ตอนที่ 8 ความรู้สึกที่ไม่มีสิทธิ์

3310 Words
คืนวันผ่านไปช้าๆ พร้อมจังหวะชีวิตใหม่ที่ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาโดยไม่มีใครทันระวัง... มธุรดาไม่ได้ทำแค่เรื่องของใช้เด็ก เธอเริ่มรู้ว่าอคิณจะร้องเวลาไหน จะงอแงเพราะหิวหรือเพราะผ้าอ้อมเปียก รู้ว่าตอนไหนควรอุ้มเดิน ตอนไหนแค่ลูบหลังเบาๆ ก็พอ น้าบังอรหัวเราะเอ็นดูอยู่บ่อยๆ เวลามองเห็นภาพนั้น “นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนนะ น้าคงคิดว่าคุณเคยเลี้ยงลูกมาแล้วจริงๆ” ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ มธุรดาจะเพียงยิ้มบางๆ ...ไม่มีใครรู้ว่าที่เธออุ้มเด็กได้คล่อง กอดเด็กได้พอดีมือ และปลอบเด็กได้อย่างอดทน... ไม่ใช่เพราะเคยมีลูก แต่เพราะเธอเคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่เฝ้ามองคนอื่นอุ้มปลอบเด็กด้วยความอิจฉาเงียบๆ ต่างหาก... ทุกครั้งที่อคิณร้องแล้วซุกเข้ามาหาอกเธออย่างไร้เดียงสา เธอรู้สึกเหมือนหัวใจส่วนลึกของตัวเองถูกแตะต้องโดยอะไรบางอย่างที่อ่อนแอและเก่าแก่เกินจะอธิบาย อนณเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน... ตอนแรกเขายังตั้งท่าแข็งกร้าวใส่เธอทุกครั้ง พูดห้วนบ้าง ประชดบ้าง หรือขับไล่ด้วยสายตาอยู่บ่อยๆ แต่พอวันเวลาผ่านไป เขากลับเริ่มถามคำถามกับเธอโดยไม่รู้ตัว “วันนี้เขากินนมน้อยไปไหม” “แป้งเด็กอยู่ไหน” "ยาหยอดนี่ต้องกี่หยดนะ” "ถ้าคืนนี้เขาร้องอีก ผมควรทำยังไง” ทุกครั้งที่ถามออกไปแล้วเพิ่งรู้ตัว ชายหนุ่มจะหงุดหงิดกับตัวเองจนอยากกัดลิ้นตาย มธุรดาไม่เคยซ้ำเติมเลยสักครั้ง เธอเพียงตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เรียบๆ และสงบๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายอย่างอนณจะหันมาพึ่งเธอในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้... นั่นเองที่ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดกว่าเดิม เพราะเธอทำให้การ ขาดเธอไม่ได้ ดูเป็นเรื่องธรรมชาติขึ้นทุกวัน . . . เช้าวันหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เผยตัวชัดเจนกว่าที่เคย... วันนั้นมธุรดาหายไป รถคันเดิมไม่แล่นเข้ามาจอดใต้ต้นมะม่วงข้างรั้ว ไม่มีร่างสูงเพรียวในเสื้อสีอ่อนก้าวลงมา ไม่มีเสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบพื้นใต้ถุนเรือน ไม่มีมือเรียวงามวางกระเป๋าผ้าลงบนโต๊ะตามเวลาปกติ ตอนแรกอนณไม่ได้คิดอะไร เขาบอกตัวเองว่ามันก็ดีแล้วนี่... ดีเสียอีกสิ บ้านจะได้กลับมาเป็นของเขาเหมือนเดิม แต่เพียงยังไม่ถึงเที่ยงวันความคิดนั้นก็ฟังดูโง่เขลาขึ้นทุกที... อคิณร้องถี่กว่าปกติ ผ้าสำหรับใช้เช็ดตัวเด็กหาไม่เจอทั้งที่เมื่อวานยังอยู่ตรงนี้ ขวดนมที่ต้มไว้ไม่พอใช้ น้าบังอรเองติดธุระที่บ้านเพราะลูกชายของแกมีไข้ จึงปลีกตัวมาช่วยได้เพียงเล็กน้อย ทั้งรีบไปรีบมา ทั้งช่วยหยิบจับข้าวของชุลมุนวุ่นวายหนักขึ้นไปเสียอีก “เอ้ เก็บผ้าอ้อมสะอาดไว้ตรงไหนนะ” ครั้งหนึ่งน้าบังอรตะโกนถามจากห้องนอก “ผมก็ไม่รู้” อนณตะโกนตอบกลับไปด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก “อ้าว... เมื่อวานคุณม่อนเขาเพิ่งแยกไว้ให้ไม่ใช่เหรอ” ประโยคนั้นทำให้เขาชะงัก ใช่... เมื่อวานเธอแยกไว้ให้ แล้วยังบอกด้วยว่าผืนที่ซักแล้วควรวางตรงไหน ของใช้ที่เหลือควรเติมเมื่อไร แค่วันเดียวเท่านั้น... แค่วันเดียวที่เธอไม่มา แต่บ้านทั้งหลังก็เหมือนหลุดออกจากจังหวะไปหมดเลย อคิณเริ่มร้องจ้าอีกครั้งตอนเกือบบ่าย เขาหน้าแดง ตัวเล็กบิดไปมาอย่างทรมาน อนณอุ้มเดินอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่ดีขึ้น ยาหยอดแก้ท้องอืดหาไม่เจออยู่พักหนึ่งทั้งที่มันวางอยู่ในตะกร้าข้างโต๊ะนั่นเอง ในที่สุดเขาก็โมโหจนเกือบปาขวดนมทิ้ง “โธ่โว้ย!” เสียงสบถของเขาทำเอาน้าบังอรสะดุ้ง “ใจเย็นๆ สิเอ้... เดี๋ยวเด็กก็ยิ่งตกใจหรอก” “ผมไม่ได้โมโหเด็ก” “งั้นก็โมโหใครล่ะ” แกถามซื่อๆ ก่อนหันไปมองหน้าหลานน้อยในอ้อมแขนเขาแล้วพูดต่อเหมือนไม่ได้คิดอะไร “หรือกำลังหงุดหงิดที่คุณม่อนไม่มา” อนณนิ่งค้างไปทันที... คำพูดนั้นแทงเข้ากลางใจอย่างแม่นยำจนเขาเกือบเถียงไม่ออก “ใครจะไปหงุดหงิดเพราะเรื่องแบบนั้น” เขากระแทกเสียงตอบ ทั้งที่หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเองอย่างน่ารำคาญ อนณพ่นลมหายใจแรงๆ ก่อนหันกลับไปโยกอคิณต่อ แต่ยิ่งโยก เด็กก็ยิ่งร้อง... ชายหนุ่มขบกรามแน่นแล้วเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาจ้องหน้าจออยู่หลายวินาที... ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะโทรฯหาใคร แต่เพราะรู้ดีเกินไปว่าอยากโทรฯ หาใคร... สุดท้ายเขาก็กดโทรฯ ออก... เสียงสัญญาณดังเพียงสองครั้งปลายสายก็รับทันที “ค่ะ” เสียงของมธุรดาแผ่วเรียบตามปกติ ทว่าสำหรับเขาแล้ว เพียงได้ยินแค่นั้น ความตึงเครียดบางอย่างในอกก็คลายลงอย่างน่าหงุดหงิด “วันนี้คุณไม่มา” ทันทีที่พูดออกไป อนณก็อยากกัดลิ้นตัวเองอีกครั้ง เพราะประโยคนั้นฟังเหมือนการถามหามากเกินไป ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบ “ฉันติดประชุมตั้งแต่เช้าค่ะ” “อ้อ...” เขาพึมพำอย่างคนหาคำพูดต่อไม่ทัน “มีอะไรหรือเปล่าคะ” อคิณในอ้อมแขนร้องลั่นขึ้นมาอีกครั้ง มธุรดาคงได้ยินชัด เพราะน้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปทันที “น้องคิณร้องหรือคะ” “เขาท้องอืดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมหายาหยอดไม่เจอ” “อยู่ในตะกร้าสีฟ้าบนโต๊ะค่ะ ด้านขวาสุด” อนณหันไปมองตามแล้วก็เห็นจริงดังว่า... เขาเม้มปากแน่นอย่างหงุดหงิดที่ตัวเองมองไม่เห็นตั้งแต่แรก “เจอแล้ว” เขาบอกสั้น ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถามอีก “เขาร้องนานหรือยังคะ” “เกือบครึ่งชั่วโมง” “ถ้าอย่างนั้นหลังหยอดยาแล้ว คุณลองอุ้มพาดบ่า ลูบหลังเขาเบาๆ พาเดินแต่อย่าเร็วเกินไป แล้วถ้ายังไม่ดีขึ้นคุณค่อยโทรฯ หาหมอหนิมนะคะ” อนณทำตามที่เธอบอกเกือบจะทันที... “อีกอย่างค่ะ” มธุรดาพูดต่อ “ตอนเย็นฉันจะเข้าไป” คำว่า จะเข้าไป ทำให้คนฟังเงียบลงชั่วอึดใจ... เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรตอบอย่างไรดี เพราะข้างในกลับมีบางอย่างผ่อนคลายลงจนเกือบรู้สึกเหมือนกำลังรอใครสักคนกลับบ้าน “ก็แล้วแต่คุณ” เขาตอบในที่สุด น้ำเสียงห้วนเกินจำเป็นเพื่อปกปิดสิ่งที่กำลังก่อตัวอยู่ในอก มธุรดาไม่ได้ถือสา เธอเพียงรับคำแผ่วเบา “ค่ะ” ก่อนจะวางสายไป... . . . มธุรดามาถึงบ้านไร่เกือบห้าโมงเย็น... ครั้งนี้เธอบึ่งรถมาจากกรุงเทพฯ จริงๆ ออกจากห้องประชุมก็ตรงมาบ้านไร่ทันที ไม่ทันได้กินข้าวกลางวันด้วยซ้ำ... อันที่จริงบทบาทผู้บริหารของเธอถูกลดทอนจนแทบไม่เหลือความสำคัญอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นทั้งความรู้ความสามารถและฝีไม้ลายมือของมธุรดาก็ยังคงจำเป็นสำหรับผู้บริหารคนใหม่อยู่นั่นเอง เมื่อขึ้นเรือนมา เธอก็เห็นภาพที่ทำให้ปลายเท้าชะงักไปครู่หนึ่ง... อนณกำลังนั่งอยู่บนพื้นไม้ข้างเปลเด็ก เสื้อเชิ้ตยับย่นไปทั้งตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง แววตาอ่อนล้าจนเห็นได้ชัด เขาอุ้มอคิณพาดบ่าอยู่ ขณะที่มือใหญ่ลูบหลังเล็กๆ ของเด็กตามจังหวะช้าๆ แบบที่เธอบอกทางโทรศัพท์ไม่มีผิด อคิณในอ้อมแขนเขาหลับไปแล้วแต่ดูเหมือนคนอุ้มจะหมดแรงกว่าเด็กเสียอีก อนณเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า พอสบตาเธอ เขาก็รู้สึกถึงความโล่งอย่างประหลาดจนอยากสบถออกมา... ทำไมเขาต้องรู้สึกแบบคนที่ได้คนของตัวเองกลับมาอยู่ตรงหน้าด้วย “เขาเป็นยังไงบ้างคะ” มธุรดาถาม พลางวางกระเป๋าลงแล้วเดินเข้ามาใกล้ “ดีขึ้นแล้ว” เขาตอบเสียงแหบเล็กน้อย “ร้องจนหลับไปเมื่อสักพัก” เธอพยักหน้าแล้วนั่งลงข้างเขา... ใกล้เกินกว่าที่ตั้งใจในตอนแรก เพราะความกังวลเรื่องเด็กกลบความระวังตัวไว้ชั่วขณะ มธุรดาเอื้อมมือแตะหน้าผากอคิณเบาๆ แล้วลูบแผ่นหลังน้อยตรวจดูว่าเด็กยังอึดอัดอยู่หรือไม่ “ตัวก็ไม่ร้อนนะคะ” เธอพูดกับเด็กมากกว่าพูดกับเขา อนณมองมือเรียวคู่นั้นเงียบๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เธอไม่อยู่ บ้านทั้งหลังก็เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป และตอนนี้... แค่เธอนั่งลงตรงนี้ ทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทางอย่างน่าขัดใจ “คุณเหนื่อยไหมคะ” มธุรดาถามขึ้นโดยยังไม่เงยหน้า เขาเงียบไป... คำถามง่ายๆ แบบนั้นกลับทำให้หัวใจส่วนลึกสะเทือนเบาๆ เพราะไม่มีใครถามเขาแบบนี้มานานมากแล้ว “ไม่เท่าไร” เขาตอบตามนิสัย มธุรดาเงยหน้าขึ้นมองทันที แววตาคู่สวยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจว่าเขาโกหกหรือไม่ ซึ่งความจริงก็เห็นอยู่เต็มตาแล้ว “คุณโกหกไม่เก่งเลยนะคะ” อนณขมวดคิ้ว “ใครว่า” “ฉันว่า” น้ำเสียงของเธอไม่แข็ง ไม่ประชด ไม่เย็นชาเหมือนวันก่อนๆ หากเป็นเพียงความราบเรียบอ่อนล้าอย่างคนที่เพิ่งผ่านวันยาวนานมาเช่นกัน... เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเถียงต่อหรือควรปล่อยผ่านไปดี... และในจังหวะลังเลนั้นเอง เสียงหัวเราะคิกเบาๆ ดังขึ้นจากหน้าบันได หมอหนิมเดินขึ้นมาพร้อมกระเป๋ายาสะพายอยู่บนไหล่ สีหน้าสดใสอย่างเคย แม้เพิ่งเสร็จเวรจากโรงพยาบาลในอำเภอ “เป็นไงบ้างพี่เอ้ หนิมแวะมาดูคนไข้ตัวจิ๋วหน่อย” เธอร้องทักก่อนทันได้นั่งลงด้วยซ้ำ “อ้าว คุณม่อนมาแล้วนี่... สวัสดีค่ะ” หมอหนิมเรียกอีกฝ่ายตามอย่างน้าบังอรนั่นเอง... มธุรดาละสายตาจากอคิณไปมองคุณหมอสาวพร้อมรอยยิ้มแย้ม แล้วใจเธอก็หน่วงหนักแปลกๆ อย่างห้ามไม่อยู่ หมอหนิมเดินเข้ามาหาอนณอย่างคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ วางของลงข้างตัวเขา พูดคุยกับเขาเหมือนคนที่คุ้นเคยกันดี แถมยังหัวเราะพลางใช้ปลายนิ้วแตะแขนเขาเบาๆ ตอนแซวอะไรบางอย่าง... สำหรับคนอื่นมันอาจเป็นเพียงความสนิทสนมระหว่างเพื่อนรุ่นพี่กับรุ่นน้อง แต่สำหรับมธุรดา... ภาพนั้นกลับแหลมคมเกินจำเป็น แพทย์หญิงรวินท์นิภา... น่ารัก สดใส มีชีวิตชีวา รู้จักบ้านนี้ รู้จักผู้ชายคนนี้ และเหมาะสมกับโลกเรียบง่ายอบอุ่นของบ้านไร่แห่งนี้... มธุรดารู้สึกว่าตัวเองเกร็งขึ้นทีละน้อย เธอจึงลุกขึ้น บอกว่า “ฉันขอตัวนะคะ... ในครัวน่าจะมีอะไรให้ทำหลายอย่าง” อนณเงยหน้าขึ้นมองทันที... อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเธอกลับเย็นลงอีกแล้ว... เย็นลงอย่างไม่มีเหตุผล จนเขาหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง “เดี๋ยวหนิมช่วยนะคะ” หมอหนิมบอกอย่างอัธยาศัยดี มธุรดายิ้มบาง “ไม่เป็นไรค่ะ คุณหมอคุยกับคุณอนณเถอะ” ประโยคนั้นฟังดูสุภาพทุกกระเบียด แต่เพราะเหตุใดกันอนณกลับรู้สึกเหมือนเธอกำลังผลักตัวเองออกห่างเขา มธุรดาเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา... หมอหนิมมองตามแผ่นหลังนั้นไปแวบหนึ่ง ก่อนหันมามองหน้าอนณอย่างจับผิด “ทะเลาะอะไรกันอีกล่ะ พี่” “ไม่ได้ทะเลาะ” “งั้นทำไมคุณม่อนหน้าเย็นอย่างกับน้ำแข็ง” อนณขบกรามแน่น “เขาก็เป็นของเขาแบบนั้นอยู่แล้ว” คุณหมอสาวย่นจมูกใส่เขา แต่ก่อนจะได้แซวต่อ อคิณก็เริ่มขยับตัวในอ้อมแขนคนอุ้ม ทำให้บทสนทนาต้องหยุดลงชั่วคราว วันนี้กว่าทุกอย่างจะสงบเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสามทุ่มเห็นจะได้... น้าบังอรกะเตงลูกมาตอนหัวค่ำเพราะเป็นห่วงลุงกับหลาน พอเห็นว่าที่บ้านมีทั้งคุณหมอและคุณม่อน แกก็กะเตงลูกกลับไป... หมอหนิมเองก็รีบเพราะมีคนไข้ฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบครึ้มของบ้านไร่กับเสียงแมลงกลางคืนร้องระงมอยู่ทั่วบริเวณ มธุรดาวุ่นอยู่กับการซักผ้าอ้อมผืนสุดท้ายและต้มขวดนมใหม่อีกสองใบ เธอขยับทำไปเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ ทั้งที่ความจริงวันนี้เองเธอก็เพิ่งผ่านประชุมใหญ่และขับรถไกลมาจากกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น อนณเห็นทุกอย่าง... เห็นตั้งแต่เธอถอดนาฬิกาข้อมือวางไว้บนโต๊ะ... เห็นเส้นผมบางส่วนหลุดลงมาระข้างแก้ม... เห็นไหล่บอบบางที่ดูอ่อนล้ากว่าทุกวัน... “คุณยังไม่ไปอีกหรือคะ” เสียงของมธุรดาดังขึ้นจากครัวเมื่อเธอหันมาเห็นเขายืนพิงกรอบประตูมองอยู่เงียบๆ “นี่บ้านผม” เขาตอบห้วนตามนิสัย “จะให้ไปไหน” มธุรดานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มบางๆ แบบที่ไม่รู้ว่าเหนื่อยหรือขำ “ฉันหมายถึงคุณยังไม่ไปนอนอีกหรือคะ” อนณไม่ตอบในทันที สายตาเขาจับอยู่ที่มือของเธอซึ่งกำลังเช็ดขวดนมอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นมองใบหน้าขาวนวลที่วันนี้ดูซีดกว่าเดิมนิดหนึ่ง “คุณต่างหาก ทำไมยังไม่กลับ” “ของยังไม่เรียบร้อยค่ะ” “มันจะเรียบร้อยวันไหน ถ้าคุณเอาแต่ทำอยู่คนเดียวแบบนี้” ทันทีที่พูดจบ เขาก็ชะงักกับน้ำเสียงตัวเองที่ฟังดูคล้ายดุอย่างไม่พอใจ ทั้งที่ความจริงนั้นไม่ได้อยากดุเธอเลยแม้แต่น้อย มธุรดาเองก็ดูจะไม่คาดคิด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างเงียบๆ แล้วตอบช้า “ฉันแค่ไม่อยากให้พรุ่งนี้คุณหาอะไรไม่เจออีก” ประโยคธรรมดาเท่านั้น แต่กลับทำให้บรรยากาศในครัวแคบลงอย่างประหลาด... อนณหันหน้าหนีไปนิดหนึ่ง เขาไม่อยากยอมรับว่าเพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์ช่วงกลางวัน ความโกลาหลในบ้าน และอาการลนลานของตัวเอง เขาก็รู้สึกเหมือนถูกเธอมองเห็นเกินไปอีกแล้ว “นี่สามทุ่มกว่าแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ “คะ?” “ดึกเกินไปที่คุณจะขับรถกลับกรุงเทพฯ” มธุรดาสบตาเขาอยู่ชั่วครู่ ก่อนพูดเบาๆ “ฉันไม่กลับกรุงเทพฯ หรอกค่ะ” “คุณจะค้างที่นี่...” อนณไม่อยากคิดเลยว่าเสียงพูดเขาบ่งบอกอะไรได้บ้าง “ฉันจะพักรีสอร์ทในอำเภอค่ะ” คำตอบที่ได้รับทำให้อนณนิ่งไป... ความรู้สึกประหลาดจุดวาบขึ้นกลางอก เป็นความรู้สึกที่เขาไม่อาจแปลความหมาย มธุรดาจัดการกับขวดนมใบสุดท้าย แล้วค่อยๆ เดินไปห้องของอคิณ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ข้างเปลเด็ก อคิณกำลังหลับอยู่ในนั้นอย่างสงบ ใบหน้าเล็กผ่อนคลายเหมือนไม่รู้เลยว่าเพียงการมีอยู่ของเขาได้เปลี่ยนชีวิตผู้ใหญ่ไปเท่าไรแล้ว ลมกลางคืนพัดเข้ามาแผ่วเบาทางหน้าต่าง บรรยากาศในห้องเงียบสงบเกินไป แสงไฟสีเหลืองอ่อนจากโคมข้างหัวเตียงทอดทาบใบหน้าของเด็กน้อยให้ยิ่งดูนุ่มนวล เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงด้วยความคิดว่าจะพักสายตาแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น แต่ร่างกายที่เหนื่อยมาทั้งวันกลับทรยศเธออย่างง่ายดาย . . . อนณสะดุ้งตัวจากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน สมุดบัญชีและเอกสารหลายอย่างวางซ้อนแน่นอยู่บนนั้น... เขาตั้งใจจะจัดการพวกมันให้เรียบร้อยเพราะตลอดวันนี้เขาแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอด้วยซ้ำ เมื่อต้องรับมือกับหลานน้อยของเขา แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน... อาจเพราะหลายคืนมานี้แทบไม่เคยนอนเต็มอิ่ม... อาจเพราะบ้านทั้งหลังสงบลงหลังจากเธอมา หรืออาจเพราะเพียงแค่เธออยู่ตรงนี้ เขาก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เขาหลับลึกกว่าที่คิดและเมื่อลืมตาตื่นอีกครั้งก็เป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง เสียงแมลงกลางคืนดังแว่วอยู่นอกหน้าต่าง อนณขยับตัวช้าๆ นั่งนิ่งอยู่สักครู่ราวทบทวนความทรงจำบางอย่าง แล้วในวินาทีต่อมาหัวใจของเขาก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่น อย่างฉับพลันทันทีเขาลุกพรวดขึ้นแล้วก้าวออกจากห้องในท่าทีเร่งร้อน ชายหนุ่มหยุดตรงธรณีประตูห้องนอนของอคิณ... หลานของเขาคงตื่นขึ้นมาร้อง เพราะตอนนี้เด็กน้อยนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของมธุรดา เปลเด็กยังแกว่งแผ่วๆ อยู่ข้างกัน บ่งบอกว่าเธอคงอุ้มแกออกมาแล้วนั่งกล่อมจนเด็กหลับไปอีกครั้ง หญิงสาวเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ มือหนึ่งรองแผ่นหลังเด็ก อีกมือโอบตัวเล็กนั้นไว้แนบอกอย่างปกป้องตามธรรมชาติ เธอหลับไปแล้ว... เส้นผมดำขลับบางส่วนคลายลงมาปรกแก้ม เปลือกตาปิดสนิท ริมฝีปากอิ่มเม้มเพียงนิด ราวกับแม้ยามหลับก็ยังระวังไม่ให้ปล่อยอคิณหลุดมือ... เด็กน้อยซุกหน้าอยู่ตรงช่วงอกของเธออย่างวางใจ ใบหน้ากลมเล็กผ่อนคลายเต็มที่ ภาพตรงหน้าเงียบ นิ่งและอ่อนโยนเหลือเกิน... อ่อนโยนจนทำให้อกของอนณแน่นขึ้นช้าๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ...มันไม่ใช่ภาพของ “คนที่มาช่วยดูแลเด็ก” ...ไม่ใช่ภาพของ “ผู้หญิงจากฝ่ายศัตรู” ...ไม่ใช่ภาพของ “มธุรดา ฐิระบริบูรณ์เวช” ที่เขาควรเกลียดให้สุดหัวใจ แต่มันคือภาพของบ้าน... บ้าน... ในแบบที่เขาเองแทบลืมไปแล้วว่ามันควรหน้าตาเป็นอย่างไร บ้านที่มีเด็กหลับอุ่นอยู่ในอ้อมแขน มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่กลางดึกโดยไม่บ่น มีความสงบชนิดที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็รู้ว่าที่ตรงนี้ปลอดภัย... มันจริงเกินไป... อบอุ่นเกินไป... และอันตรายเกินไปสำหรับผู้ชายอย่างเขา อนณเดินช้าๆ เข้าไปใกล้ทั้งสองคนราวกับมีพลังงานบางอย่างดึงดูดเขา แสงไฟสีส้มอ่อนๆ ทาบทาอยู่บนใบหน้าของมธุรดา ทำให้เธอดูบอบบางจนน่าหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขายื่นมือออกไปหมายจะดึงเด็กชายตัวน้อยออกจากอ้อมกอดของมธุรดา แต่แล้วก็ต้องหยุดค้าง เพราะทันทีที่ปลายนิ้วเขาแตะผ้าห่มผืนเล็ก มธุรดากลับขยับตัวน้อยๆ โดยไม่ตื่น และแขนที่กอดเด็กไว้ก็แน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ... เหมือนกลัวว่าจะมีใครพรากเด็กไปจากอ้อมแขน หัวใจของอนณสะดุดแรง เขามองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ ถอนมือกลับ... เสียงลมหายใจของมธุรดาสม่ำเสมอ อคิณหลับสนิท ห้องทั้งห้องเงียบสงบอย่างเหลือเชื่อ แต่ข้างในอกของเขากลับปั่นป่วนรุนแรงยิ่งกว่าคืนไหน เพราะในวินาทีนั้นเอง อนณตระหนักชัดเป็นครั้งแรกว่า... ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แค่เข้ามาจัดระเบียบขวดนม ผ้าอ้อม หรือตารางเวลาป้อนยาเด็กในบ้านของเขาเท่านั้น เธอเข้ามาจัดระเบียบบางอย่างในหัวใจเขาด้วย... อย่างเชื่องช้า... อย่างแนบเนียน... และอันตรายจนเขาไม่รู้จะหยุดมันอย่างไร *****
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD