ตอนที่ 5 เมียคุณเอ้

3245 Words
กรุงเทพฯ... เมื่อรถแล่นเข้าสู่ประตูคฤหาสน์ฐิระบริบูรณ์เวช ความรู้สึกแตกต่างก็โถมเข้ามาอย่างรุนแรง จากบรรยากาศเรียบง่ายอบอุ่นของบ้านไม้เรือนไทยสู่ความหรูหรายิ่งใหญ่แต่เยือกเย็นของหินอ่อนและโคมไฟคริสตัล... ทุกสิ่งอย่างช่างขัดแย้งราวกับอยู่คนละโลก มธุรดาก้าวลงจากรถที่หน้าคฤหาสน์ฐิระบริบูรณ์เวชด้วยท่วงทีสุขุมสง่า แม้เพิ่งผ่านคืนที่เหน็ดเหนื่อย แต่ไม่อาจปล่อยให้ใครเห็นความอ่อนล้าได้ ส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะชัดเจน หญิงสาวสูดหายใจลึกก่อนจะก้าวเข้าสู่ประตูบานใหญ่ที่เธอคุ้นเคย ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ กลิ่นหอมของก้านไม้และม่านไหมที่สะอาดหมดจดตลบอบอวล ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศตัดกับความชื้นอุ่นของอากาศภายนอกทำให้เธอขนลุกวาบราวกับได้ก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ... โลกที่เธอรู้จักดี โลกที่มีกฎเหล็กซ่อนซุกอยู่ในทุกซอกมุม และที่นั่น... บนเก้าอี้บุนวมทรงสูงซึ่งตั้งเด่นกลางห้อง... คุณย่านั่งรออยู่แล้ว หญิงชราผิวขาวซีดสะท้อนกับเส้นผมสีเงินที่เกล้าเก็บเรียบร้อย ใบหน้าเรียวมีร่องรอยอายุแต่ยังคงความสง่างามและอำนาจเพียงแค่ปรายตามอง ร่างโปร่งบางในชุดผ้าไหมสีเข้มทำให้เธอดูไม่ต่างจากราชินีผู้ครอบครองปราสาท... มธุรดารู้สึกหัวใจหดแคบเพียงสบกับนัยน์ตาคู่นั้น... สายตาที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นตอนนี้กลับเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก “กลับมาแล้วหรือ มธุรดา” น้ำเสียงแผ่วเบา แต่แฝงแรงกดดันมหาศาล หญิงสาวก้าวไปหยุดตรงกลางห้อง ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม “ค่ะ คุณย่า หนูกลับมาแล้ว” “แล้ว?” เพียงคำเดียวแต่แฝงความหมายชัดเจน มธุรดากัดริมฝีปากแน่น ปล่อยความเงียบยืดยาวเป็นนาที ก่อนเงยหน้าขึ้น “ยังไม่สามารถพาเด็กกลับมาได้ค่ะ” คุณย่าหรี่ตาลงทีละน้อย ใบหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับเย็นชาจนแทบจะเจาะทะลุหัวใจ “พูดใหม่อีกครั้งซิ” “เขาไม่ยอม...” เสียงเธอสั่นอย่างไม่อาจคุม คุณย่าเลิกคิ้วช้าๆ เสียงหัวเราะเย็นยะเยือกเล็ดลอดออกมาเพียงน้อยนิด “ไม่ยอมหรือเธออ่อนข้อให้มัน” ประโยคนั้นกระแทกใจราวกับถูกฟาดด้วยแส้... มธุรดาหลุบตาลงมองพื้น ใจสั่นแล้วตัวก็สั่นด้วย “ไม่ใช่คะ คุณย่า” เธอเว้นจังหวะ ด้วยการสูดหายใจเข้าลึก “เขาดูแลเด็กด้วยตัวเอง... แม้จะลำบากแต่เขาก็พยายามทำ... เขากำลังหาคนมาดูแลเด็ก และหนูคิดว่า...” “พอ!” เสียงคุณย่าตวาดก้อง สะท้อนผนังหินอ่อนทั้งสี่ด้านจนมธุรดาสะดุ้งเฮือก หัวใจเธอบีบรัดเหมือนถูกกดทับจากทุกทิศทาง “เธอจำหน้าที่ตัวเองไม่ได้แล้วหรือ มธุรดา” หญิงสาวกัดฟันพยายามเอ่ยเสียงสั่น “หนูรู้ค่ะ ว่าหน้าที่คืออะไร แต่...” “แต่เธอก็กลับมาพร้อมความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า” เสียงคุณย่าเฉียบขาดและเข้มคม “แต่เขา...” มธุรดานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ราวกับพยายามเรียบเรียงคำพูดให้เหมาะสม “เขาก็เป็นคุณลุงของเด็กและเขาเพิ่งจะสูญเสีย... คุณย่าคะ หนูไม่อยากทำร้ายพวกเขา... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้นะคะ คุณย่า” เสียงเธอสั่นพร่า แต่เต็มไปด้วยความจริงจังตั้งใจ หญิงชรามองเธอนิ่งนาน ความเงียบหนักอึ้งคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง ราวกับกำแพงหินสูงตระหง่านปิดกั้นไว้ทุกทิศทาง “ฉันเลี้ยงดูเธอมาจนโต ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน เธอยืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะฉัน... รู้ใช่ไหม” “หนูทราบดีค่ะ...” มธุรดาเอ่ยเสียงเบา ดวงตายังคงนิ่งสงบแม้ในอกจะบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก “แล้วทำไมถึงกล้าล้มเหลวต่อหน้าฉัน... ทำไมปล่อยให้ศัตรูกระจอกๆ อย่างนายอนณนั่นถือไพ่เหนือกว่า” “เปล่าค่ะ คุณย่า” มธุรดายืดตัวตรงขึ้น... บัดนี้ใบหน้าที่เผยออกมาไม่มีร่องรอยความอ่อนแอ มีเพียงความเยือกเย็นและมั่นคงของหญิงสาวที่ถูกหล่อหลอมมาให้อยู่ในโลกที่ไร้ความปราณี “หนูไม่เคยปล่อยให้ศัตรูคนไหนถือไพ่เหนือกว่า... ครั้งนี้ก็เหมือนกันค่ะ” คุณย่าไม่พูดอะไรตอบ เพียงหันสายตาไปทางหน้าต่างสูงที่ม่านถูกดึงปิดครึ่งหนึ่ง แสงแดดส่องลอดเข้ามาเป็นเงาทาบบนใบหน้า... ใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่กลับน่ากลัวยิ่งกว่าโกรธเกรี้ยว “ฉันเรียกตาแพทให้กลับมาแล้ว... เขาจะเข้ารับตำแหน่งในบริษัทฯ แทนเธอ” เสียงพูดนั้นเนิบช้าชัดเจน หญิงสาวนิ่งฟังในท่าทีสงบและยอมรับโดยดี แต่ประโยคต่อมานั้นทำให้มธุรดารู้สึกหนาวเยือกจับขั้วใจ... “ส่วนหน้าที่ของเธอ มธุรดา” หญิงชราลดเสียงพูดต่ำลง แต่เปล่งประกายอำนาจกดทับผ่านแววตายามจับจ้องไปที่หญิงสาวอ่อนวัย “พิสูจน์ให้ฉันเห็น... ว่าเธอยังคู่ควรกับฐิระบริบูรณ์เวช” . . . เป็นเวลาจวนเที่ยงที่เสียงร้องแหลมเล็กของอคิณดังลั่นสั่นสะเทือนทั่วเรือนไม้ เด็กชายวัยเดือนเศษหน้าดำหน้าแดง น้ำตาไหลพราก สองมือน้อยกำกระทุ้งอากาศไม่หยุดเหมือนจะประกาศความไม่พอใจให้โลกรู้ ในครัว... น้าบังอรง่วนอยู่หน้าเตา กระทะพริกแกงส่งเสียงฉ่าๆ กะทิเริ่มแตกมันส่งกลิ่นหอมฉุนตลบอบอวล ขณะเดียวกันลูกชายวัยสองขวบก็ยืนเกาะขาแม่แน่น น้ำมูกน้ำตาเลอะเปรอะหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมปล่อย “นม! กินนม! เอานม!” เด็กน้อยแผดเสียงโวยวาย “ประเดี๋ยวสิลูก... แม่ทำกับข้าวอยู่ เห็นไหม นี่มันร้อนจะตาย” น้าบังอรแทบขาดใจ มือข้างหนึ่งถือตะหลิวผัดกระทะ อีกข้างต้องพยายามดึงแขนลูกน้อยที่เกาะไม่ยอมปล่อยจนตัวแกเอนเกือบล้มคะมำ เสียงร้องสองแหล่งแข่งกันจนบ้านทั้งหลังแทบระเบิดอยู่รอมร่อ... อนณที่กำลังพยายามตักนมผงจากกระป๋องลงขวดก็ยิ่งลนลาน มือไม้สั่น หยิบจับอะไรไม่ถูก ฝาเกลียวขวดนมก็ปิดไม่สนิท เขาขบกรามแน่นจนสันกรามนูนชัด พยายามข่มอารมณ์เต็มที่ แต่ความชุลมุนนี้กลับทำให้ความอดทนแทบขาดผึง ราวกับโชคชะตาต้องการซ้ำเติม... เสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นหน้าบ้าน ล้อบดกับกรวดกระแทกหูทุกคนก่อนจะเงียบลงพร้อมกับประตูรถที่ถูกปิดดังปัง มธุรดาปรากฏตัวตรงลานบ้านในชุดกระโปรงเรียบหรู สีเข้มสุภาพแต่ดูห่างไกลจากบรรยากาศบ้านไร่ ใบหน้าสงบสุขุม สายตาคมสวยกราดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างประเมินทุกอย่างในเสี้ยววินาที “ดูเหมือนคุณกำลังต้องการความช่วยเหลือนะคะ คุณอนณ” น้ำเสียงเธอนุ่มลึก แต่มั่นคงจนน่าประหลาด อนณกำลังจะอ้าปากประท้วง ทว่ามธุรดาไม่เปิดโอกาสให้เสียด้วยซ้ำ เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นเรือน ตรงไปที่เปลเด็ก ก่อนจะช้อนอคิณขึ้นแนบอกอย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยมานาน พลันเสียงร้องที่แผดก้องแผ่วเบาลงอย่างอัศจรรย์ กลายเป็นเพียงเสียงสะอื้นฮึกฮัก “ชู่ว์... ไม่เป็นไรนะคะ อคิณคนดี” เสียงเธออ่อนโยนราวกับดนตรีกล่อมเด็ก... อคิณสะอื้นอีกสองครั้ง ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงฮึ่มฮั่มเบาๆ ร่างเล็กเริ่มซุกเข้าหาความอบอุ่นในอ้อมแขนหญิงสาวอย่างวางใจ ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที บ้านที่แทบแตกกลับเงียบสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ... อคิณกำลังดูดนมจากขวดในอ้อมแขนมธุรดา ส่วนลูกชายน้าบังอรก็นอนสบายอยู่บนตักแม่ดูดนมจากอกด้วยสีหน้าพอใจ... และในครัวตอนนี้นั้นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ดูเกะกะเก้งก้างเมื่อสาละวนอยู่หน้าเตา เพราะจำต้องคว้าตะหลิวลงมือผัดพริกแกงแทนน้าบังอรและน้าบังอรเองก็แอบหวั่นว่าจะได้กินข้าวเที่ยงกันตอนไหนหนอ “ดูท่าเด็กจะชอบคุณนะ...” น้าบังอรเปรยขึ้นพลางมองมธุรดายิ้มๆ “เพราะเด็กมันยังไม่รู้น่ะสิว่าผู้หญิงคนนี้ทำอะไรกับแม่ของมันไว้บ้าง” ประโยคนี้ทำให้ผู้หญิงสองวัยหันมองพร้อมกัน... อนณยืนนิ่งอยู่ตรงชานเรือน สายตาคมจับจ้องภาพตรงหน้าไม่ละ... น้าบังอรมองเขาด้วยความตกใจ ส่วนมธุรดาเพียงปรายตามอง แล้วดึงความสนใจกลับมายังเด็กชายในอ้อมแขน ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มพูดเลยแม้แต่น้อย ท่าทีสงบเย็นนั้นทำให้คำพูดของอนณที่ตั้งใจจะฟาดฟันกลับไร้น้ำหนักอย่างน่าหงุดหงิด เขายืนนิ่งอยู่จุดเดิมเพิ่มเติมคือพุ่งสายตามาอย่างทิ่มแทง... ผู้หญิงที่เขาเชื่อว่าเย็นชา เห็นแก่ตัวและร้ายกาจ กลับโอบอุ้มลูกของอลิสาอย่างทะนุถนอม แววตาที่ทอดมองเด็กน้อยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน... จนหัวใจของเขาเองยังสั่นไหว... ใบหน้าคมเข้มร้อนผ่าวขึ้นมา เขากำมือแน่น หงุดหงิดกับทั้งเธอ... และกับความรู้สึกของตัวเอง ในชั่วจังหวะที่ความตึงเครียดยังไม่คลายดี เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังแว่วเข้ามาแล้วตามด้วยเสียงตะโกนลั่น “พี่เอ้ อยู่ไหม” เจ้าของเสียงสดใสโผล่ขึ้นบันไดเรือนมาอย่างคล่องแคล่ว “พอดีมาเยี่ยมคนไข้แถวนี้ เลยแวะเข้ามาดูไอ้หลานชายสักหน่อยว่าเป็นไงมั่ง” แพทย์หญิงรวินท์นิภาชะงักกึก ก่อนเบิกตากว้างมองภาพสาวสวยแปลกหน้าที่อุ้มอคิณแนบอก แล้วเธอก็โพล่งขึ้นตามประสา “โห... นี่หาเมียได้จริงเหรอพี่เอ้... ไอ้เราก็นึกว่าพูดเล่นซะอีก” อนณที่กำลังหัวเสียอยู่แล้ว หันขวับทันที “แกอย่าพูดมั่วนะหนิม!” คุณหมอหัวเราะคิกคัก “ตอนแรกที่ได้ยินชาวบ้านเขาพูดว่ามีผู้หญิงเข้าๆ ออกๆ บ้านพี่ หนิมก็นึกว่าเขาลือกันไปงั้นเอง ที่ไหนได้... เรื่องจริงนี่หว่า ในที่สุดพี่เราก็มีเมียกับเขาจนได้... ขายออกซะทีนะพี่” อนณกัดฟันแน่น หน้าเริ่มร้อนผ่าว ยังไม่ทันได้จัดการกับหมอหนิม เสียงกริ่งจักรยานดังกริ๊งๆๆ ... ชายหนุ่มร่างผอมปั่นเข้ามาจอดแล้วกระโดดแผล๋วลงมายืนหอบแฮก “พี่เอ้ แย่แล้ว... รถไถสตาร์ทไม่ติด เครื่องสูบน้ำก็ไม่เดิน น้ำท่วมแปลงไปครึ่งแล้วพี่!” ประโยคนั้นทำอนณหันขวับ สีหน้าตึงเครียดเป็นเงามืดทับลงมาทันที... นี่มันเป็นวันอะไรกันวะเนี่ย!? เสียงพูดของหลายคน บรรยากาศยิ่งวุ่นวาย... เด็กชายอคิณในอ้อมแขนมธุรดาเริ่มขยับพร้อมเสียงสะอื้นฮึกๆ ดังขึ้นอีกรอบ ลูกชายคนดีของน้าบังอรทำท่าจะเอาอย่างน้องบ้าง หนุ่มคนงานที่มาส่งข่าวเร่งเร้าเสียง “รีบไปเหอะพี่ เดี๋ยวน้ำท่วมแปลงสมุนไพรตายหมดแน่!” อนณกำหมัดแน่น ใบหน้าคล้ำเข้มเต็มไปด้วยความลังเลร้อนรุ่ม สุดท้ายเขาก็สบตากับมธุรดา... หญิงสาวที่ยังอุ้มหลานชายเขาอย่างมั่นคงไม่มีสั่นคลอน ชั่วจังหวะที่สบตากันเธอยกริมฝีปากโค้งขึ้นนิดๆ ราวกับรู้ว่าตัวเองเพิ่งชนะศึกเล็กๆ ครั้งนี้ อนณหัวเสียหนักยิ่งกว่าเดิมที่ใจตัวเองสั่นแรงจนควบคุมแทบไม่ได้ แต่สถานการณ์บีบบังคับ... เขาไม่มีทางเลือก . . . คล้อยหลังอนณเรือนไม้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง... มธุรดายังอุ้มอคิณไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยดูดนมจนพุงป่อง เริ่มผละออกพร้อมหาวเล็กๆ ดวงตากลมค่อยๆ ปรือปิดลงราวจะกลับเข้าสู่นิทราอีกครั้ง “ขอโทษนะคะที่พูดไปแบบนั้น” เสียงพูดนั้นออดอ่อยทั้งเต็มไปด้วยท่าทีลุแก่โทษ แพทย์หญิงรวินท์นิภาหรือที่ทุกคนเรียกติดปากว่า หมอหนิม เธอขยับเข้าใกล้มธุรดาแล้วพูดอีก “ก็ตอนแรกที่เห็น นึกว่าคุณเป็น...” “ไม่เป็นไรค่ะ” มธุรดาตัดบทในทันที น้ำเสียงเรียบสงบแต่เด็ดขาดพอจะปิดช่องว่างให้คำใดก็ตามที่จะหลุดออกมาจากปากคุณหมอ... ถึงอย่างนั้นหัวใจเธอกลับสะดุดวูบอย่างห้ามไม่อยู่ คำต้องห้ามที่ไม่ได้ถูกเอ่ยออกมากลับก้องอยู่ในโสตประสาท ความรู้สึกบางอย่างมวนเกลียวขึ้นกลางท้องจนต้องก้มหน้าลงไปมองเด็กในอ้อมแขนแทน เสียงหัวเราะของน้าบังอรแทรกขึ้นมา “หมอหนิมจะเข้าใจอย่างนั้นก็ไม่แปลก เพราะเอ้เขาไม่เคยพาผู้หญิงสาวๆ คนไหนเข้าบ้านเลยสักคน พ่อคุณยิ่งนับวันก็ยิ่งเย็นชา แข็งเป็นหิน น้าล่ะชักหวั่นว่าเขาจะครองตัวเป็นตาลุงเลี้ยงหลานคนเดียวไปจนแก่” หมอหนิมหัวเราะคิกคัก แล้วร่วมผสมโรง “นั่นสิคะน้าอร ขืนเป็นงั้นจริงๆ หนิมว่ามันจะน่าเสียดายนะ ผู้ชายดีๆ อย่างพี่เอ้คิดจะอยู่คนเดียว มันไม่เข้าท่าเอาเสียเลย” น้าบังอรหัวเราะลงลูกคอ พลางเช็ดปากเด็กชายวัยสองขวบที่เพิ่งกินนมอิ่มกำลังจะเคลิ้มหลับไปอีกคน “แต่ก็ไม่แน่นาหมอหนิม...” นางพูดทิ้งประโยคไว้เท่านั้น แต่ชำเลืองมองคุณคนสวยที่นั่งเงียบอยู่ใกล้นั้น “ไม่แน่อะไรคะ น้า” หมอหนิมขยับเข้าใกล้ทันที “ก็ไม่แน่ว่า... เอ้เขาอาจจะมีเมียเร็วๆ นี้ก็ได้น่ะซี” “ห๊ะ!... จริงเหรอคะ” เสียงหมอหนิมเร่งเร้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ใครคะ น้าอร... ใคร” น้าบังอรไม่ตอบคำถามนั้นแต่กลับหัวเราะชอบใจ พลางสายตาก็จับนิ่งที่คุณคนสวยที่ดั้นด้นมาจากกรุงเทพฯ แต่เช้าอย่างมีความหมาย “เอ่อ... คุณ...” คุณหมอสาวหันมาสนใจสมาชิกแปลกหน้าอีกครั้ง “มธุรดาค่ะ” หญิงสาวเอ่ยสั้นๆ “ชื่อเพราะจังค่ะ” หมอหนิมยิ้มจริงใจ “หนิมนะคะ... เป็นหมอประจำที่โรงพยาบาลในอำเภอเรานี่แหละค่ะ” “หมอหนิมเขาเป็นรุ่นน้องของเอ้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแน่ะ คุณ” น้าบังอรเสริมขึ้นอย่างกันเอง “บ้านก็อยู่ไม่ไกล เลยเทียวไปมาหาสู่กันเสมอแหละ” “อ้อ... เหรอคะ” ดูเหมือนมธุรดาไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านั้น เธอหันไปยิ้มอย่างเป็นมิตรกับคุณหมอ “ยินดีที่ได้รู้จักคุณหมอนะคะ” “คุณดูคล่องกับเด็กมากเลยนะคะ ตอนแรกหนิมคิดว่ายังไงๆ พี่เอ้ก็เลี้ยงไม่ไหวแน่ แต่พอเห็นคุณแบบนี้... ก็สบายใจแทนเลยค่ะ” “ฉันแค่ช่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นค่ะ” มธุรดาตอบอย่างถ่อมตัว สายตายังคงทอดลงมองอคิณที่ซบหน้าแนบอกเธอ น้าบังอรที่นั่งพัดโบกให้ลูกชายอยู่ไม่ห่างหันมาส่งยิ้มพลางว่า “เล็กน้อยที่ไหนกันล่ะคุณ... น้าสังเกตอยู่นาน เด็กมันติดคุณจะตาย เห็นหน้าเมื่อไหร่เป็นเงียบทุกที” คำพูดนั้นทำให้หัวใจมธุรดาสะท้านวูบ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น เธอรู้ดีว่านั่นคือข้อเท็จจริงที่อนณเองก็คงเห็นเต็มตา แต่เขาไม่เคยเอ่ยคำยอมรับออกมาเลยสักครั้ง . . . เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นตามมาด้วยเจ้าของบ้านผู้มีท่าทีเหนื่อยล้าจากการใช้แรงงานตลอดทั้งบ่าย เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีซีดเปื้อนคราบดินโคลนจนแลดูหยาบกร้าน กลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินยังติดมากับเนื้อตัว... เขากะจะเดินตรงเข้าห้องแล้วอาบน้ำให้สบายแต่ต้องหยุดชะงักเพียงก้าวขึ้นบันไดได้ไม่กี่ขั้น พื้นที่โล่งโปร่งใต้ถุนเรือนซึ่งจัดไว้สำหรับรับประทานอาหารโดยเฉพาะ... มธุรดากำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่เงียบๆ แสงไฟยามเย็นส่องกระทบเส้นผมดำขลับที่ถูกรวบขึ้นลวกๆ มีปอยหลุดลงมาแนบแก้ม เธอสวมชุดกระโปรงเรียบหรูอย่างที่เขาเห็นเมื่อเช้าตอนแรกมาถึง บนโต๊ะมีถ้วยแกงร้อนๆ ไอน้ำลอยกรุ่นกับจานผัดผักและไข่เจียวหอมฟุ้ง บรรยากาศบ้านๆ ที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาจากมือของผู้หญิงคนนี้ อนณยืนนิ่ง แววตาคมเข้มจับจ้องอย่างหงุดหงิดปนตื่นตะลึงราวกับภาพตรงหน้าเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเชื่อ แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ “ทำอะไรของคุณ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทั้งเหนื่อย ทั้งห้วน มธุรดาเงยหน้าช้าๆ ดวงตาสงบนิ่งที่ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ของเขา “เตรียมมื้อเย็นค่ะ” “ใครบอกให้คุณทำ แล้วน้าบังอรไปไหน” “ไม่มีใครบอก” เธอวางช้อนลงกับโต๊ะเสียงเบา ก่อนหันกลับมาสบตาเขาเต็มแรง “แต่คุณเหนื่อยมาทั้งวัน ฉันเห็นว่าควรมีข้าวรอ และน้าบังอรแกกลับไปตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ เห็นว่าน้าผู้ชายที่บ้านไม่ค่อยสบาย แกเลยขอกลับไปดู” ประโยคบอกเล่าเรียบง่าย แต่กลับทำให้เลือดในกายเขาร้อนวูบขึ้นมา อนณก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว จนกลิ่นดินและกลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นอาหารหอมๆ ตีกันในอากาศ “ทำไมไม่มีใครไปบอกผม” “ฉันไม่ทราบ” “แล้วคุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมาทำตัวเหมือนเจ้าของบ้าน” มธุรดายืดตัวตรง แววตาไม่หลบเลี่ยง “คุณหงุดหงิดอะไรนักคะ ฉันแค่อยากช่วย” เสียงเธอไม่ดัง แต่หนักแน่นพอจะสะกิดความอดทนของเขาให้สั่นคลอน เธอพูดต่อไปว่า... “อีกอย่างกับข้าวนี้ฉันก็ไม่ได้ทำเอง น้าบังอรทำไว้แล้วทั้งหมด ฉันแค่เอามาอุ่นเท่านั้น อ้อ... น้องคิณหลับอยู่นะคะ ฉันอาบน้ำให้แกแล้วก็ป้อนนม พาเข้านอน แต่ฉันคิดว่าแกอาจจะตื่นกลางดึกเพราะนอนแต่หัวค่ำ คุณอาจต้องคอยฟังเสียงของแกด้วยนะคะ” อนณจ้องเธอเหมือนอยากทะลุทะลวงเข้าไปให้ถึงความคิดข้างใน ใบหน้าเขาเข้มขึ้นทุกขณะ “ไม่ว่าคุณกำลังคิดจะทำอะไร ไม่ว่าคุณจะมาไม้ไหนหรือเปลี่ยนวิธีการใดๆ ก็ตาม คุณไม่มีวันได้ตัวอคิณเด็ดขาด... จำใส่หัวไว้เลย มธุรดา” เธอยกริมฝีปากโค้งคล้ายจะยิ้ม “บางที... คุณอาจกำลังหิวมากก็ได้ จะอาบน้ำก่อนหรือว่าทานข้าวก่อนดีคะ” “อย่ายั่วผม” เขากดเสียงต่ำ สายตาของมธุรดาจับจ้องเขาไม่หลบเลี่ยง “เปล่าค่ะ... ฉันไม่ได้ยั่ว... ไม่เคยคิดจะยั่วด้วย” อนณก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือไม่กี่คืบ แววตาคมกร้าวทิ่มแทงเธอเต็มแรง “อย่าทำให้ผมต้องหมดความอดทน...” หัวใจมธุรดาเต้นแรงแต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เธอเพียงยกจานข้าวใบหนึ่งไปวางตรงหน้า แล้วพูดเสียงธรรมดา “ทานข้าวกันเถอะค่ะ... ฉันหิวแล้ว” คำเชิญนั้นเหมือนการท้าทายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด “อิ่มแล้วฉันก็จะไป” อนณยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนาน... ใบหน้าคมเข้มตึงเครียด ปลายนิ้วมือกำเข้าหากันแน่นเหมือนกำลังต่อสู้กับบางสิ่งในอก เงียบ... ความเงียบที่ถ่วงหนักจนแม้แต่เสียงจิ้งหรีดด้านนอกยังเหมือนดังเกินจริง อนณยืนกำหมัดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนในที่สุดก็ยอมทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวแข็ง เสียงขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นไม้ดังกึกก้องราวประกาศการยอมแพ้เงียบๆ *****
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD