เสียงฝีเท้าแน่นหนักดังมาจากบันไดเรือน... อนณเดินขึ้นมาแล้วหยุดทันทีเมื่อเห็นเธอ
“นั่งทำอะไรตรงนี้”
“อคิณเพิ่งหลับค่ะ ข้างในร้อนไปหน่อย” เธอตอบโดยไม่เงยหน้า
ชายหนุ่มจ้องหน้าเธอเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง “เมื่อกี้เพื่อนเอ๋ยมา”
“อ้อ... น้องผู้หญิงสองคนนั่นหรือคะ”
เขาไม่ตอบแต่ส่งคำถามกลับไป “เขาพูดอะไรกับคุณ”
มธุรดาชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “ก็ไม่ได้พูดอะไรสำคัญ”
อนณหรี่ตาอย่างไม่เชื่อ “มธุรดา”
เธอเม้มปากแน่น สบตาเขาเห็นแววหงุดหงิดเครียดจัดอยู่ในนั้นมากกว่าความอยากรู้อยากเห็น “เขาแค่ถามว่าฉันมาช่วยคุณดูแลลูกของน้องเอ๋ยใช่ไหม” เธอตอบเสียงเรียบ
เส้นกรามของอนณกระตุกชัด “แล้วอะไรอีก”
“เขาว่า... ดีจังเลย ลูกของเอ๋ยเหมือนได้อยู่กับพ่อกับแม่จริงๆ” เธอเลียนแบบคำพูดไม่ขาดตกบกพร่อง
เขาสบถอะไรบางอย่างในลำคอเบาๆ ก่อนหันหน้าหนีไปทางลานดินหน้าเรือน... มธุรดามองเขาเงียบๆ แล้วถาม “คุณไม่ชอบหรือคะ”
คำถามนั้นทำให้เขาหันกลับมามองเร็วเกินปกติ ดวงตาคมกริบที่มืดเข้มกว่าทุกวันจับจ้องใบหน้าของเธอนิ่งแน่ว
“คุณถามแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“ฉันแค่ถาม” เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ “คุณดูไม่พอใจ”
เขาหัวเราะหยัน “จะให้ผมพอใจได้ยังไง ในเมื่อ...”
“คุณอนณ...” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงนิ่ง “อย่ากังวลกับคำพูดหรือข่าวลือไร้สาระพวกนั้นนักเลยค่ะ ส่วนตัวฉันบอกแล้วว่าไม่ถือสาอะไรและที่สำคัญ... ฉันมีคู่หมั้นแล้ว”
คำว่า คู่หมั้น ทำให้หัวใจของเธอวูบไหวทันที
นัธทวัฒน์... ชื่อของชายหนุ่มผู้สุภาพเรียบร้อยและเหมาะสมในทุกแง่มุมที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยผุดขึ้นมาในความคิดของเธอเอง
จริงสิ... เธอมีคู่หมั้น... มีคนๆ หนึ่งที่ไม่เคยทำร้ายเธอ... มีคนๆ หนึ่งที่พร้อมดูแลเธอตามหน้าที่และเกียรติยศซึ่งสังคมกำหนดกรอบ... มีคนๆ หนึ่งที่อยู่ในโลกเดียวกับเธอหรืออย่างน้อยก็ในโลกที่เธอถูกเลี้ยงให้เชื่อว่าควรอยู่
แล้วตอนนี้เธอกำลังทำอะไร... กำลังนั่งอุ้มลูกของผู้หญิงที่ตายเพราะครอบครัวเธอ... อยู่ในบ้านของผู้ชายที่เกลียดเธอและปล่อยให้คนทั้งหมู่บ้านเข้าใจว่า... เธอเป็นผู้หญิงของเขา... มธุรดารู้สึกเหมือนมีอะไรบีบรัดขึ้นช้าๆ กลางอก
อนณนิ่งขึง ความหงุดหงิดในตัวเขาจางวาบไปชั่วขณะ แล้วกลับแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มอย่างประหลาดก่อนจางหายไปในเสี้ยวนาที เหลือเพียงความกระด้างที่ปะปนด้วยบางสิ่งซึ่งเขาเองก็ไม่อยากแปลความหมาย
“นั่นยิ่งสำคัญ... คุณควรให้เกียรติผู้ชายของคุณมากกว่านี้” เขาหยุดชะงักอย่างรำคาญตัวเอง “คู่หมั้นของคุณ... ผมไม่คิดว่าเขาจะชอบใจในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้”
มธุรดาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน อคิณยังคงหลับอยู่ในอ้อมแขนอย่างสงบ “คู่หมั้นของฉันเขามีเหตุผลพอค่ะ... และเราเชื่อใจกันเสมอ”
เธอเดินผ่านเขาไปช้าๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขาในระยะใกล้จนหัวใจคนฟังเต้นผิดจังหวะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้อณณขบกรามแน่นที่สุด... สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกร้อนวาบอยู่ในอกคือสีหน้าของเธอตอนที่พูดถึง คู่หมั้น ต่างหาก
.
.
.
เที่ยงวันนั้นเกือบจะเหมือนทุกวันในรอบสองอาทิตย์ น้าบังอรยกสำรับมาวางบนโต๊ะไม้ใต้ถุนเรือนอย่างอารมณ์ดี มธุรดาวางอคิณลงนอนในเปลใกล้ๆ ส่วนอนณนั่งเงียบอยู่หัวโต๊ะ สีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติจนลูกชายตัวน้อยของน้าบังอรยังมองอย่างหวาดระแวง
“วันนี้กินข้าวแล้ว น้าขอกลับก่อนนะเอ้ พ่อไอ้หนูมันบ่นปวดเมื่อยมาแต่วาน วันนี้เลยจะพาไปหาหมอที่อนามัยสักหน่อย เผื่อเขาจะฉีดยงฉีดยาแก้ปวดเมื่อยให้สักเข็มสองเข็ม” น้าบังอรพูดไปพลางเก็บข้าวของในครัวอย่างเร่งรีบ
“พาไปหาหมอที่โรงบาลในอำเภอไม่ดีกว่าหรือ” อนณออกความเห็นอย่างเป็นห่วง
“โอย... ไม่ต้องๆ ไปอนามัยใกล้บ้านเรานี่แหละ ให้เขาดูก่อน หนักหนาเขาก็คงจะส่งไปโรงบาลเองนั่นแหละ”
“อือ... ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกผมนะ”
“จ้า” น้าบังอรลากเสียงยาว แล้วหันมาพูดกับอีกคน “เห็นไหมคุณ... เอ้เขาน่ะ ปากหนัก หน้าตึง แต่ความจริงใจดีจะตาย ถ้าได้เมียเรียบร้อยน่ารักอย่างคุณนี่นะ…”
“พอเถอะน้า” อนณตัดบทฉับ
ความเงียบตกลงมาครู่หนึ่ง... น้าบังอรนิ่งไปนิด ก่อนหันไปจัดเก็บข้าวของในครัวให้เข้าที่ตามเดิม
ส่วนมธุรดานั่งนิ่ง ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับอาการร้อนวาบที่ลามขึ้นตามลำคอ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าดวงตาคมเข้มของอนณกำลังมองเธออยู่ก่อนแล้ว
ไม่ใช่สายตาโกรธ... ไม่ใช่สายตาไล่... แต่เป็นสายตาที่หนักแน่น ลึก และเงียบเสียจนทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้... เขาเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปก่อน และมธุรดาก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เหมือนเพิ่งพ้นจากบางสิ่งที่เกือบพาให้ลืมตัว
หลังมื้อเที่ยง น้าบังอรพาลูกชายกลับไปแล้ว มธุรดายกถ้วยชามเข้าไปเก็บในครัว เธอกำลังยืนล้างถ้วยจานอยู่ตรงอ่างน้ำเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของอนณเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกล
เขาไม่ได้พูดในทันทีและเธอก็ไม่หันไปมอง... ความเงียบในครัวเล็กๆ ยามบ่ายชวนให้อึดอัดจนลมหายใจติดขัด
“เรื่องที่น้าบังอรพูด...” เขาเริ่มต้นเสียงเนิบช้า “คุณไม่ต้องเก็บไปคิด”
มธุรดาชะลอมือที่กำลังล้างช้อน ก่อนตอบโดยยังไม่หันกลับไป “ฉันไม่ได้คิดอะไรค่ะ”
“โกหก”
คำเดียวสั้นๆ แต่ทำให้เธอต้องหันไปมองเขา... อนณยืนอยู่ตรงประตูครัว ร่างสูงใหญ่ทำให้พื้นที่แคบลงอย่างประหลาด แววตาของเขาคมเข้มและจับจ้องราวจะมองให้ทะลุผ่านผิวหน้าที่สงบเรียบของเธอไปให้ถึงสิ่งที่เธอพยายามซ่อนไว้
“คุณคิดอยู่แล้ว” เขาพูดช้าชัด “เพราะสีหน้าคุณฟ้อง”
มธุรดาเม้มปากแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกไล่ต้อนเข้ามุมโดยไม่เหลือที่ให้ถอย “ถ้าฉันจะคิด... ฉันก็คิดเรื่องอคิณเท่านั้น”
“อคิณทำไม” เขาถามทันที
“ภรรยาของคุณ...” เธอเว้นระยะนิดหนึ่ง “ในอนาคต... ถ้าคุณมีภรรยา ฉันคิดว่าอคิณอาจเป็นปัญหาสำหรับคุณก็ได้”
“หมายความว่ายังไง”
“ภรรยาของคุณอาจไม่ชอบหลาน...”
“ถ้าไม่ชอบหลานของผม ผู้หญิงคนนั้นก็หมดสิทธิ์เป็นเมียผม”
“คุณพูดแบบนี้ได้เพราะคุณยังไม่เจอเธอคนนั้นน่ะสิคะ” มธุรดาพูดอย่างผู้รู้ “ถ้าคุณพบเธอแล้วรักเธอคนนั้นอย่างจริงจังลึกซึ้ง คุณจะยอมเธอทุกอย่าง...”
“พูดเหมือนเคยรักใครอย่างจริงจังลึกซึ้ง” อนณแค่นเสียงเยาะ “อ้อ... จริงสินะ ลืมไปว่าคุณมีคู่หมั้น... คุณก็คงจะรักเขาอย่างจริงจังลึกซึ้งมากสินะ”
“อย่าพูดเรื่องอื่นเลยค่ะ... ตอนนี้เรากำลังพูดเรื่องหลานและภรรยาในอนาคตของคุณ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉันพูด...”
“มธุรดา” ชายหนุ่มเน้นเสียงออกมาอย่างเหลืออด “คุณดูถูกผมมากไปแล้วนะ...”
“เปล่าเลยค่ะ แต่ฉันคิดว่าฉันพูดไม่ผิด” หญิงสาวเสียงมั่นคง “คุณอนณ ถ้าคุณมีภรรยา...”
“ผมยังไม่คิดมีเมีย”
“ฉันไม่ได้พูดถึงตอนนี้ แต่ถ้าต่อไปล่ะ...” เธอไม่ยอมแพ้ ง่ายนัก “ถ้าภรรยาของคุณเธอไม่ชอบเด็ก ไม่รักหลานของคุณเลย ถึงตอนนั้นคุณจะทำยังไง”
อนณขบกรามแน่น เธอยังคงพูดต่อไปอีกว่า...
“คุณคิดให้ดีนะคะ วันนี้คุณยึดตัวหลานไว้เป็นกรรมสิทธิ์ แต่ถ้าวันหนึ่ง...”
“พอที”
“คุณอนณ...”
“งั้นคุณมาเป็นเมียผมเลยไหมเรื่องจะได้จบ!”
ต่างคนต่างนิ่ง... แล้วมธุรดาก็หันกลับไปล้างจานต่อ ราวกับเรื่องทั้งหมดจบลงแล้วเพียงเท่านั้น
อนณยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เขามองแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างสงบนิ่งนั้นแล้วรู้สึกถึงบางอย่างคล้ายความพ่ายแพ้แล่นผ่านเข้ามาช้าๆ เขาจึงเลือกเดินออกไปจากครัวก่อนจะพูดอะไรสิ้นคิดอย่างเมื่อครู่นี้อีก
.
.
.
บ่ายคล้อยจวนค่ำ ลมทุ่งพัดเอากลิ่นดินกับกลิ่นต้นไม้ใบหญ้าเข้ามาอวลอยู่ทั่วบริเวณ... มธุรดานั่งบนชานเรือนซึ่งกลายเป็นที่ประจำไปแล้ว อุ้มอคิณที่เพิ่งกินนมเสร็จอยู่ในอ้อมแขน เด็กชายกำลังลืมตากลมโตมองหน้าเธออย่างไร้เดียงสา นิ้วมือเล็กๆ กำเสื้อเธอไว้แน่นราวกับไม่รู้เลยว่าผู้หญิงที่อุ้มเขาอยู่คนนี้กำลังถูกฉีกอยู่กลางความรู้สึกผิดกับความอบอุ่นที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดตรงลานหน้าบ้านคันหนึ่ง คันสองตามมา แล้วจึงถึงคันที่สาม... ทุกคันล้วนมีคนนั่งมาท้ายกระบะ... ผู้ชายทั้งนั้น
มธุรดาเงยหน้าขึ้น... ชายสูงวัยคนหนึ่งซึ่งเธอจำหน้าได้ และฝ่ายนั้นก็จำเธอได้เช่นกัน เขายิ้มกว้างแล้วถามเสียงดัง พลางขึ้นบันไดเรือนมาอย่างคล่องแคล่ว
“เอ้ อยู่ไหมคุณ”
“อยู่ค่ะ” มธุรดาตอบสุภาพ ยกมือไหว้ทำความเคารพไม่ถนัดนักเพราะอุ้มอคิณอยู่ด้วย
นายองอาจชะเง้อมองเธอกับเด็กในอ้อมแขน ก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ “แหม... เจ้าหนูนี่ดูท่าจะติดมือคุณแล้วสินะ” พูดไปหัวเราะไป “ตอนแรกได้ยินคนเขาลือกันว่าเอ้พาผู้หญิงมาอยู่ที่บ้าน บางคนก็ว่าพามาเลี้ยงเด็ก บางคนก็ว่าเอ้มีเมียแล้วให้เมียมาช่วยเลี้ยงหลาน... ไอ้ผมก็ร้อนใจนึกอยากรู้ว่าใคร”
มธุรดาตัวแข็งทื่อ... ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นของอนณก็ดังขึ้นจากด้านใน เขาก้าวออกมายืนที่ชานเรือนในจังหวะเดียวกับที่นายองอาจหัวเราะเสียงดังลั่น
“พ่อ...” ชายหนุ่มพยายามไม่ถอนหายใจ “มาทำอะไร”
นายองอาจหยุดเสียงหัวเราะฉับพลัน “อ้าว... ก็มาดูหน้าลูกสะใภ้สิวะถามได้ รู้ไหม... ข่าวลือเรื่องคุณเอ้มีเมียแล้วดังข้ามอำเภอไปโน่น... นี่คิดจะบอกพ่อเมื่อไหร่ ฮึ”
เวลาเหมือนหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง ลมที่พัดอยู่เมื่อครู่เหมือนสงบลง เสียงไก่ เสียงคนงานไกลๆ และเสียงใบไม้ไหวล้วนเงียบงัน
มธุรดารู้สึกได้ชัดว่าหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ อคิณในอ้อมแขนขยับตัวเบาๆ แต่เธอกลับเหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงพอแม้แต่จะโยกกล่อมเขา
เมียคุณเอ้... คำเรียกนั้นดังชัดเจนเกินไป หนักเกินกว่าจะปล่อยให้ไหลผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และร้อนเกินกว่าจะหันไปแก้ทันทีโดยไม่เผยพิรุธในใจ
อนณยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น... เขาไม่ได้แก้... ไม่ได้ปฏิเสธ...ไม่ได้หัวเราะกลบเกลื่อน... เพียงยืนจ้องหน้าผู้เป็นพ่อด้วยแววตาคมเข้มที่อ่านไม่ออก ขณะที่ความเงียบยืดยาวขึ้นทุกวินาที
มธุรดาไม่กล้าหันไปมองเขา เพราะเธอกลัวเหลือเกินว่า ถ้าได้เห็นสีหน้าของเขาในตอนนี้จริงๆ หัวใจของเธออาจพังลงตรงนั้นโดยไม่มีอะไรเหลือให้ปกป้องอีกเลย
นายองอาจเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าบรรยากาศแปลกไป เขาหัวเราะลั่นอีกครั้ง แล้วขยับเข้าใกล้มธุรดาเพื่อหยอกเอินหลานน้อย “มาๆๆ .... อคิณ... มาให้ตาอุ้มหน่อยมา”
มธุรดาส่งเด็กน้อยให้เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของคุณตาอย่างนุ่มนวลก่อนจะขยับห่างเล็กน้อย... ต่อจากนั้นเธอก็เริ่มสำรวจรอยแยกรอยแตกของไม้กระดานทุกแผ่นบนเรือนหลังนี้ เพียงเพื่อหลบสายตาของผู้ชายอีกคนหนึ่ง แต่เธอไม่รู้เลยว่า ขณะที่เธอก้มหน้าก้มตาอยู่นั้น... ปลายหูขาวผ่องของเธอแดงขึ้นช้าๆ แดงจัดเสียจนผู้ชายตรงหน้ามองเห็นได้ชัดเจน และนั่นทำให้หัวใจของอนณกระตุกแรงอย่างน่ารำคาญที่สุดในชีวิต
ไม่มีใครแก้คำว่า เมียคุณเอ้ ไว้ทันอีกต่อไปแล้วจริงๆ เพราะคำเรียกนั้นไม่ได้ตกค้างอยู่เพียงกลางอากาศ แต่มันตกลงไปลึกในหัวใจของคนสองคน... ลึกเกินกว่าจะทำเป็นไม่ได้ยินอีกต่อไป
.
.
.
เกือบสองทุ่มตอนที่มธุรดาจอดรถลงหน้ารีสอร์ทเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านไร่ ที่นี่ห่างจากบ้านของอนณไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรและเธอขับรถไม่ถึงสิบห้านาทีด้วยซ้ำ... นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเธอจึงไปบ้านไร่ของเขาได้ทุกวัน
เจ้าของรีสอร์ทผู้รับหน้าที่พนักงานต้อนรับไปในตัวยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นเธอ “คุณกลับมืดเชียวค่ะวันนี้”
มธุรดายิ้มบางๆ เดินเข้าไปที่เคาท์เตอร์ “ฉันจะขอเคลียร์ค่าใช้จ่ายของอาทิตย์นี้ค่ะ”
“คุณจะกลับแล้วหรือคะ” อีกฝ่ายถามเสียงละห้อยทั้งรู้สึกใจหาย... โธ่... ก็จะไม่ให้ใจหายได้อย่างไรกันล่ะ ไม่บ่อยเลยที่จะมีแขกระดับวีไอพีเข้าพักระยะยาวขนาดนี้แถมยังเคลียร์ค่าใช้จ่ายให้ทุกอาทิตย์อีกด้วย
“ยังค่ะ... งานยังไม่เสร็จ” หญิงสาวตอบเรียบๆ ขณะก้มมองรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรนอกจากค่าห้องพัก ค่าซักรีด และเครื่องดื่มอีกนิดหน่อย... แน่ล่ะ ตลอดสองอาทิตย์มานี้เธอใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านไร่ของอนณตลอดทั้งวันทุกวันก็ว่าได้... ตกกลางคืนหรอกเธอจึงจะเคลียร์งานกับเลขาฯ ซึ่งก็แทบไม่มีอะไรให้ทำด้วยซ้ำ... คิดมาถึงตรงนี้มธุรดาเหยียดรอยยิ้มเย้ย... เย้ยใคร... จะใครล่ะ ก็ตัวเธอเองน่ะสิ... ตอนนี้ ทายาทตัวจริงของฐิระบริบูรณ์เวชกำลังจะกลับเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว ทายาทปลอมๆ อย่างเธอก็ตกกระป๋องไปตามระเบียบเท่านั้น
ช่างเถอะ... เธอไม่เคยมีอะไรเป็นของตัวเองตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่... ไม่มีอะไร... แม้แต่ชีวิตก็ไม่ใช่ของเธอ... มธุรดาคิดอย่างขมขื่น
.
.
.
ทุกวันมธุรดามาที่บ้านไร่เป็นเวลา... ตอนเช้าเกือบสิบโมง รถคันเดิมจะแล่นเข้ามาจอดใต้ต้นมะม่วงข้างรั้ว เธอจะถือกระเป๋าผ้าใบเดิมขึ้นเรือนมาอย่างสงบสำรวม ไม่รีบร้อน ไม่เอะอะ แต่ทำให้ทั้งบ้านรับรู้ถึงการมาถึงของเธอได้โดยไม่ต้องส่งเสียงใด
ครั้งแรกๆ อนณคิดว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว เธอคงทำอยู่ไม่กี่วัน พอเบื่อ พอเหนื่อย หรือพอเห็นว่าไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการแน่แล้ว... เธอก็คงเลิกไปเอง
แต่ผิดคาด...
มธุรดายังคงมาและไม่ใช่แค่มาดูแลเด็กชายอคิณ... เธอเริ่มเข้ามาจัดระเบียบทุกอย่างในบ้านราวกับตัวเองมองเห็นความโกลาหลที่ซ่อนอยู่ในทุกซอกมุม ทั้งที่ไม่มีใครปริปากขอให้ช่วยแม้แต่คำเดียว
บ่ายวันหนึ่ง... อนณกลับมาจากแปลงสมุนไพรทางท้ายไร่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม้ข้างกระป๋องนมเด็ก
เขาหยิบขึ้นมาดูพลางขมวดคิ้ว... ตัวหนังสือลายมือเรียบร้อยเป็นระเบียบถูกเขียนไว้อย่างชัดเจน...
... เวลาให้นม... เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม... เวลาป้อนยาแก้ท้องอืด... จำนวนช้อนนมต่อมื้อ... วิธีต้มขวดนมให้สะอาด...
อนณจ้องแผ่นกระดาษนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา...
“อ่านด้วยนะคะ”
เสียงเรียบนิ่งดังขึ้นด้านหลัง เขาหันขวับไปมองทันที
มธุรดายืนอยู่ไม่ไกลนัก ในมือมีผ้าอ้อมผืนเล็กกับขวดแป้งเด็ก ใบหน้าขาวผ่องของเธอในยามบ่ายดูสงบเกินไป จนคนมองรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“ผมไม่ได้ขอ” เขาบอกเสียงเข้ม
“ฉันรู้ค่ะ” เธอรับคำง่ายๆ “แต่คุณจำเวลาให้ยาเด็กผิดไปเมื่อวาน”
ประโยคนั้นทำเอาเขาอึ้งไปนิดหนึ่ง ความจริงคือเมื่อวานเขายุ่งกับการดูแลเครื่องสูบน้ำหลังฝนตกหนักจนเกือบลืมให้อคิณกินยาหยอดแก้ท้องอืดจริงๆ ถ้าไม่ได้มธุรดาเป็นคนเตือน ป่านนี้เด็กคงร้องจนบ้านแตกไปแล้ว
“ผมจำได้” เขาพูดเสียงแข็งทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ากำลังโกหก
“ค่ะ” เธอพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่เถียง “แต่เขียนไว้ก็น่าจะดีกว่า”
คำพูดนั้นฟังดูเรียบเฉยเหลือเกิน ทว่าอนณกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกผู้หญิงคนนี้จัดการเสียจนหมดรูป เขาไม่ชอบเลยที่เธอพูดถูก และยิ่งไม่ชอบมากขึ้นไปอีกเมื่อบ้านทั้งหลังเริ่มเป็นระเบียบขึ้นจริงๆ หลังจากเธอเอาตัวเองเข้ามายุ่ง
ผ้าอ้อมเด็กกับผ้าห่มผืนเล็กถูกพับเรียบร้อยคู่กัน ขวดนมวางเรียงตามขนาด แม้แต่ยาหยอด ยาทา และผ้าสำหรับเช็ดตัวอคิณโดยเฉพาะก็ถูกเก็บไว้ในตะกร้าแยกเป็นหมวดหมู่เสียจนหาง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
น้าบังอรถึงกับเอ่ยปากชมอยู่หลายครั้ง...
“ตั้งแต่มีคุณม่อน ดูบ้านเป็นระเบียบขึ้นเยอะเลยนะ... จริงไหม เอ้”
คนฟังทำหน้าตึง ไม่พูด ไม่ตอบอะไรแต่ในใจชักหงุดหงิด... น้าบังอรนี่ก็อีกคน... คุณม่อนอย่างนั้น คุณม่อนอย่างนี้... หายใจเข้าออกมีแต่คุณม่อนๆๆๆ
แต่ความจริงในใจที่เขาไม่อยากยอมรับก็คือ... บ้านเป็นระเบียบขึ้นจริง จากที่แต่ก่อนเขาต้องตะโกนถามหาผ้าอ้อม ถามหาผ้าเช็ดตัวเด็ก ถามหายา หรือเปิดลิ้นชักค้นหาแป้งเด็กจนทั่วทั้งบ้านระเนระนาดไปหมด
บัดนี้ทุกอย่างกลับอยู่ถูกที่ถูกทางอย่างน่าขัดใจและที่ขัดใจที่สุดคือ... เขาเริ่มเคยชินกับมัน
*****