ตอนที่ 2... หญิงสาวในนามของ "ศัตรู"

3700 Words
“คุณม่อน จะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ” มธุรดาค่อยละสายตาจากทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างรถยนต์ที่กำลังแล่นด้วยความเร็วคงที่... ดวงอาทิตย์จวนลับขอบฟ้า แสงสีแดงส้มสุดท้ายทาบทาทำให้เธอรู้สึกอ้างว้างและว่างเปล่ายิ่งกว่าครั้งไหน “ไม่ค่ะ... กลับกรุงเทพฯ ได้เลย” “จะให้ผมแวะร้านอาหารก่อนไหมครับ วันทั้งวันผมยังไม่เห็นคุณม่อนรับประทานอะไรเลย นอกจากกาแฟแก้วเดียวเท่านั้น” “ไม่ต้องค่ะ กลับได้เลย ม่อนเหนื่อยแล้ว... อยากพัก” ประโยคสุดท้ายเบาหวิวจนคนฟังแทบไม่ได้ยิน... มธุรดาเอนหลังพิงพนักแล้วปิดเปลือกตาลงด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงเต็มที ช่างเป็นวันที่แสนยาวนาน ทุกนาที ทุกชั่วโมงเต็มไปด้วยความตึงเครียด... ตั้งใจว่าจะพักแต่ภาพความทรงจำที่เกิดขึ้นเมื่อตอนสายวันนี้ก็วนกลับเข้ามาในหัวอีกจนได้ มธุรดากำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารรอเซ็นต์อนุมัติ การอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงทำให้เธอได้รับเกียรติ ได้รับความเคารพนับถือ ได้รับการปฏิบัติอย่างนอบน้อมจนบางครั้งกลายเป็นนบนอบจนเกินสมควรจากคนรอบข้าง จะว่าไปชีวิตของเธอช่างบริบูรณ์พร้อม... แต่ทว่าในใจกลับว่างเปล่า เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำลายความเงียบอันเคร่งเครียดที่มีมาตลอดเช้า เธอหยิบขึ้นมาด้วยความลังเล “ฉันมีเรื่องสำคัญจะพูดกับเธอ" เสียงจากปลายสายเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและกดดัน กระนั้นก็แฝงความตื่นเต้นพอให้คนฟังจับรู้สึกได้ “ค่ะ คุณย่า” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงกริ่งเกรงและกลัวลึกอยู่ภายใน “ไปอุทัยฯ ไปหานายอนณอะไรนั่น บอกเขาว่าฉันต้องการตัวเด็ก... เธอต้องไปจัดการให้ฉันเดี๋ยวนี้!” คำสั่งดั่งประกาศิตเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของมธุรดา... เธอรู้ดีว่าการพบกับอนณไม่ใช่เรื่องง่าย และเธอก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมจะเผชิญหน้ากับเขาหรือไม่... อย่างไรก็ตามเธอได้พบเขาแล้วเมื่อชั่วโมงก่อนนี้เอง... หญิงสาวจดจำทุกความรุนแรงในท่าทาง ทุกคำพูด ทุกสีหน้า ทุกแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังของเขา... และแล้วภาพแห่งการพบกันวันแรกในห้องทำงานของเธอก็ซ้อนทับกลับเข้ามา อนณคว้าข้อมือน้องสาวแล้วพาออกไป... เมื่อเสียงประตูปิดลง ความเงียบก็กลืนกินทุกสิ่งในห้อง มธุรดายืนนิ่ง มือกำแน่น ความเย็นชาที่เธอสวมใส่เป็นเกราะป้องกันตัวเริ่มปริร้าวจากแรงกระแทกของสายตาคมกริบคู่นั้น ภาพใบหน้าของอนณ... แข็งกร้าว ดุดัน แต่เต็มไปด้วยความปกป้องยังชัดเจนราวกับเขายังยืนอยู่ตรงหน้า... เธอพยายามจะปัดมันทิ้งแต่กลับยิ่งฝังลึกเข้าไปในความคิด มธุรดาชิงชังตัวเองที่กระทำสิ่งน่ารังเกียจ เลวร้ายและแสนเลือดเย็นกับสองพี่น้องในวันนั้น... มธุรดายังคงจดจำได้อย่างแม่นยำ เสียงร้องไห้ของอลิสาและความหวาดกลัวในดวงตาของเธอเป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืม มันเหมือนเงาที่คอยตามหลอกหลอนทุกค่ำคืน ทำให้ต้องตื่นกลางดึกหลายครั้ง มธุรดาสั่นสะท้านไปทั้งตัวราวถูกซัดกระหน่ำอยู่ในพายุฝนอันหนาวเหน็บ หญิงสาวกอดตัวเองไว้อัตโนมัติ พลันความตึงเครียดในบรรยากาศหนักหน่วงเสียจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออกเอาเลย กว่ารถจอดลงหน้าคฤหาสน์ฐิระบริบูรณ์เวชเวลาก็เกือบสี่ทุ่ม... มธุรดาก้าวลงจากรถอย่างอ่อนเพลียทั้งกายและใจ วินาทีต่อมาเด็กสาวรับใช้ร่างเล็กคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา “คุณม่อนคะ... คุณม่อน!” เด็กนั้นมาหยุดยืนกระหืดกระหอบอยู่ตรงหน้าเธอ “คุณท่านสั่งไว้ว่าให้ไปพบทันทีที่กลับมาถึง... รีบไปเร็วเถอะค่ะ” “นี่คุณย่ายังไม่นอนอีกหรือจ๊ะ... ดึกป่านนี้แล้ว” มธุรดาพึมพำถาม ยอมรับว่าตกใจแต่ไม่แปลกใจเลย “หลับไปครั้งหนึ่งแล้วค่ะเมื่อหัวค่ำ ตื่นขึ้นเมื่อสักชั่วโมงก่อนคุณม่อนกลับมาถึงนี่ล่ะค่ะ” “ตอนนี้คุณย่าอยู่ที่ไหนจ๊ะ ห้องนอนหรือห้องทำงาน” “ห้องทำงานค่ะ... คุณม่อนรีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูต้องไปเตรียมชาร้อนให้คุณท่านด้วยค่ะ ท่านสั่งเอาไว้” คุณย่า... ท่านจะว่าอย่างไรกับความล้มเหลวของเธอสำหรับงานในวันนี้... มธุรดาหน้าซีดขาวและตัวสั่นน้อยๆ กับคำถามนั้น ยามค่ำคืนในคฤหาสน์ฐิระบริบูรณ์เวชเงียบกว่าปกติ แสงไฟโคมระย้าสีทองส่องสะท้อนกับพื้นหินอ่อนเป็นลวดลายระยิบระยับ เสียงฝนที่ค่อยโปรยเม็ดลงมานอกหน้าต่างทำให้ความเย็นในอากาศยิ่งลึกขึ้น มธุรดายืนอยู่หน้าห้องหนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนผลักประตูเข้าไป ภายในห้อง กลิ่นชาดำร้อนหอมกรุ่นลอยมาจากโต๊ะเตี้ยกลางพรมเปอร์เซีย และที่ปลายโซฟาหนังสีเข้ม... หญิงชราผมขาวนั่งหลังตรงงามสง่า แม้ร่างกายจะผอมบางตามวัย แต่แววตากลับคมกริบราวกับยังอยู่ในวัยสาว “มานั่งสิ” เสียงของคุณย่านุ่มลึก แต่ทุกคำมีแรงกดดันจนคนฟังรับรู้ได้เป็นอย่างดี เธอทรุดนั่งอย่างเรียบร้อย มือวางบนตักอย่างสงบ ทั้งที่หัวใจรู้ดีว่าบทสนทนานี้จะไม่ใช่เรื่องเบา “เด็กคนนั้น...” คุณย่าเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงชัดเจนและราบเรียบ “เธอพามาด้วยหรือเปล่า” มธุรดานิ่งไปครู่หนึ่ง “คุณย่าคะ... แม่ของเขาเพิ่งจะ...” “เธอได้พามาด้วยไหม” คุณย่าแทรกถามซ้ำก่อนจะปล่อยให้เธอพูดจบ “ไม่ใช่วันนี้ค่ะ คุณย่า... แต่หนูจะพาเขามาให้ได้” “เธอรู้ดีว่าเด็กคนนั้นคือสายเลือดของฐิระบริบูรณ์เวช และการปล่อยให้สายเลือดเติบโตในที่แบบนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลนี้จะยอมรับได้” สายเลือด... คำนี้ฟังแล้วหนักอึ้ง เพราะมธุรดาเธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เหตุผลเดียวที่คุณย่าต้องการเด็ก “ในฐานะหลานสาวคนโตของตระกูลเธอรู้ว่าหน้าที่ของเธอคืออะไร... แต่เธอก็ทำพลาดอีกจนได้” ความเงียบอันเยือกเย็นปกคลุม... หญิงชราจิบชาช้าๆ ก่อนเอ่ยต่อ “ชานี่... เย็นไวจัง” มธุรดาไม่แสดงสีหน้าใดๆ ... เมื่อกระดิ่งทองเหลืองอันเล็กจิ๋วถูกสั่นเบาๆ หากแต่เสียงของมันดังบาดทุกอณูความรู้สึกเธอ... ไม่ถึงอึดใจเด็กสาวรับใช้ก็ก้าวเข้ามานั่งคุกเข่าพลางก้มหน้าอย่างรอคำสั่งจากผู้เป็นประมุขของตระกูล “ชาในกานั้นมันเย็นชืดสิ้นดี... ไปเปลี่ยนมาให้ฉันใหม่” แม้จะนอนดึกสักเพียงใด มธุรดาก็ตื่นเช้าได้เป็นปกติ และวันนี้ก็เช่นกัน เธอจำเป็นต้องเข้าประชุมผู้ถือหุ้นตอนเก้านาฬิกา พบลูกค้าสำคัญจากต่างประเทศ ต่อจากนั้นคือเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานีอีกครั้ง... คนขับนำรถมาจอดรอพร้อมอยู่แล้วอย่างรู้หน้าที่ เมื่อมธุรดาก้าวขึ้นไปนั่ง เธอเอนหลังพิงพนักอย่างเคยชินแล้วต้องสะดุ้งพร้อมอุทานออกมา “คุณม่อน เป็นอะไรไปครับ” ชายคนขับรถหันมาถามอย่างตกใจ เห็นเจ้านายสาวเอามือข้างหนึ่งลูบคลำบริเวณช่วงบ่าไหล่พร้อมสีหน้าราวกับเจ็บปวดอะไรสักอย่าง “เจ็บหลังหรือครับ มีอะไรอยู่ที่เบาะนั่งหรือเปล่าครับ เอ... แต่เมื่อเช้าผมก็ตรวจดูความเรียบร้อยหมดแล้วนะครับ เดี๋ยวดูให้อีกทีครับ ขอโทษนะครับคุณม่อน ผมขอโทษ...” คนขับรถสูงวัยทำท่าจะลงจากที่นั่งคนขับอย่างกระวีกระวาดและรู้สึกผิด แต่มธุรดาห้ามเอาไว้ “ไม่ต้องค่ะ ม่อนไม่ได้เป็นอะไร ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจะสาย” คนขับรถยังมีสีหน้าไม่สบายใจแต่ก็เคลื่อนรถออกไปตามคำสั่ง... ขณะมธุรดาพยายามซ่อนความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่แผ่นหลังไม่ต่างจากเมื่อกลางดึกที่ผ่านมานั้นเลย งานสวดพระอภิธรรมเริ่มขึ้น... บรรยากาศในศาลาวัดหนักอึ้ง กลิ่นดอกไม้สดและควันธูปลอยคลุ้งจนทำให้รู้สึกเหมือนหายใจผ่านหมอกหนา แสงไฟสีนวลจากโคมเพดานทอดเงายาวบนพื้นปูนเย็นเยียบ แขกที่มาร่วมงานต่างนั่งสงบฟังพระสงฆ์สวดบทสวดจากพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนที่ลึกซึ้งและเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา การสวดพระอภิธรรมไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เสียชีวิตได้ฟังธรรมะ แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟังที่เป็นคนเป็นได้พิจารณาถึงสัจธรรมของชีวิต และเพื่อให้ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงได้แสดงความอาลัยและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน “นั่นพวกเขาใช่ไหม” เสียงถามเบาๆ นี้ทำให้อนณละสายตาจากรูปที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพหันไปมองเจ้าของคำถามอย่างไม่ยินดียินร้าย “เอ้ รู้ไหมว่าพวกเขาจะมาร่วมงานด้วย” “ไม่” เขาปฏิเสธสั้นๆ แล้วหันกลับไปหยุดสายตาที่ตำแหน่งเดิม ขณะพยายามปกปิดความโกรธจากส่วนลึกที่กำลังถูกก่อกวนให้ตื่นขึ้น “ไม่ไปเชิญเขามานั่งล่ะ” อีกฝ่ายพูดเป็นเชิงแนะนำทั้งตำหนิกลายๆ แต่ก็ดูจะเกรงใจคนฟังอยู่ในที “อย่างไรเขาก็เป็นแขกมาร่วมงานน้อง” “ผมไม่ได้เชิญ!” อนณพูดเสียงเน้นต่ำทว่าดุดัน “และพ่อเองถ้าน้องไม่ตายก็คงไม่มาให้เห็นหน้าสินะ แต่ก็ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์มาฟังสวด ไม่เหมือนคราวงานของตากับยายแล้วก็แม่ของผม... ที่พ่อแค่มาเผา” นายองอาจถึงกับพูดไม่ออก นิ่งมองเสี้ยวหน้าคมเข้มของลูกชายสักอึดใจหนึ่ง แล้วจึงลุกขึ้นตรงไปยังแขกที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อทักทายปราศรัยในฐานเจ้าภาพ... มธุรดาเดินนำ เลขาฯ และมีผู้ติดตามอีกสองคนเดินประกบหลัง... ร่างสูงเพรียวมาในชุดเดรสสีดำเข้ารูปที่โอบล้อมสัดส่วนอย่างพอดี ความสวยสง่าของเธอทำให้สายตาหลายคู่ในศาลาหันมามอง... ผิวขาวผ่องตัดกับผมดำขลับที่ถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย ริมฝีปากสีแดงหม่นตัดกับใบหน้าขาวซีด ทำให้เธอดูทั้งเย็นชาและเย้ายวนในคราวเดียว ทันทีที่สายตาเธอสบกับอนณ เขารู้สึกเหมือนถูกแรงบางอย่างกระชากไว้ ความเย็นของเธอปะทะกับความร้อนในอกเขาจนเกิดเป็นประกายที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ สองทุ่มผู้คนเริ่มทยอยกลับ ส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มสาวอายุน้อยเพื่อนร่วมโรงเรียนของอลิสา... แขกผู้ใหญ่คนสุดท้ายที่อนณเดินไปส่งคือครูใหญ่ผู้มีเมตตา เรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมายังศาลาพบว่าพ่อของเขากำลังยืนสนทนาอย่างสนิทสนมกับพวกที่มาจากกรุงเทพฯ... อนณโกรธจัดและรู้สึกราวถูกหักหลัง เขามึนตึงและเย็นชายิ่งขึ้นเมื่อพ่อกลับมา “พรุ่งนี้พวกเขาจะมาอีกและขอเป็นเจ้าภาพ” พ่อบอกเขาพร้อมรอยยิ้มจืดเจื่อน “ให้ผมตายก่อน!” อนณกระชากเสียงขุ่นเข้ม “ผมไม่ต้องการอะไรจากคนพวกนั้น... พ่อไปพูดกับเขาทำไม” “เอ้...” นายองอาจเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงที่เกือบเป็นอ่อนใจ “ลูกของน้องเอ๋ยก็เป็นหลานของเขา นับกันไปก็เป็นเหมือนญาติ” “ผมไม่นับญาติกับพวกมัน!” “แล้วนี่เอ้จะทำอย่างไรกับหลานต่อไปล่ะ” ผู้เป็นพ่อดูเหมือนตั้งใจเปลี่ยนหัวเรื่องเสียก่อนที่อารมณ์ของลูกชายจะระเบิดตูมตามออกมา... อนณเหมือนปู่ไม่มีผิด เวลาดี ดีใจหาย เวลาร้ายก็วายวอดไม่สนอินทร์พรหม และสายเลือดนักเลงยังคงไหลเวียนอยู่ทั่วร่างเขา “ทำอะไร... หลานผม ผมก็เลี้ยง” “เอ้เป็นลุง แต่ทางโน้นเขาเป็นพ่อ...” “ลองให้มันมาอ้างสิทธิ์... ลองให้มันมา... ลองให้มันกล้าสักทีเถอะ!” “เอ้ก็รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร” นายองอาจพูดราวกับจะย้ำเตือน อนณขบฟันแน่นเข้า ใช่สิ... ทำไมเขาจะไม่รู้จักพวก ‘ฐิระบริบูรณ์เวช’ จะด้วยเหตุบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่... ในตอนเย็นวันหนึ่งหลังจากกลับมาบ้านไร่ได้เกือบอาทิตย์ อนณได้ยินชื่อของ มธุรดา ฐิระบริบูรณ์เวช ในช่วงหนึ่งของข่าวภาคค่ำและเห็นใบหน้าสวยสะดุดตาของผู้หญิงสาวคนหนึ่ง เธอถูกห้อมล้อมด้วยคณะผู้บริหารและกล้องถ่ายรูปมากมาย ระหว่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการได้บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นคู่แข่งขันทางการค้ามาเป็นสมบัติของเธอ แต่ทว่าสิ่งที่สะดุดใจของเขากลับเป็นนามสกุลนั้นต่างหาก... อนณโทรฯ หาน้องสาวแทบทันที “เอ๋ยบอกว่าภาคิณเป็นติวเตอร์คนหนึ่งที่โรงเรียนกวดวิชา” เขาเตือนความจำน้องสาว “แต่เอ๋ยไม่ได้บอกว่าครอบครัวของเขาเป็นมหาเศรษฐี” “ก็เอ๋ยไม่ได้สนใจเรื่องนั้น” อลิสาพูดเร็วอย่างปกป้องตัวเอง “เอ๋ยรักพี่แพท เอ๋ยก็รักแต่ตัวเขา ไม่ได้คิดไปถึงครอบครัวของเขาด้วยนี่ อีกอย่างหนึ่งเอ๋ยคิดว่ามันไม่สำคัญอะไรเลยพี่เอ้” ไม่สำคัญอะไรเลย... อนณพยายามที่จะไม่รู้สึกเจ็บปวดกับความไร้เดียงสาของน้องสาว บวกรวมกับความรู้สึกผิดที่เขาไม่สามารถปกป้องเธอได้เลย ช่วงเวลาหลายเดือนสุดท้ายของน้องมันทำให้เขาราวกับตกนรกทั้งเป็นก็ไม่ปาน ในขณะที่อลิสายังคงเชื่อศรัทธาต่อผู้ชายที่ทิ้งให้เธออุ้มท้องตามลำพัง... อลิสายังคงมีหวังอยู่เสมอ... หวังอยู่เสมอว่าภาคิณจะมาพบเธอกับลูก... จนถึงวาระแห่งลมหายใจสุดท้าย “เอ้...” เสียงนี้ดึงให้อนณกลับมาอยู่ในโลกปัจจุบัน... “พ่อให้เขาไปรอที่บ้าน...” นายองอาจมองหน้าลูกชายไม่เต็มตาและพูดไม่เต็มเสียงนัก “เขาบอกอยากเห็นหลาน” โดยไม่พูดไม่จา อนณพุ่งตัวไปที่รถของเขาซึ่งจอดอยู่ข้างศาลา สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งออกตัวไปอย่างเร็ว อนณรู้สึกราวกับว่าไฟได้ลุกท่วมตัวเขาในขณะที่จอดรถหน้าบ้าน ชายหนุ่มกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ ไม่ถึงหนึ่งนาทีรถยนต์อีกสามคันก็ตามเข้ามาจอดเรียงเป็นแถวเต็มลานหน้าบ้านเรือนไทยไม้สักหลังนั้น... นายองอาจลงมาก่อน แล้วตามติดหลังมาคือกลุ่มชายฉกรรจ์กว่าสิบคน “เอ้... ใจเย็นๆ นะลูก” นายองอาจเร่งฝีเท้าเข้ามา “พ่อไม่มีสิทธิ์ให้ใครเข้ามาที่บ้านหลังนี้” อนณหันมาเผชิญหน้าแทบว่าจะลุกเป็นไฟ “บ้านนี้เป็นบ้านของตากับยาย เป็นบ้านของแม่ผม แล้วตอนนี้ก็เป็นบ้านของผม... พ่อไม่มีสิทธิ์ แล้วพ่อก็กลับไปได้เลย เอาลูกน้องของพ่อกลับไปด้วย ไม่รู้จะขนกันมาทำไมนักหนา ไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้เลยหรือยังไง” นายองอาจทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคพรั่งพรูเหล่านั้น หันไปพยักหน้ากับลูกน้องเป็นเชิงคำสั่งให้กระจายตัวอยู่รอบๆ บริเวณลานบ้าน ส่วนเขาเองก้าวตามหลังลูกชายไปติดๆ แต่ยังระวังรักษาระยะห่างอย่างรอดูท่าที มธุรดามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างงงงันและยอมรับว่าตกใจไม่น้อย... นี่เองสินะ ที่เขาว่ากันว่าคนบ้านนี้เป็นลูกหลานเจ้าพ่อ หญิงสาวลืมตัวก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่ออนณมุ่งตรงมายืนตระหง่านง้ำค้ำตัวเธอราวกับเงาอันดำมืด... เลขาฯ กับผู้ติดตามรวมถึงลุงคนขับรถถอยห่างออกไปแทบว่าจะเบียดเข้าเป็นเนื้อเดียวกับรถยนต์สีดำคันนั้น “ผมไม่ได้เชิญให้คุณมา... ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ!” เขาคำรามใส่เธอจากระยะห่างไม่ถึงสิบนิ้วฟุต ความรุนแรงในท่าทางทำให้มธุรดาตัวสั่นแต่ไม่ถอยหนี ความสูงใหญ่และหนาแน่นแห่งร่างกายเขาทำให้เธอดูเล็กและบอบบางยิ่งกว่าครั้งไหน เนื่องจากเธอไม่มีความสามารถทางร่างกายที่จะต่อสู้เขาได้ มธุรดาเลือกที่จะเดินตามวิธีของเธอ “คุณพ่อของคุณ... ท่านเป็นคนเชิญฉันค่ะ” “แต่นี่บ้านผม” เขาสวนกลับอย่างเร็ว “ผมไม่ให้คุณหรือใครก็ตามในครอบครัวของคุณเสนอหน้าเข้ามาเหยียบแม้เศษดินเศษฝุ่นจากลานบ้านผมด้วยซ้ำ... ออกไป!” “คุณนี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย” เธอตอบโต้เขาด้วยเสียงเบาอย่างราบเรียบและไม่สะทกสะท้านกับอารมณ์อันดุเดือดราวกับภูเขาไฟรอปะทุของเขา “คุณต่างหากที่ไม่มีมารยาท” เขาโน้มตัวลงต่ำยื่นหน้าเข้าใกล้อย่างคุกคามและข่มขู่ ส่งสายตาเป็นประกายวาววับด้วยความดุร้ายแบบป่าเถื่อน ลึกลงไปคือการปฏิเสธกลิ่นหอมอ่อนอันอบอุ่นที่ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดในอก “เจ้าของบ้านเขาไล่แล้วยังไม่ไป... ถามจริงเถอะ ไม่อายเหรอ” มธุรดาตัวเย็นเฉียบแต่หน้าร้อนผ่าว ลำคอตีบตัน ปั่นป่วนด้วยความรู้สึกอันมากมายหลายหลากที่อัดแน่นอยู่ภายใน... คำสั่งเหนือหัวบีบบังคับเธอให้ต้องมาจัดการกับผู้ชายคนนี้... ผู้ชายที่เธอต้องยอมรับว่าไม่พร้อมรับมือเขาไม่ว่าสถานการณ์ใดก็ตาม “คุณอนณ...” เธอสบประสานกับดวงตากระด้างมืดทะมึนดูลวงตาราวกับน้ำแข็งสีดำแล้วต้องรู้สึกราวกับตัวเองลื่นไถลไปชั่วขณะ “ฉันขอพบเด็กสักครั้งได้ไหมคะ... ไม่นานหรอกค่ะ ขอแค่ได้เห็นหน้าแกเท่านั้น” อนณจ้องเขม็งอย่างเหลือเชื่อ “จะอยากเห็นหน้าแกทำไม ในเมื่อพวกคุณเองเป็นฝ่ายปฏิเสธแกกับแม่ของแกอย่างเลือดเย็น แล้วยังไงวันนี้ถึงอยากมีเยื่อใย หรือว่าเกิดสำนึกผิดในความใจดำอำมหิตของพวกคุณ” “คุณอนณ... ฉันจะพูดอย่างตรงไปตรงมา” “นั่นคือสิ่งที่คุณควรทำแต่แรก” เขาสวนกลับทันควัน “เราต้องการตัวเด็ก” มธุรดาพูดอย่างชัดเจน สายตาจับนิ่งแน่วที่ใบหน้าคล้ำเข้มราวประเมินท่าที “เด็กคนนี้เป็นลูกของภาคิณ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฐิระบริบูรณ์เวช...” อนณใช้เวลาหลายวินาทีเรียบเรียงคำพูดนั้นและทวนซ้ำในหัว... ครอบครัวฐิระบริบูรณ์เวชต้องการลูกของอลิสา!? “ไม่อยากเชื่อว่าผมจะได้ยินเรื่องนี้จากปากคุณ” เขาพูดเสียงกระด้าง สงบเงียบแต่ทว่าตึงเครียดจนคนฟังรู้สึกหายใจไม่ออก “ฉันยอมรับค่ะว่าเราตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ก่อนจะ... ก่อนจะยอมรับว่าเด็กเป็นลูกของภาคิณจริง” จบประโยคนั้นมธุรดาต้องพบกับแววแห่งความขยะแขยงอย่างไม่ปิดบังจากดวงตาเขาที่ทอดมอง... อนณส่ายหน้าช้าๆ แล้วพูดเสียงเยือกเย็น “ไม่ว่าพวกคุณจะยอมรับตอนนี้หรือปฏิเสธเหมือนที่ผ่านมา... มันก็ไม่มีผลอะไรเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงครอบครัวคุณน่าจะได้ตัวเด็ก พวกคุณมีโอกาสแล้วแต่พวกคุณก็โยนมันทิ้งไปเอง รู้อะไรไหมมธุรดา... น้องสาวผมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อคลอดเด็กคนนี้ออกมา และนั่นทำให้แกมีค่ายิ่งสำหรับน้องของผมและสำหรับผมด้วย” “แต่คุณไม่มีสิทธิ์เก็บตัวเด็กไว้” “เอาสิ... หรือไม่ก็สู้กันในศาล... ดีเหมือนกันลากไส้มันออกมาให้หมด ให้คนเขารู้กันทั่วประเทศว่าไอ้พวกฐิระบริบูรณ์เวชมันใจดำอำมหิตยังไงบ้าง” มธุรดาพยายามเก็บอารมณ์ เธอรู้ดีว่าการเจรจากับอนณไม่ใช่เรื่องง่าย “เรื่องยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ... แต่ฉันคิดว่าเราควรหาทางออกร่วมกัน” อนณเหยียดยิ้ม... ตอนนี้เขาจับจุดอ่อนได้อย่างหนึ่งคือพวกฐิระบริบูรณ์เวชหน้าบางเกินกว่าจะกล้าเผชิญกับการถูกสาวไส้ต่อสาธารณชน พวกนี้ต้องการให้เขาส่งมอบลูกของอลิสาอย่างเงียบๆ แล้วปิดปากให้สนิท ฮึ... อย่าหวังเลย! “ทางออกร่วมกัน” เขาหัวเราะเบาๆ แต่เสียงพูดเต็มไปด้วยความประชดประชัน “คุณคิดว่าผมจะยอมให้คนที่ทำลายชีวิตน้องสาวผมได้สิ่งที่ต้องการงั้นเหรอ” “คุณอนณ ฟังนะคะ... ฉันมาที่นี่เพื่อประโยชน์ของเด็กทั้งสิ้น... ภาคิณคือพ่อของเด็กคนนี้ และเขาต้องการรับผิดชอบเลี้ยง ดูเด็กในฐานะลูกของเขา” “ไอ้คนขี้ขลาด!” อนณคำรามเสียงลั่นราวฟ้าฝ่า มือแข็งแกร่งข้างหนึ่งกำแน่นเป็นกำปั้นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้ามันอยากได้ลูกของอลิสาให้มันมาพูดกับผมเอง... ให้มันมากราบขอขมาศพน้องสาวผมตอนนี้และเดี๋ยวนี้... ทำได้ไหม!?” มธุรดาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เม้มปากแน่นแต่แก้มของเธอร้อนผ่าว... “ถ้าทำไม่ได้ก็เชิญกลับไป” หญิงสาวบังคับตัวเองให้มองเขาอย่างเต็มตา ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอันเป็นปกตินิสัย “เท่าไรคะ... คุณต้องการเท่าไรเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเลี้ยงดูเด็กคนนี้... เชิญเสนอมาได้เลยเรายินดีจ่ายมากเท่าที่คุณต้องการ” จบประโยคนั้นอนณเกือบจะมีโอกาสพาตัวเองเข้าไปอยู่ในคุกได้ เขาถูกครอบงำด้วยพลังของความโกรธรุนแรงราวกับมีควันพวยพุ่งออกมาในบรรยากาศที่เดือดพล่าน... เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าวและหยุด... เขาไม่ไว้ใจตัวเองให้เข้าใกล้เธอมากกว่านี้และมธุรดาเข้าใจเรื่องนั้นดี “มธุรดา...” เขากระซิบเสียงลอดไรฟัน โน้มเข้าไปใกล้ ตรึงเธอไว้ด้วยสายตาอันดุเดือด ลมหายใจอุ่นจนร้อนเป่ารดพวงแก้มเธอ อาการสั่นสะท้านกำลังลามไหลไปทั่วร่าง แต่มธุรดาก็ยังยืนเชิดหน้ากับประโยคที่ได้ยินชัดเจน “ถ้าคุณไม่ไปตอนนี้... ผมจะฝังคุณไว้ท้ายไร่ของผมด้วยมือของผมเอง!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD