามไหลมายังตัวเธอราวเปลวไฟที่โหยกระหาย และเธอคือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงให้ไฟนั้นลุกพลุ่งโพลงยิ่งขึ้น
“งั้นคุณก็รู้สิว่าควรจะทำยังไง” อนณประสานสายตากับดวงตาคู่คมสีน้ำตาลสวยจนไม่น่าเชื่อคู่นั้น “ไปให้พ้น!”
“ใจเย็นลงหน่อยได้ไหมคะ คุณช่วยมีเหตุผล นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว...”
“มธุรดา!” เขาตะคอกชื่อเธอด้วยความก้าวร้าวดุดัน ใบหน้าคล้ำคมบิดเบ้ด้วยความโกรธจัด “ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้หญิง... คุณคงตายไปแล้ว... ผมคงฆ่าคุณเพราะสิ่งที่คุณทำกับน้องสาวของผมตั้งแต่เมื่อห้าเดือนก่อนโน่นแล้ว”
ขณะที่เขาพูดประโยคนี้ภาพแห่งอดีตได้ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน... สองเดือนหลังการกลับมาบ้านไร่... อลิสาตั้งท้อง!
“พี่แพทเขาดีใจมากที่เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน” เธอประกาศข่าวนั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “เขาจะมาสู่ขอเอ๋ยเร็วๆ นี้แหละ และเราจะแต่งงานกัน”
เวลาผ่านไปร่วมเดือนก็ไม่มีวี่แววเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด อลิสาแสดงอารมณ์รุนแรงผิดปกติออกมาและเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวลซึ่งพอกพูนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับขนาดท้องของเธอที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน
ด้วยความสิ้นหวัง... อนณตัดสินใจว่าเป็นหน้าที่เขาที่จะไปเผชิญหน้ากับภาคิณ ฐิระบริบูรณ์เวชเสียที แต่คนที่ได้พบกลับไม่ใช่
ลิฟต์กระจกของตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ ไต่ขึ้นอย่างเงียบงันแต่ภายในอกของอนณกลับคล้ายถูกตีด้วยค้อนเหล็กทุกจังหวะ หัวใจของเขาเต้นแรงไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น หากแต่เพราะความเกลียดชังที่เดือดพล่านอยู่ในทุกอณูเนื้อ
อลิสานิ่งเงียบข้างๆ สีหน้าซีดเซียว กอดกระเป๋าสะพายไว้แน่นราวกับมันเป็นเกราะป้องกันตัว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมาครั้งนี้จะนำพาอะไรให้กับเธอ แต่เพราะความรักที่มีต่อภาคิณ... ชายหนุ่มที่เธอเชื่อสนิทว่าเป็นคนของเธออย่างแท้จริง ด้วยความเชื่อสุดใจนั้นทำให้อลิสายอมก้าวตามพี่ชายเข้ามาในรังของตระกูลฐิระบริบูรณ์เวช
เสียงเตือนเบาๆ ดังขึ้นเมื่อประตูลิฟต์เปิด อนณก้าวออกก่อนราวกับต้องการคุ้มกันภัยให้แก่น้องสาว ทางเดินปูลาดด้วยพรมสีเทานุ่มนวลทอดยาวไปสู่บานประตูไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้ม มีป้ายทองสลักชื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ตระกูลนี้เป็นผู้ครอบครอง
เลขาฯ สาวในชุดสูทเข้ารูปเงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นผู้มาเยือน รอยยิ้มของเธอสุภาพแต่ก็มีแววห่างเหินและไว้ท่าทีอยู่ลึกๆ
“คุณอนณกับคุณอลิสาใช่ไหมคะ... เชิญทางนี้ค่ะ” เสียงของเลขาฯ ไพเราะแต่เย็นเยียบ เธอพาทั้งคู่เดินผ่านพื้นที่โอ่อ่าที่เต็มไปด้วยพนักงานในชุดทางการ ทุกคู่สายตาแอบชำเลืองมอง แต่ไม่มีใครกล้าซุบซิบออกเสียง
จนกระทั่งมาหยุดหน้าประตูบานใหญ่ เลขาฯ หันมาพูดกับอนณ “คุณมธุรดาขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวค่ะ”
อนณหรี่ตาลงทันที ความระแวงพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง เขามองน้องสาวอย่างครุ่นคิด แต่อลิสาพยักหน้าแล้วพูดเสียงเบา “ไม่เป็นไรพี่เอ้... เดี๋ยวเอ๋ยรอตรงนี้”
เขาไม่รู้ว่าเพราะความไร้เดียงสาหรือเพราะเธอเชื่อมั่นในตัวคนพวกนี้มากเกินไป แต่อนณตัดสินใจเดินเข้าสู่ห้องทำงานที่ประตูถูกเปิดรอไว้
ห้องทำงานกว้างใหญ่หรูหราจนเกือบจะกลบกลิ่นอับในใจเขาได้ เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดีขัดมัน เงาของโคมไฟระย้ากระทบผนังกระจกใสที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ตึกสูงตระหง่านกลางเมือง และที่กลางห้อง... ผู้หญิงสาวคนหนึ่งมีท่วงท่าอย่างนางพญา ขณะนั่งพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่งามสง่าหลังโต๊ะทำงานที่ใหญ่และงามสง่าไม่แพ้กัน ดวงตาของเธอจับนิ่งแน่วใบหน้าของผู้ชายที่ยืนอยู่กลางห้อง
ดวงตาสีน้ำตาลคมสวยสบประสานกับสายตาของเขาอย่างไม่หวั่นไหว...
“เชิญนั่งค่ะ คุณอนณ”
อนณไม่ขยับ ร่างสูงยืนค้ำกลางห้องราวกับจะท้าทายอำนาจ “ผมยืนได้”
มธุรดาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณพูดธุระได้เลย” เสียงพูดชาเย็นเช่นเดียวกับใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกใด
“ผมมาที่นี่เพื่อถามว่าครอบครัวของคุณรังเกียจอะไรในตัวน้องสาวผมและทำไมพวกคุณถึงปฏิเสธแกกับเด็กในท้องซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกคุณเอง” อนณตรงเข้าประเด็นทันที
คิ้วเรียวยกสูงขึ้นเล็กน้อย ปากอิ่มสวยแต้มรอยยิ้มเจือจางแต่เต็มไปด้วยเหยียดหยันชัดเจน “เป็นเหตุผลง่ายๆ เพียงข้อเดียว... ฉันต้องการให้น้องคุณออกไปจากชีวิตของภาคิณ”
“ทำไม”
“ทำไม...” มธุรดาทวนคำนั้นในท่าทีอย่างตรึกตรองโดยไม่จำเป็นสักนิด “มันก็แค่น้องสาวคุณนอนกับน้องชายฉัน อันที่จริงเรื่องนี้มันก็แค่... เซ็กซ์”
“แต่น้องชายคุณบอกว่าจะไปสู่ขอ แล้วก็แต่งงานกับน้องผม” อนณยืนกรานด้วยความโกรธที่ก่อตัวรุมๆ อยู่บนพื้นผิวแห่งอารมณ์เขา “ที่สำคัญคือตอนนี้น้องผมกำลังท้อง แกอุ้มท้องลูกของน้องชายคุณ ซึ่งก็คือหลานของคุณ”
“คุณแน่ใจเหรอ” มธุรดาถามกลับอย่างเร็ว
“หมายความว่ายังไง”
“เราไม่เชื่อว่าน้องสาวคุณท้องกับภาคิณ” เธอตอบตรง ขณะลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วก้าวออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน ตอนนี้ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน “เท่าที่เรารู้ ภาคิณไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวที่น้องสาวคุณ... เอ่อ... คบหาด้วย”
“นี่คุณจะบอกว่าน้องสาวผมเที่ยวนอนกับผู้ชายไปทั่วอย่างนั้นเหรอ... คุณกล้าดียังไง” อนณยอมรับว่าตกใจกับคำดูถูกอย่างอุกอาจนั้นและเตรียมจะพรั่งพรูคำพูดเพื่อปกป้องน้องสาว แต่มธุรดาไม่ปล่อยโอกาสให้เขา เธอชิงพูดต่อไปอีก
“พูดถึงความกล้า... อันที่จริงฉันแปลกใจมากที่คุณกับน้องมีความพยายามจนกล้ามาถึงที่นี่ แต่ฉันขอแนะนำคุณสักเรื่องหนึ่งนะ” เธอกอดอกหลวมๆ พลางทอดสายตามองเขานิ่งอย่างเฉยชาไร้ความรู้สึก “ครั้งต่อไปถ้าคุณจะช่วยน้องสาวจับผู้ชายรวยๆ สักคนแล้วล่ะก็ ช่วยวางแผนให้รัดกุมและแนบเนียนแบบมากๆ ... จะได้ไม่พลาดเหมือนคราวนี้”
ถ้อยคำเหล่านั้นราวกับน้ำกรดกัดกร่อนสองพี่น้องให้ค่อยๆ แหลกสลาย... อลิสาวิ่งพรวดพราดเข้ามาร้องไห้ฟูมฟาย ในมือกำเช็คฉบับหนึ่ง อนณกระชากมันออกจากมือน้องแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ อย่างโกรธแค้น... ความจริงคือน้องสาวของเขาต้องเผชิญหน้ากับทนายความสองคนซึ่งทำการข่มขู่ที่น่ากลัวยิ่งสำหรับเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรหากเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ถูกเปิดเผยออกไป
“คิดจะเอาเงินนี้ปิดปากน้องผมเหรอ” เขาคำรามราวสัตว์บาดเจ็บ
มธุรดายืนนิ่ง สายตาคมกริบราวกับมีดที่พุ่งมาไม่อาจทำให้เธอถอยแม้ครึ่งก้าว “ฉันแค่เสนอทางออกที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย”
“ทางออกสำหรับพวกคุณต่างหาก!” อนณตัดบท ก่อนจะคว้าข้อมือน้องสาวแล้วพาออกจากห้อง โดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
.....
ความทรงจำน่ารังเกียจของวันนั้นหวนกลับมาอยู่ในหัวของอนณอีกครั้งในตอนนี้ ความเกลียดชังย้อนกลับมาดุจคลื่นยักษ์ของความขมขื่น
มธุรดามองเข้าไปในดวงตาวาววับเป็นประกายของเขาที่หรี่แคบจนเป็นลำแสงราวจะแทงทะลุร่างของเธอได้ก็ไม่ปาน เธอพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอันพยายามให้เป็นปกติ “สำหรับในตอนนี้ เราต้องการเพียงแค่เสนอความช่วยเหลือคุณบ้างเท่านั้น และ... ฉันเสียใจค่ะ”
เธอเดินจากไป ยังคงมีท่วงท่างดงามจนไม่น่าเชื่อ ขึ้นไปบนรถยนต์คันหรูหราสีดำสนิทที่มีคนขับรอพร้อมอยู่แล้ว รถเคลื่อนออกไป... อนณมองอย่างเลื่อนลอย ดวงตาของเขาร้อนผ่าวและปวดแสบปวดร้อนทว่ายังคงแห้งผาก
.....