ตอนที่ 3 สถานการณ์ (บังคับ)

3516 Words
หลังจากนั้นมาเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลวุ่นวายสำหรับอนณ... หลานน้อยน่ารักน่าเอ็นดูก็จริง แต่แกไม่ยอมนอนมากนักและต้องการกินตลอดเวลา... น้าบังอรญาติห่างๆ ทางแม่พยายามช่วยซึ่งทำให้อนณซาบซึ้ง แต่น้าบังอรเองแกก็มีลูกเล็กสองขวบติดอยู่อีกหนึ่งคนด้วย “เอ้ น้าว่าหาคนมาช่วยเถอะ” น้าบังอรเปรยขึ้นในตอนสายวันหนึ่ง พลางมือไกวเปลโดยมีลูกน้อยของแกนอนหลับอยู่บนตัก “น้องเมียครูใหญ่แน่ะ น้าเห็นมันว่างๆ อยู่... เอาไหม น้าจะไปพูดให้” “เด็กเกินไป ผมไม่ไว้ใจ” อนณพูดสีหน้าเคร่งเครียดอย่างครุ่นคิด “งั้นเอ้จะทำยังไงกับหลาน ไม่ใช่น้าไม่อยากช่วยเลี้ยงนะ แต่เอ้ก็เห็นนี่ว่าไอ้หนูของน้าก็เพิ่งจะสองขวบเท่านั้นเอง ลำพังแต่งานบ้านนี้ก็ไม่เท่าไรนักหรอก แต่จะให้เลี้ยงเด็กเล็กอีกคนนี่ น้าว่าไม่ไหวนา...” อนณนิ่งฟังอย่างสงบทั้งเข้าใจน้าบังอรดีอยู่ หลายปีมานี้แกช่วยดูแลงานบ้าน หุงหาข้าวปลาอาหารตลอดจนซักรีดเสื้อผ้าแลกกับเงินค่าจ้างที่อนณตอบแทนให้ด้วยความยินดี “ผมจะเข้าอำเภอสักหน่อย จะไปลองถามเพื่อนๆ ดู เผื่อเขาจะรู้จักใครที่รับเลี้ยงเด็ก” “คนอื่นเขาจะเลี้ยงหลานให้เราดีอยู่รึ คิดให้ดีนา” น้าบังอรพูดเป็นเชิงแนะ “ต้องลองดูก่อน... ฝากบ้านด้วยนะครับ ผมไปไม่นาน” . . . แพทย์หญิงรวินท์นิภา เดชดิศรณ์ เงยขึ้นมองผู้ที่ก้าวพรวดผ่านประตูห้องพักแพทย์เข้ามาอย่างถือวิสาสะ “เคาะประตูบ้างก็ได้นะคะ” เธอลากเสียงยานคาง วางปากกา เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกมือกอดอกหมับ “ลมอะไรหอบมาได้คะ... คุณพี่เอ้” “หมอหนิม รู้จักใครที่พอจะรับเลี้ยงเด็กได้บ้างไหม หาให้หน่อยสิ” อนณไม่สนใจประโยคคำถามเชิงประชด ความตั้งใจของเขามีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น “เขาจะเรียกค่าจ้างเท่าไรก็บอกมาได้เลย พี่ยินดีจ่ายขอแค่เขาพร้อมเริ่มงานได้ทันทีเลย... มีไหม” “โอย... มาถึงก็ใส่เป็นชุดเลยนะพี่” คุณหมอสาวสวยว่าแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “หนิมบอกพี่แล้วใช่ไหมว่าการเลี้ยงเด็กทารกน่ะไม่ใช่ง่ายๆ พี่ก็ไม่เชื่อหนิม แล้วตัวเองก็ยังต้องทำงานงกๆ ดูแลทั้งสวนทั้งไร่ ทีนี้เป็นยังไงวิ่งหาคนเลี้ยงแทบไม่ทัน นี่น้าบังอรคงช่วยเลี้ยงไม่ไหวล่ะสิท่า” “อย่าพูดมากน่ะ ตกลงว่ามีไหม” “ไม่มีหรอก” “เพื่อนๆ ของหนิมล่ะ” “โอย... พวกนั้นเลี้ยงลูกของตัวเองก็แทบจะคลานแล้ว อย่าไปถามถึงเลยพี่” อนณฟังแล้วพ่นลมพรืด มีสีหน้าอย่างสิ้นหวัง “เอาไงดี” “หาเมียสิพี่!” คุณหมอเสนอแนะพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างล้อเลียน แล้วต้องหุบยิ้มพร้อมกับหลบฝ่ามือแข็งๆ ที่ตีแปะเข้าหน้าผากแทบไม่ทัน “มันจะหากันได้ง่ายๆ วันนี้พรุ่งนี้ไหม เมียน่ะ” อณณว่าแล้วทำท่าจะเขกหัวให้อีก คุณหมอสาวเอี้ยวหลบอย่างเร็วแล้วปากก็ไวสวนกลับไปทันควัน “ก็ตอนหนิมจีบพี่ ทำไมพี่ไม่สนใจหนิมบ้าง แหม... ถือว่าหล่อ เรียนดี กีฬาเด่นก็เล่นตัวซะ... แล้วเป็นไงล่ะ ตอนนี้ขึ้นคานเลยไหม” “ใครจะเอาแก!” อนณว่าใส่แล้วลุกยืนเร็ว “พูดมากยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทอง” “โห... พูดจาไม่ถนอมน้ำใจกันบ้าง” คุณหมอย่นจมูกใส่พลางทำเสียงสะบัดงอน “อย่างหนิมไม่ใช่ไม่มีใครเอา แต่หนิมไม่เอาพวกเขาเองต่างหาก ว่าแต่พี่เอ้เถอะ... จะมีใครมาเอาบ้างหรือยังล่ะ ปากคอแบบเนี้ย!” “เออ... เดี๋ยวฉันจะหาเมียให้แกดู!” เขาคำรามใส่อย่างรำคาญมากกว่าเหตุผลอื่น “ไปล่ะ... เสียเวลาจริงๆ” แพทย์หญิงรวินท์นิภามีสีหน้าเหวอ ไม่ทันได้พูดตอบโต้อะไร ร่างสูงใหญ่ก็ออกไปจากห้องในลักษณะเดียวกับตอนที่เขาเข้ามานั่นแหละ! . . . ร่วมหนึ่งชั่วโมงต่อมา... อนณจอดรถตรงลานหน้าบ้านอันเป็นที่ประจำแล้วคิ้วเข้มขมวดมุ่นสงสัย เขาลงจากรถขณะสายตาจับจ้องไปที่รถตระกูลยุโรปสีขาวคันหนึ่งที่จอดนิ่งสนิทไม่ห่างออกไปนัก... ป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ... อะไรบางอย่างทำให้เขาเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดไปแบบก้าวกระโดด อนณได้เห็นภาพที่คาดไม่ถึง... ชานเรือน... มธุรดากำลังอุ้มหลานน้อยของเขาไว้ในอ้อมแขนและที่นั่งอิงแอบกันอยู่นั้นคือลูกคนเล็กของน้าบังอร... เธอกำลังพูดกับเด็กทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงแบบที่อนณไม่มีวันคาดฝันว่าจะได้ฟัง เจ้าคนพี่ดูสนอกสนใจมากทีเดียว ในขณะที่คนน้องกำลังทำเสียงขึ้นจมูกแหลมเล็กน่าเอ็นดู มธุรดาดูเป็นธรรมชาติเสียเหลือเกิน แต่ทำไมนะ การปฏิบัติตัวของเธอต่ออลิสานั้นช่างแสนจะร้ายกาจ... เขาจ้องหญิงสาวกับเด็กน้อยขึงเขม็ง... คนหนึ่งเขารักเหลือแสนและคนหนึ่งนั้น... เขาแสนจะเกลียดขี้หน้า! “อ้าว... กลับมาแล้วหรือเอ้ ไม่ได้ยินเสียงรถเลย” น้าบังอรกำลังก้าวขึ้นบันไดมาทางด้านหลัง “น้าทำกับข้าวเสร็จพอดีเลย โชคดีได้คุณคนสวยมาช่วยดูเด็กๆ ให้ วันนี้มีแกงเลียงกุ้งกับปลาทับทิมทอดนะ อ้อ... น้ำพริกกะปิน้าแบ่งมาจากบ้านก็มี ส่วนผักสดๆ น่ะน้าเก็บไว้ในตู้เย็นนะ ล้างสะอาดแล้วจะกินก็เอาออกมากินได้เลย เดี๋ยวน้ากลับก่อนล่ะ ต้องไปดูกับข้าวกับปลาให้พ่อไอ้หนูนี่ด้วย น่าจะใกล้กลับจากสวนแล้วเหมือนกัน” คนพูดๆ ทั้งหมดนี้โดยไม่ได้สนใจคนฟังที่ยืนหน้าบึ้งหน้าตึงนิ่งขึงอยู่ตรงชานเรือน “ครับ...” อนณพึมพำเสียงรับ มองเห็นน้าบังอรเดินเข้าไปอุ้มลูกชายคนดีของแกกระเตงขึ้นสะเอวแล้วหันไปยิ้มกับมธุรดา “น้ากลับก่อนล่ะคุณ... ขอบใจที่ช่วยดูเด็กๆ ให้นะ แล้วนี่คุณก็อยู่กินข้าวกินปลากับเอ้เขาก่อนซีแล้วค่อยกลับ จากอุทัยฯ ไปกรุงเทพฯ ไม่ไกลหรอก ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง แล้วยิ่งรถคุณดีๆ แบบนี้ล่ะก็ แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ...” “ค่ะ...” มธุรดาไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น... น้าบังอรอุ้มลูกเดินลงเรือนไปแล้ว... ความเงียบงันอันตึงเครียดกระหน่ำเป็นจังหวะรุนแรงขึ้นในบรรยากาศ ด้วยเหตุผลบางประการการโจมตีอย่างรุนแรงของดวงตาสีดำสนิทเข้มคมชวนให้หงุดหงิดนั้นทำให้ลมหายใจของมธุรดาติดอยู่กลางลำคอ อะไรบางอย่างลึกลงไปในท้องของเธอขมวดเกร็งจนแทบจะเจ็บปวดและเวลาก็ดูจะเชื่องช้าลงอีกด้วย “วางหลานของผมลง” เขาบอกเธอเสียงเรียบ “หลาน...” มธุรดากะพริบตาปริบๆ ด้วยความสับสน เธอต้องฉุดกระชากตัวเองออกจากมนต์สะกดอันแปลกซึ่งเธอตกลงไปเป็นเวลาสองสามวินาทีอันน่าหวั่นวิตก... ลึกลงไปเธอบอกตัวเองว่ามันต้องเป็นเพราะความเหนื่อยล้าและเคร่งเครียด ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลยว่าทำไมเธอจึงรู้สึกแบบนี้ อนณหายใจแรงอย่างหมดอดทนต่อความเชื่องช้าในปฏิกิริยาตอบสนองของเธอ... เขาก้าวพรวดเดียวถึงตัวในชั่วเสี้ยววินาทีก่อนกระซิบสั่งในน้ำเสียงดุดันน่ากลัว “ผมบอกให้วางหลานของผมลงเดี๋ยวนี้!” จังหวะนี้เองที่มธุรดากลับรู้สึกตัวอย่างจริงจัง... อนณดึงหลานน้อยออกจากอ้อมกอดของเธอโดยระมัดระวังอย่างยิ่งยวดไม่แตะถูกส่วนใดในเรือนร่างของเธอ... เขาอุ้มหลานกลับเข้าไปในห้อง ไม่สนใจมธุรดาราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ... เธอยืนเคว้ง... รอว่าเขาจะกลับออกมาไหม แต่เปล่าเลย... อนณหายเงียบอยู่ในห้องกับหลานน้อยของเขา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก หันมองซ้ายขวาเห็นที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของชานเรือน เธอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักในท่าทีอย่างอดทนเฝ้ารอคอย... ท้องฟ้าขณะนั้นขมุกขมัวหมู่เมฆจับตัวเคลื่อนคล้อยลอยต่ำอีกไม่นานฝนคงหยาดเม็ด . . . เป็นจริงดังนั้น... ฝนค่อยโปรยเม็ดเปาะแปะแล้วทวีความแรงราวฟ้ารั่วภายในไม่กี่นาที มธุรดาได้ยินเสียงกระทบดังปึงปังมาจากด้านในห้องที่บานประตูปิดสนิท ชั่วอึดใจหนึ่งร่างสูงใหญ่ของอนณก้าวออกมา เขาเร่งฝีเท้าตรงไปยังอีกห้องหนึ่ง ผลักประตูให้เปิดแล้วก้าวเข้าไปอย่างเร็ว... เขามักเปิดหน้าต่างห้องไว้เสมอและเปิดไว้ทั่วทั้งบ้าน มธุรดาเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ทันที... เธอหันมองซ้ายขวาอย่างลังเลนิดหนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจเดินไปช่วยปิดหน้าต่างซึ่งเปิดทิ้งเอาไว้ตรงบริเวณชานเรือน โดยเฉพาะมุมที่จัดไว้รับแขกเป็นชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็จริงแต่หมอนอิงปักลวดลายสวยงามก็จะต้องชื้นฝนแน่... แล้วเจ้ากรรมหน้าต่างบานสุดท้ายก็งับปิดได้ยากเย็น ละอองไอฝนทำให้เธอชื้นไปทั่วตัว ชั่วจังหวะที่กำลังออกแรงรั้งหน้าต่างบานนั้น มือใหญ่แข็งแรงของใครบางคนก็เอื้อมมาจากทางเบื้องหลัง... อนณดึงครั้งเดียวมันก็ปิดลงอย่างสนิทแน่น หัวใจมธุรดาสะดุดไหววูบวาบ เธอหันขวับไปเกือบชนแผ่นอกกว้างของเขา ร่างสูงยืนใกล้จนสัมผัสลมหายใจร้อนที่เป่ารดแก้ม ความอบอ้าวจากการเบียดชิดตัดกับลมฝนเย็นภายนอกจนร่างเธอสั่นเล็กน้อยโดยไม่อาจห้ามได้ “บ้านเก่าก็แบบนี้...” เสียงทุ้มต่ำห้วนสั้น แต่กลับดังชัดในความเงียบ ฝนด้านนอกตกหนัก แต่เสียงของเขาเหมือนชัดเจนกว่าเสียงใด มธุรดายืนนิ่ง ปลายนิ้วที่ยังจับขอบไม้เย็นเฉียบสั่นน้อยๆ เพราะแรงและเพราะความใกล้เกินควร ดวงตาของเธอเงยขึ้นสบกับแววตาคมเข้มที่จับจ้องราวกับไม่ปล่อยให้เธอหายใจ เธออยากหลบแต่กลับไม่อาจทำได้ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงบางอย่างที่มองไม่เห็น “ฉันแค่อยากช่วย” เธอตอบกลับเสียงเรียบ พยายามทำให้มั่นคงที่สุด แต่หัวใจกลับเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาเสียให้ได้ อนณโน้มตัวเล็กน้อย กลิ่นกายที่ผสมทั้งเหงื่อจางๆ และกลิ่นฝนติดเสื้อผ้าลอยแตะจมูกมธุรดา เขาไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่จ้องมองอยู่เช่นนั้น แต่การจ้องมองนั้นทำให้เธอเหมือนถูกเปิดเปลือยทุกความคิดที่ไม่อยากให้ใครรู้... สายฟ้าวาบผ่านหน้าต่าง แสงขาวส่องสะท้อนในดวงตาของเขา ทำให้แววตาคมดุเดือดกลับดูเหมือนซ่อนแรงบางอย่างที่ลึกกว่าความเกลียดชัง เขาเงียบไปนานพอที่หัวใจเธอแทบหยุดเต้น มธุรดาพยายามดึงตัวถอยออก แต่แผ่นหลังกลับติดกับบานหน้าต่างไม้ที่เพิ่งปิด ความใกล้ชิดนี้ทำให้ร่างเธอร้อนผ่าวทั้งที่เสื้อสีอ่อนชื้นฝนแนบไปกับผิว เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก แต่ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งเผยให้เขาเห็น “คุณคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไร” น้ำเสียงเธอพยายามแข็ง แต่ปลายเสียงกลับแผ่วจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ อนณยกมือขึ้นวางบนบานหน้าต่างเหนือไหล่เธอ มืออีกข้างยกขึ้นเช็ดหยดน้ำที่เกาะบนแก้มเธออย่างช้าๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านไล้ไปจนเธอสะดุ้ง ร่างกายเกร็งจนแข็งค้าง แต่กลับไม่ขยับหนี “ถามตัวเองดีกว่าไหม ว่าทำไมถึงยอมให้ผมเข้ามาใกล้ขนาดนี้” คำพูดต่ำพร่าราวกับคำท้าทาย สายตาทั้งคู่สบประสานกันแนบแน่น ไม่มีใครยอมหลบให้ใคร ข้างนอกที่เต็มไปด้วยฝนฟ้าคะนองกลับทำให้บรรยากาศตรงนี้อึดอัดจนแทบระเบิดออกมา... มธุรดาหายใจแรงขึ้น ความร้อนพุ่งวาบไปทั่วอก เธอไม่อยากยอมรับ แต่เธอรู้ดีว่าร่างกายของเธอกำลังตอบสนองต่อความใกล้ชิดนี้ เธอฝืนหัวเราะแผ่วเบา “คุณกำลังหลงตัวเองมากไปแล้ว คุณอนณ” เขายกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง ริมฝีปากหยักลึกโค้งเป็นรอยยิ้มบางที่ไม่ได้บรรเทาความกดดัน กลับยิ่งทำให้บรรยากาศเข้มข้นหนักขึ้น “อาจจะใช่... แต่คุณก็ไม่ได้ผลักผมออกไปนี่” คำตอบนั้นทำให้มธุรดาเหมือนถูกตีแสกหน้า เธอเบือนสายตาไปทางอื่น แต่อนณขยับเข้าใกล้จนแทบไม่เหลือช่องว่าง ระยะลมหายใจของเขาปะทะกับริมฝีปากเธอ หัวใจเธอเต้นโครมครามจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน มือที่เกาะขอบหน้าต่างของเธอเริ่มอ่อนแรงลง เธออยากผลักเขาออกไป แต่กลับไม่มีแรงพอ ร่างกายเหมือนทรยศต่อคำสั่งของสมอง ความตึงเครียดปะปนแรงดึงดูดที่ไม่ควรมี มันกำลังฉีกเธอออกเป็นสองส่วน “คุณอนณ...” เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงสั่น เธอไม่รู้ว่ามันคือคำห้ามหรือคำเรียกให้เขาเข้ามาใกล้กว่านี้ เขาก้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกัน มธุรดาหลับตาไปชั่ววินาที เหมือนรอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่แล้วเขากลับหยุด เสียงฝนด้านนอกดังกลบทุกอย่าง เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นแรงจนประสานกัน “คุณยังเป็นศัตรูของผม” เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ น้ำเสียงเข้มแต่แฝงความสั่นสะเทือนบางอย่างที่เขาเองก็ไม่อาจควบคุมได้ “ศัตรูตัวฉกาจที่ผมไม่มีวันอ่อนข้อหรือถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว... รู้ไว้ด้วย” มธุรดาลืมตาขึ้นทันที แววตาของเขายังคงแข็งกร้าว แต่ในความแข็งนั้นแฝงไว้ด้วยไฟบางอย่างที่ทำให้เธอร้อนวูบไปทั้งกาย เธอหอบหายใจแรง พยายามหันหน้าหนี แต่ปลายนิ้วเขายังคงกดอยู่บนแก้มเธอ หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นแล้วตอบกลับเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน “แต่ฉัน... ไม่เคยต้องการเป็นศัตรูของคุณเลยนะคะ” วินาทีนั้น แรงดึงดูดที่เกือบพาให้ทั้งคู่ข้ามเส้นถูกตัดขาดด้วยคำพูด พวกเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับโลกหยุดหมุน มีเพียงเสียงฝนที่โปรยลงมาไม่หยุด แต่กลับไม่มีใครก้าวข้ามระยะสุดท้ายไป อนณค่อยๆ ถอยมือออก... มธุรดารู้สึกเหมือนบางอย่างถูกดึงหายไปจากร่าง เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกโล่งใจหรือผิดหวัง... เธอก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อบังความสั่นไหวที่ยังไม่จางไป เขามองเธออีกครั้ง แววตาคมนั้นยังตรึงแน่นราวกับจะฝากร่องรอยลงในใจเธอไปตลอดกาล ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินออกไปช้าๆ ทิ้งให้เธอยืนพิงบานหน้าต่าง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ร่างสั่นสะท้านด้วยทั้งความเย็นจากฝนและความร้อนจากแรงดึงดูดเมื่อครู่ มธุรดาหลับตาลง หายใจยาวเพื่อควบคุมตัวเอง แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้ว่าภายในยังเต็มไปด้วยความโกลาหล หัวใจยังคงเต้นแรง และริมฝีปากยังคงรู้สึกถึงลมหายใจของเขาที่เฉียดผ่านไปเพียงเสี้ยวนาที... ฝนยังหนาเม็ดราวกับจะล้างทุกสิ่งอย่างแต่ไม่อาจล้างความคุกรุ่นในหัวใจของคนทั้งคู่ได้เลย แสงฟ้าแล่บสว่างวาบตามมาด้วยเสียงร้องครืนครามเป็นสาเหตุให้ทารกในห้องกรีดเสียงร้องไห้จ้า... เสียงนั้นฉีกความเงียบและบรรยากาศคุกรุ่นเมื่อครู่ขาดสะบั้นในพริบตา... อนณคิ้วขมวดแน่น ความเครียดเกร็งฉายชัดทั่วหน้า ร่างสูงก้าวพรวดๆ ไปที่ประตูโดยไม่เหลียวมองเธออีก มธุรดามองตามเขา หัวใจที่ยังเต้นแรงอยู่เมื่อครู่ยิ่งกระตุกแรงกว่าเดิมเมื่อเห็นเขาอุ้มหลานน้อยขึ้นมาแนบอก เด็กชายตัวจิ๋วร้องไห้โหยหวนสุดกำลังปอด ใบหน้ากลมแดงก่ำ ดวงตาเล็กปิดแน่นเพราะความทุกข์และความหวาดกลัว... ภาพนั้นบีบรัดหัวใจมธุรดาจนเจ็บหน่วง เธอไม่ทันคิดอะไรทั้งสิ้น สัญชาตญาณผลักดันให้ก้าวตามเข้าไปถึงหน้าประตู “ให้ฉันอุ้มแกเถอะค่ะ” เสียงเธอหลุดออกมาอย่างแน่วแน่ แม้ในอกเต็มไปด้วยความสั่นไหว แต่แขนที่เอื้อมออกไปมั่นคง พร้อมจะมอบการปลอบโยนทั้งหมดที่เด็กน้อยคนไหนๆ ควรได้รับ อนณเงยหน้ามองเธอวูบหนึ่ง แววตาคมกริบเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ แช่แข็งอยู่นานจนเหมือนจะปฏิเสธ แต่ในที่สุดเขาก็ยินยอมส่งเด็กชายมาอยู่ในอ้อมกอดของเธอ มือใหญ่ผละออกช้าๆ จนปลายนิ้วสัมผัสกันแผ่วๆ ความอุ่นเล็กน้อยนั้นแล่นผ่านผิวจนมธุรดาใจสั่นวูบ ทันทีที่ได้สัมผัส เด็กน้อยก็ค่อยๆ สงบลงเหมือนรู้สึกถึงความอ่อนโยนในอ้อมแขน เธอโอบกอดแน่นขึ้น ก้มลงจุมพิตเบาๆ บนเส้นผมอ่อนนุ่มนั้น “ฉันคิดว่าแกคงตกใจ... แล้วก็อาจจะหิว” เธอกล่าวเสียงเบา อ่อนโยนจนน้ำเสียงแทบกลายเป็นสายลมที่ปลอบประโลม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “คุณช่วยไปชงนมให้แกทีสิคะ” ประโยคหลังทำเอาอนณแทบสะอึก คิ้วเข้มกระตุก ความโกรธจุดวาบขึ้นทันตา “ผมรู้ว่าต้องทำอะไร” น้ำเสียงแข็งกระด้างดังก้องไปทั่วห้อง มธุรดาเพียงพยักหน้าเบาๆ แววตาสงบอย่างตั้งใจ “ดีค่ะ... ฉันจะอยู่กับหลานของคุณที่นี่ จนกว่าคุณจะกลับมา” เขาจ้องเธอเขม็ง แววตายังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงไม่ไว้ใจ... เธอเผลอยกยิ้มบางๆ “สิคะ... ฉันไม่ลักพาตัวหลานคุณไปไหนหรอกน่า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้” “ถ้าคุณกล้าก็ลอง” เขาสวนเสียงต่ำพร่า คล้ายคำขู่ที่ปกปิดความสั่นสะเทือนในใจ แล้วสะบัดตัวปึงปังออกประตูไป มธุรดาก้มลงมองเด็กชายในอ้อมกอด ใบหน้าน้อยๆ ค่อยๆ คลายความตึงเครียด ริมฝีปากเล็กดูดอากาศหอบสะอื้นเบาๆ ก่อนจะซุกหน้ากับอกเธอ... นั่นทำให้หัวใจเธอละลาย ความอ่อนโยนพวยพุ่งขึ้นมาจนเอ่อล้น ไม่นานนัก อนณก็กลับเข้ามาพร้อมขวดนมอุ่นๆ แต่ภาพที่เห็นทำให้เขาหยุดยืนชะงักอยู่หน้าประตู... เด็กชายในอ้อมกอดมธุรดานิ่งสงบแนบอก เธอกำลังอุ้มเขาเดินไปมาช้าๆ ขับกล่อมด้วยการฮัมเพลงเบาๆ ... ร่างโปร่งบางกับทารกน้อยในอ้อมกอดภายใต้แสงไฟสลัวลางดูราวกับภาพฝัน... บางอย่างจุกแน่นในอกอนณ ความรู้สึกที่ไม่อยากยอมรับแล่นท่วมขึ้นมา เขาเร่งฝีเท้าก้าวตรงเข้าไป “ส่งแกมาให้ผม” เธอเงยหน้ามอง แววตาสงบแต่แน่วแน่ “อย่าเลยค่ะ... แกเพิ่งจะนิ่งไป ประเดี๋ยวเกิดร้องขึ้นมาอีก ให้ฉันป้อนนมแกเองเถอะค่ะ” กรามเขาขบแน่น ร่างสูงเกร็งตึงด้วยแรงโกรธที่พยายามกลบความสั่นไหวข้างใน “หลานผม... ผมดูแลเอง” “คุณอนณ...” มธุรดาเอ่ยเสียงต่ำแต่หนักแน่น “คุณก็รู้ว่าคุณรับมือแกไม่ไหว” แววตาเธอสบกับเขาอย่างจริงจัง “มาค่ะ... ส่งขวดนมมาให้ฉัน” คำพูดนั้นเหมือนมีอำนาจบางอย่างกดทับ อนณยืนนิ่งแข็งไปชั่วครู่ ความดื้อรั้นและไม่พอใจเกือบระเบิดออกมา แต่สุดท้ายเหมือนไม่มีทางเลือก ขวดนมอุ่นๆ จึงมาอยู่ในมือของมธุรดา เธอนั่งลงตรงขอบเตียงอย่างแผ่วเบา วางเด็กน้อยพาดบนแขนและเริ่มป้อนนมด้วยท่าทีอ่อนโยน เธอก้มลงมองดวงตากลมเล็กที่ค่อยๆ ปรือลงราวกับหลับไปพร้อมความอิ่มเอม ใบหน้าเธอฉายรอยยิ้มบางที่ละมุนละไมยิ่งกว่าที่อนณเคยเห็นจากเธอ “มธุรดา...” เขาเรียกชื่อเธอออกมา ราวกับตั้งใจจะพูดบางสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในอก แต่หญิงสาวชูนิ้วขึ้นจุ๊ปาก แววตาวิ่งวูบเข้าหาเขาเป็นสัญญาณห้าม เสียงเธอพร่าแผ่ว “ชู่ว์... อย่ารบกวนเด็ก” อนณขบฟันแน่น กำมือจนเส้นเอ็นนูน รู้สึกเหมือนตัวเองถูกลดทอนเป็นเด็กชายห้าขวบที่แสนซน ถูกผู้ใหญ่ดุด้วยน้ำเสียงเข้ม ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายเต็มตัว แต่กลับถูกเธอทำให้เสียอำนาจได้เพียงเสี้ยววินาที “คุณออกไปข้างนอกก่อนเถอะค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา แต่มีแววตำหนิชัดเจน “ไปทานข้าวก่อนก็ได้ไป... น้าบังอรทำเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วนี่” เขายืนนิ่ง คิ้วขมวดแน่น และความโกรธร้อนวูบขึ้นมาทันที... ฮึ่ม!!! ออกคำสั่งอย่างกับว่าเขาเป็นพนักงานในบริษัทของเธอ... เขาน่ะ เจ้าของบ้านนะ! *****
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD