มธุรดาตักแกงส้มร้อนกรุ่นใส่ถ้วยแบ่งให้เขาอย่างไม่รีบร้อน มือเรียวสวยมั่นคงจนไม่น่าจะใช่มือของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เพิ่งเคยจับทัพพีจับตะหลิวไม่กี่ครั้ง เสี้ยวหน้าของเธอที่โน้มลงอยู่ตรงหน้าทำเอาหัวใจเขาเต้นสะดุด แม้จะพยายามหันสายตาหนี
“ไม่ต้องทำให้ผม” น้ำเสียงเขาขรึมเข้ม คล้ายป้องกันตัวเองมากกว่าปฏิเสธจริงจัง
“แต่ฉันทำไปแล้วค่ะ” มธุรดาตอบเรียบๆ วางถ้วยลงเบื้องหน้าเขาเบาๆ ก่อนจะยกจานผัดผักมาตั้งตรงกลางโต๊ะ
อนณตวัดตามองเธอทันที “คุณคิดว่าการที่เอาตัวเองเข้ามาในบ้านนี้... มันจะทำให้คุณได้อะไร”
ดวงตาคมกริบสบเข้ากับสายตาเยือกเย็นของมธุรดา เสี้ยววินาทีที่เงียบงันนั้น ทั้งคู่ต่างรู้ว่าความหมายของคำถามมันลึกกว่าที่เปล่งออกมา
เธอไม่ตอบ แต่ยิ้มบางๆ มุมปากแล้วหันกลับไปจัดการตักข้าวใส่จานของตัวเอง ความสงบเสงี่ยมในท่าทางนั้นกลับยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดร้อนรุ่ม
เสียงช้อนกระทบกับจานข้าวดังเบาๆ ขณะที่มธุรดาเริ่มลงมือกินอย่างเรียบง่าย ราวกับไม่ได้ใส่ใจว่าเขายังนั่งตัวแข็งอยู่เหมือนเสือที่ถูกล่ามไว้
อนณขยับตัว ก้มหน้าลงจับช้อนในที่สุด ข้าวคำแรกที่เข้าปากกลับทำให้เขานิ่งค้างไปชั่ววินาที... รสชาติไม่ต่างจากที่น้าบังอรทำ แต่มีบางอย่างที่ต่างออกไป... น้ำพริกแกงส้มเผ็ดนวลกว่า ผัดผักสดใหม่ไม่จืดชืด ไข่เจียวฟูกรอบแบบที่เขาชอบ... ข้าวในปากขมฝาดขึ้นมาอย่างประหลาด... เขาไม่รู้ว่าทำไม
ทั้งสองกินข้าวเงียบๆ แต่ความเงียบครั้งนี้ไม่ใช่ความสงบ หากแต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งด้วยแรงดึงดูดที่ต่างพยายามจะไม่ยอมรับ สายตาเขาเผลอมองมือเรียวสวยที่จับช้อนส้อม เผลอมองริมฝีปากที่ขยับเล็กน้อยเมื่อเคี้ยวอาหาร และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นบังเอิญสบตา... เขากลับไม่หลบ
“ถ้าคุณไม่ไว้ใจ...” เสียงมธุรดาเอ่ยขึ้นอย่างสงบ “คิดว่าฉันจะวางยาพิษในอาหาร ฉันคงไม่นั่งกินกับคุณหรอกค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้อนณร้อนวูบ เขาวางช้อนลงเสียงดังเกินควร ข่มเสียงต่ำ “แน่นอนว่าผมไม่มีวันไว้ใจคุณ”
มธุรดาเลิกคิ้ว ก่อนจะพยักหน้ายอมรับโดยไม่โต้เถียง แต่แววตากลับนิ่งและแน่วแน่จนเหมือนจะบอกว่า ถึงอย่างนั้น ฉันก็จะไม่ไปไหนง่ายๆ หรอกนะ
อนณกำมือแน่นใต้โต๊ะ ร่างสูงใหญ่ที่เคยมั่นคงกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกเขย่าแรง ๆ เพียงเพราะการนั่งกินข้าวกับผู้หญิงคนนี้ และเขารู้ดี... ว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในหัวใจที่เขาไม่มีวันหลีกหนีได้อีกต่อไป
เสียงช้อนกระทบจานเป็นจังหวะสุดท้าย... มธุรดาวางช้อนลงก่อนจะดันเก้าอี้ออก เธอลุกขึ้นยืนอย่างสงบ เก็บจานของตัวเองรวมเข้ากับถ้วยแกงตรงกลาง ความเคลื่อนไหวทุกอย่างมั่นคงเรียบร้อย ราวกับเธออยู่ในบ้านนี้มานาน
อนณนั่งนิ่ง จ้องแผ่นหลังบางตรงหน้า ความหงุดหงิดในอกสุมทับแน่นขึ้นทุกที ยิ่งเธอทำตัว สงบ มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกยั่วโดยไม่ต้องใช้คำพูด
เสียงเก้าอี้ลากเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้ง มธุรดากำลังจะก้าวออกไปพร้อมจานในมือ ทว่าจังหวะนั้นเอง... มือใหญ่ของอนณกลับพุ่งคว้าแขนเธอไว้โดยไม่ทันคิด
แรงดึงทำให้หญิงสาวชะงัก หันหน้ากลับมาช้าๆ สายตาคมสงบเยือกเย็นสบเข้ากับแววตาคมเข้มที่ตอนนี้สั่นไหวเกินควบคุม... ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาทันที นอกจากเสียงลมหายใจที่กระชั้นขึ้นเล็กน้อยของทั้งสอง
แขนเรียวในมือเขาอุ่นนุ่มเกินกว่าจะปล่อยง่ายๆ แต่ความเงียบระหว่างกันกลับตึงเครียดยิ่งกว่าไฟที่พร้อมจะปะทุ อนณเม้มปากแน่น พยายามบังคับตัวเองไม่ให้พูดสิ่งที่อยู่ลึกในใจออกมา
“คุณ...” เสียงเขาแหบพร่า กดต่ำจนแทบกลายเป็นคำรำพึง “ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร”
มธุรดามองเขานิ่ง ดวงตาไม่ไหวเอนแม้แต่น้อย “เพราะฉันอยากช่วย”
“ช่วย?” เขาแค่นเสียงเย้ยหยัน แต่หัวใจกลับร้อนรุ่มเมื่อสบตาเธอ
“ค่ะ” คำตอบหนักแน่น ไม่มีลังเล
“ในฐานะอะไร”
เงียบ... ความเงียบที่คุกรุ่นกว่าไฟลุกวาบ อนณกำลังมองผู้หญิงที่เขาอยากผลักไส แต่กลับไม่สามารถละสายตาได้แม้แต่วินาทีเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาแทบจะรดลงบนใบหน้าของเธอ ความใกล้ชิดทำให้หัวใจเต้นกระแทกโครมครามในอก
มธุรดายกคางเล็กน้อย ไม่ใช่เพื่อต่อต้าน แต่เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ยอมถอย “ฐานะอะไรก็ได้ค่ะ... แค่คุณยอมรับให้ฉันช่วย”
อนณกำมือแน่นบนแขนเรียว รู้สึกเหมือนกำลังถือไฟไว้ในมือที่พร้อมจะแผดเผาเขาเองทุกเมื่อ สุดท้ายเขาก็ปล่อยมือออกช้าๆ
มธุรดายิ้มบางๆ อย่างพอใจ ก่อนจะเบือนหน้า เดินหายไปทางครัวพร้อมจานในมือ ทิ้งให้เขายืนตัวแข็งอยู่ท่ามกลางความเงียบอันว่างเปล่า
อนณเอนหลังพิงเก้าอี้ สูดหายใจลึกแต่กลับไม่อาจสงบได้เลย ภาพสายตาเยือกเย็นของเธอยังคงวนเวียนในหัว ราวกับตราตรึงอยู่ลึกลงไปในใจเขา... เขารู้สึกเหมือนเพิ่งแพ้สงครามที่ไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว
เสียงฝีเท้าของมธุรดาดังเป็นจังหวะเบาๆ เธอก้าวเข้าไปในครัวด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น วางจานลงบนอ่างก่อนเริ่มขยับหยิบจับภาชนะราวกับอยู่ในบ้านตัวเองมานาน ความคล่องแคล่วและมั่นใจนั้นทำให้เรือนไม้ทั้งหลังดูเหมือนเปลี่ยนบรรยากาศไปโดยสิ้นเชิง
อนณยังนิ่งราวถูกตอกตรึงอยู่ครู่หนึ่ง พยายามบอกตัวเองให้ปล่อยเธอไป แต่หัวใจกลับเร่งเร้าให้ทำอีกอย่างและเขาไม่อาจห้ามได้... ที่สุดเขาเดินตามเสียงจานชามที่กระทบกันเบาๆ ราวกับถูกชักนำไป
แสงไฟสีเหลืองนวลในครัวส่องกระทบเสี้ยวหน้าของมธุรดา ผมยาวถูกรวบหลวมๆ ไว้ด้านหลังมีปอยเส้นเล็กตกลงข้างแก้ม ยามที่เธอก้มหน้าล้างจาน แผ่นหลังบางใต้ผ้าเนื้อดีแลดูอ่อนไหวจนชายหนุ่มรู้สึกจุกแน่นในอก
เขายืนพิงกรอบประตู มองภาพนั้นเงียบๆ ไม่พูดสักคำ แต่สายตาคมเข้มกลับบ่งบอกถึงความปั่นป่วนที่ไม่อาจซ่อนเร้น
“คุณยังยืนอยู่ตรงนั้นอีกหรือคะ” มธุรดาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงเรียบสงบ แต่ชัดเจนว่าเธอรู้ตัวตั้งแต่แรก
“แล้วคุณคิดว่าผมจะไปไหน” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับ พลางก้าวเข้ามาในครัวช้าๆ
มธุรดาหยุดมือที่กำลังล้างจาน หันหน้ามามองตรงๆ สายตาคมนิ่ง เยือกเย็น แต่แฝงรอยท้าทายที่ทำให้ชายหนุ่มขบกรามแน่น
“คุณควรไปพัก... ปล่อยให้ฉันจัดการตรงนี้” เธอเอ่ยเสียงเรียบเหมือนสั่งมากกว่าขอ
อนณเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว ความเงียบที่ตามมาหนักหน่วงจนแม้แต่เสียงหยดน้ำจากก๊อกก็ชัดเจนเกินไป
“นี่คุณคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้านหรือไง” เขาเอ่ยช้า ๆ แต่สายตาที่จ้องลงมานั้นแฝงความเร่าร้อนแทบลุกเป็นไฟ
“เปล่าหรอกค่ะ” มธุรดาเช็ดมือกับผ้าอย่างใจเย็น ก่อนหันกลับไปสบตาเขา “ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันแค่อยากช่วย... ทำในสิ่งที่คุณทำไม่ได้”
ประโยคนั้นฟาดใส่กลางอก อนณรู้สึกเหมือนถูกท้าทายอีกครั้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้จนแทบจะยืนประชิดด้านหลัง ความสูงและความใหญ่โตของเขาโอบล้อมเธอไว้โดยไม่ตั้งใจ ลมหายใจร้อนกระทบต้นคอเธอเบาๆ มือใหญ่เกือบจะยกขึ้นวางบนไหล่บอบบาง แต่เขากำมันแน่นไว้ข้างตัวแทนเหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก
“คุณ...” เสียงเขาต่ำจนแทบเป็นเสียงคราง “อย่าคิดว่าผมจะยอมปล่อยให้คุณเข้ามายุ่งวุ่นวายควบคุมทุกอย่างในบ้านนี้”
มธุรดาหันหน้ามาเผชิญ ดวงตาของเธออยู่ใกล้กับสายตาเขาเพียงคืบ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ฉันไม่ได้วุ่นวาย ไม่ได้ควบคุม... ฉันแค่ทำแทนในสิ่งที่คุณทำไม่ได้”
อนณขบกรามแน่น ร่างกายตึงเครียด ความใกล้ชิดแทบทำให้เขาเสียการควบคุม แต่สุดท้ายก็เลือกเบือนหน้า หายใจแรง ๆ ราวกับต้องการระงับไฟในอก
หญิงสาวปรายตามองเขาเพียงแวบ ก่อนหันกลับไปหยิบจานที่ล้างเสร็จไปเช็ดต่อ ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนนิ่งขึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ตีกันจนแทบระเบิด
.
.
.
แสงแดดยามสายตกกระทบพื้นดิน ลมพัดเอาฝุ่นบางๆ ลอยคลุ้งเหมือนเรื่องเล่าที่ไม่มีใครเห็นจุดเริ่มต้น แต่ทุกคนพูดต่อได้อย่างมั่นใจ
มธุรดาก้าวลงจากรถอย่างเงียบเชียบ... เธอไม่ได้แต่งตัวโดดเด่นอะไร เสื้อเชิ้ตตัวหลวมสีฟ้าจางๆ กับกางเกงผ้าลินินปักลายสีขาวครีมที่ทำให้ทั้งตัวดูสะอาดตาและสำรวม ทว่าต่อให้ลดทอนความงามของตัวเองสักเพียงใด ผู้หญิงอย่างเธอก็ยังเป็นเป้าให้สายตาของคนทั้งละแวกหันมองอยู่ดี
ตลอดทั้งอาทิตย์นี้เธอมาที่บ้านไร่แทบทุกวัน...บางวันมาแต่เช้า บางวันอยู่ยาวจนเย็น บางวันฝนตั้งเค้ามืดครึ้มเสียจนต้องนั่งรอให้ซาลงก่อนจึงค่อยกลับ
ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าเธอมาจากกรุงเทพฯ ด้วยรถคันหรู ท่าทีดีผิดกับคนแถวนี้ และที่สำคัญ… เธอเข้าออกบ้านเรือนไทยหลังนั้นบ่อยเกินกว่าจะบอกว่า แค่คนรู้จัก
เรือนไทยไม้สักกลางสวนยังคงสงบงามอย่างที่เป็นเสมอ เสียงลมลอดผ่านชายคา เสียงเป็ดเสียงไก่แว่วมาจากบ้านใกล้ กลิ่นข้าวสุกผสมกับกลิ่นแกงอ่อนๆ ที่ลอยออกมาจากครัวทำให้บรรยากาศของสถานที่นี้แตกต่างจากคฤหาสน์ฐิระบริบูรณ์เวชราวฟ้ากับดิน
มธุรดาตรงไปยังห้องที่เด็กชายอคิณนอนอยู่ ก่อนหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าของบ้านยืนกอดอกนิ่งตรงชานเรือนและแววตาคมจัดที่จับจ้องมองเธอ... เขาไม่ได้พูดอะไร แต่นั่นแหละ... ทำให้บรรยากาศรอบตัวเธอตึงขึ้นในพริบตา
“อคิณตื่นหรือยังคะ” เธอเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน
“เพิ่งหลับ” เสียงตอบสั้น กระชับ และห้วนอย่างคนที่ยังไม่เคยชินกับการมีผู้หญิงคนนี้เดินเข้าออกบ้านโดยไม่ต้องเคาะประตูขออนุญาต
มธุรดาพยักหน้าเบาๆ แล้ววางกระเป๋าผ้าลงบนโต๊ะเตี้ยข้างฝาเรือน “ฉันซื้อผ้าอ้อมกับแป้งเด็กมาเพิ่ม แล้วก็มีขวดนมอีกสองใบ... ของเดิมเริ่มไม่พอใช้แล้วค่ะ”
“ผมยังไม่ตาย ไม่ต้องคอยหอบของมาส่งทุกวันก็ได้”
น้ำเสียงนั้นทำเอามือที่กำลังหยิบของออกจากกระเป๋าชะงักไปนิดหนึ่ง แต่เพียงนิดเดียวเท่านั้น
“ฉันไม่ได้คิดว่าคุณจะตาย” เธอตอบเรียบ “ฉันแค่เห็นว่าของมันจำเป็น”
อนณหรี่ตาลงเล็กน้อย... เธอเป็นแบบนี้เสมอ... นิ่ง สงบ สุภาพ และตอบโต้ได้โดยไม่ต้องขึ้นเสียงสักนิด ทว่าคำพูดของเธอกลับมีแรงผลักบางอย่างที่ทำให้เขาหงุดหงิดได้ทุกครั้ง
เขาอ้าปากจะพูดต่อ แต่เสียงของน้าบังอรดังแทรกมาจากครัวเสียก่อน
“อ้าว คุณมาแล้วหรือจ๊ะ”
น้าบังอรเดินยิ้มกว้างออกมาจากด้านใน มือหนึ่งเช็ดกับผ้ากันเปื้อน อีกมืออุ้มลูกชายวัยสองขวบไว้ที่สะเอว เด็กน้อยในอ้อมแขนแกมองมธุรดาตาแป๋ว ก่อนจะซบหน้าลงกับบ่าผู้เป็นแม่อย่างขวยเขิน
“วันนี้มาพอดีเวลาเลยนะ น้ากำลังจะไปเก็บผักหลังบ้านพอดี ฝากดูน้องคิณให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ เดี๋ยวแกคงตื่นอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก”
“ได้ค่ะ” มธุรดาตอบทันที
อนณขบกรามแน่นอย่างไม่ชอบใจที่ทุกอย่างดูจะเป็นธรรมชาติราวกับเรื่องนี้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว
น้าบังอรยิ้มพอใจ ก่อนหันไปมองเขา “เห็นไหมเอ้ น้าว่าแล้ว คุณเขามาทีไร น้าก็หายใจทั่วท้องขึ้นเยอะ”
“น้า...” อนณเรียกเสียงต่ำเหมือนขอให้หยุดพูด
แต่หญิงวัยกลางคนไม่สนใจ แกหันไปบอกมธุรดาอย่างกันเอง “อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะคุณ วันนี้น้าทำแกงป่า ปลาทอดแล้วก็มีน้ำพริกมะขามด้วยนะ... คุณกินเป็นไหม น้ำพริกมะขามน่ะ”
มธุรดากะพริบตาเล็กน้อยกับคำพูดเหล่านั้น ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างมีมารยาท “ค่ะ... ขอบคุณค่ะ”
อนณปรายมองเธอทันที ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านอกเมื่อได้ยินว่าเธอรับคำอย่างง่ายดาย และที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือเขากลับไม่ได้คิดจะคัดค้านจริงจังอย่างที่ควรจะเป็น
น้าบังอรหัวเราะอารมณ์ดี ก่อนอุ้มลูกชายลงจากเรือนไป ทิ้งให้ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
มธุรดาเดินไปที่เปลเด็ก... อคิณกำลังหลับสนิท แก้มใสอมชมพู... เพียงแค่ได้มองเด็กคนนี้ใกล้ๆ หัวใจของเธอก็อ่อนยวบลงทุกครั้ง
“คุณมาบ่อยเกินไปแล้ว”
เสียงทุ้มของอนณดังขึ้นด้านหลัง ทำให้เธอค่อยหันไปมอง... เขายืนกอดอกพิงเสาไม้ ท่าทางเหมือนคนพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่ “คนทั้งหมู่บ้านเขาเริ่มพูดกันแล้ว”
มธุรดาเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พูดว่าอย่างไรคะ”
อนณหัวเราะในลำคอ “คุณอยากรู้จริงๆ หรือ”
เธอจ้องหน้าเขานิ่ง “ดูเหมือนคุณเองที่เป็นฝ่ายอยากบอก”
ชายหนุ่มสบตาเธออยู่นาน ราวต้องการประเมินบางอย่างก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เขาพูดกันว่าคุณเป็นเมียผม”
มธุรดารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดอยู่กลางอกไปเสี้ยวหนึ่ง เธอเบือนหน้ากลับมาทางเปลเด็ก พยายามจัดผ้าห่มของอคิณให้เรียบเพื่อซ่อนความรู้สึกที่ไหววูบขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“อ้อ... เหรอคะ”
อนณเลิกคิ้ว “แค่นี้?”
“แล้วคุณต้องการแค่ไหนล่ะคะ”
“ชาวบ้านเขาพูดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว คุณรู้ไหม”
“ช่างเถอะค่ะ... ฉันไม่ถือสา”
“แต่ผมถือ” เขาโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด แล้วแทบวางหน้าไม่ถูกเมื่อคราวนี้มธุรดาเธอหันมองเขาเต็มตา “สังคมที่นี่กับสังคมในเมืองไม่เหมือนกันนะคุณ มีอะไรนิดหน่อยเรื่องก็ถึงกันหมด”
“อ้อ... คุณหมายความว่าคนที่นี่ชอบนินทางั้นเหรอคะ” เธอแกล้งถามอย่างพาซื่อ
“มธุรดา...” อนณเค้นเสียงเรียกราวเป็นสัญญาณเตือนภัย
“แล้วคุณจะให้ฉันทำอย่างไรคะ... ปล่อยให้เด็กอยู่กับคุณตามลำพัง ทั้งที่คุณเองแม้แต่จะกินข้าวให้ตรงเวลายังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
อนณนิ่งไป... นั่นเป็นความจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้ และเขาเกลียดที่เธอพูดถูกทุกครั้ง “ผมดูแลหลานผมได้”
“ค่ะ” มธุรดารับคำง่ายๆ “ฉันก็ไม่เคยบอกว่าคุณดูแลไม่ได้ ฉันแค่บอกว่าคุณเหนื่อยเกินไปและเด็กก็ต้องการคนดูแลใกล้ชิด... คุณเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอคะ คุณอนณ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันทีเพราะเบื้องลึกของมันไม่ใช่การตำหนิ หากเป็นการมองเห็นบางอย่างที่เขาเองพยายามซ่อนไว้ไม่ให้ใครรู้... อนณหันหน้าหนีไปทางลานบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ใช่... เขาเหนื่อย... เหนื่อยจนบางคืนเผลอหลับคาเก้าอี้... เหนื่อยจนบางครั้งลืมว่าตัวเองกินข้าวหรือยัง... เหนื่อยจนในบางวินาที เขาเผลอคิดถึงมือเรียวสวยคู่นี้ที่เข้ามาช่วยประคองชีวิตในบ้านหลังนี้โดยไม่รู้ตัว... และนั่นเป็นเรื่องที่เขายอมรับไม่ได้ที่สุด
“แล้วงานการของคุณไม่ต้องทำหรือไง ถึงได้เทียวไปเทียวมาทุกวันเหมือนกรุงเทพฯ กับอุทัยฯ มันใกล้กันแค่คืบ”
“ผู้บริหารอย่างฉันไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิสทุกวันหรอกค่ะ”
คำพูดนั้นชวนหมั่นไส้พิลึก “คุณช่วยแล้วก็กลับไปเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำ “ไม่ต้องมาทุกวัน”
มธุรดามองเขาเงียบๆ ดวงตาคู่สวยเหมือนจะถามว่าเขากำลังไล่เธอจริงหรือเพียงพูดเพราะกลัวบางอย่างในใจตัวเองกันแน่... แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ถามออกไป
“ฉันยังไม่กลับตอนนี้ และฉันจะมาที่นี่ทุกวัน... จนกว่าคุณไม่ต้องการฉันแล้วจริงๆ” เธอบอกเสียงเรียบ
หัวใจของชายหนุ่มกระตุกไหววูบวาบอย่างน่ารำคาญกับคำว่าต้องการที่หลุดออกมาจากปากเธออย่างไร้เจตนา แต่กลับฟังชัดเจนเกินไป... ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เสียงอคิณครางผะแผ่วในเปล เด็กน้อยขยับแขนขาแล้วเริ่มเบ้หน้าร้อง
มธุรดาก้าวไปถึงตัวก่อนใครตามสัญชาตญาณ เธอช้อนเด็กน้อยขึ้นแนบอกอย่างนุ่มนวล มืออีกข้างลูบหลังเบาๆ พร้อมเสียงปลอบแผ่วต่ำ... อนณยืนนิ่งมองภาพนั้นอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่ปนเปกันยุ่งเหยิง... เธอทำเหมือนเคยอุ้มเด็กมาแล้วทั้งชีวิต ทั้งที่ในหัวของเขารู้ดีว่าไม่ใช่
อคิณซุกหน้ากับบ่าของเธอเพียงไม่กี่อึดใจก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบา... มธุรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “นมอยู่ไหนคะ”
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ไม่รู้ว่าเพราะหงุดหงิดหรือเพราะหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้นอย่างไร้เหตุผล “เดี๋ยวผมชงเอง”
“ค่ะ” เธอรับคำเรียบง่าย แต่สายตาที่มองตามเขาไปกลับอ่อนลงอย่างแปลกประหลาด
.
.
.
ข่าวลือแพร่ไปเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง... เรื่องเล่าถูกต่อเติมกันไปคนละนิดคนละหน่อย จนในที่สุดสิ่งที่เป็นเพียงข้อสงสัยก็กลายเป็นความจริงในแบบที่ชาวบ้านเลือกจะเชื่อ
บทพิสูจน์ข่าวลือนั้นคือ... บ่ายแก่วันหนึ่งมธุรดานั่งอยู่ตรงชานเรือน อคิณนอนหลับอยู่ในอ้อมแขน ขณะที่เธอกำลังใช้ผ้าอ้อมเช็ดมุมปากเล็กๆ ให้เด็กน้อยอย่างเบามือ มีเสียงหัวเราะดังแว่วมาจากลานหน้าบ้าน
มธุรดาเงยหน้าขึ้นเห็นเด็กสาววัยรุ่นสองคนยืนอยู่ตรงรั้วไม้ ทั้งคู่หิ้วตะกร้าผักกับไข่ไก่มาด้วย แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างชัดเจน
“พี่คะ... พี่” คนหนึ่งร้องเรียก “พี่เอ้ อยู่ไหมคะ”
“อยู่หลังบ้านค่ะ” มธุรดาตอบด้วยท่าทีสุภาพที่สุด
“อ้อ... ค่ะ” เด็กสาวคนนั้นลากเสียงยาว ก่อนหันไปยิ้มกับเพื่อนเหมือนเก็บความหมายบางอย่างไว้เต็มอก แล้วพูดขึ้นอีกว่า “พี่มาช่วยพี่เอ้เลี้ยงลูกของเอ๋ยเหรอคะ... ดีจังเลย แบบนี้ลูกของเอ๋ยก็เหมือนได้อยู่กับพ่อกับแม่จริงๆ เสียที”
มธุรดารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค้างอยู่ที่ปลายลิ้น แต่ไม่อาจพูดแก้ไขออกไปได้... อคิณในอ้อมแขนขยับตัวเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอขึ้นเหมือนจะร้อง เธอจึงเลือกก้มลงจัดผ้าห่มให้แทนการตอบคำถามนั้น... เด็กสาวทั้งคู่หัวเราะคิกคัก ก่อนเดินเลี่ยงไปทางหลังบ้าน
มธุรดานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่ใหญ่ เหตุผลส่วนหนึ่งที่เธอไม่แก้คำพูดพวกนั้น ก็เพราะมันไม่จำเป็นจะต้องอธิบายให้ใครฟัง
แต่อีกเหตุผลหนึ่ง... ลึกและมืดกว่า... จนเธอไม่อยากมองมันตรงๆ ... หัวใจของเธอกลับสั่นไหวอย่างน่ารังเกียจ เมื่อกำลังวาดภาพบางอย่างขึ้นมาในหัว... ภาพที่เธอไม่ควรอยากเห็นเลยแม้แต่น้อย
*****