ตอนที่ 4 คนที่ไม่ควรเข้ามา

3425 Words
อนณคำรามฮึ่มฮั่มในลำคอ เสียงกระแทกของดังปึงปังไปทั่วห้องครัว ราวกับเขาพยายามใช้ความโกรธบดบังบางอย่างที่กำลังล้นทะลักอยู่ในอก... ความรู้สึกที่เขาไม่อยากยอมรับว่าทุกครั้งที่มธุรดาโอบอุ้มหลานน้อยของเขา... เขากลับอยากมองนานกว่าที่ควร อนณกำลังระบายอารมณ์ใส่ทุกสิ่งตรงหน้า เขาเปิดตู้กับข้าวแรงเกินไป เสียงถ้วยจานช้อนส้อมกระทบกระแทกแรงเกินควร ปิดตู้เย็นโครมอย่างไม่ออมมือ และวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะแรงไปหน่อย ราวกับทุกสิ่งในบ้านต้องรับเคราะห์แทนความหงุดหงิดที่กองสุมอยู่ในอกเขา . . . ขณะเดียวกัน... ในห้องหนึ่งบนเรือน มธุรดานั่งเงียบอยู่ขอบเตียง โอบอุ้มทารกที่หลับไปแล้วอย่างสงบหลังดื่มนมเต็มอิ่ม ร่องรอยคราบน้ำตายังเลอะเปรอะแก้มแต่ใบหน้าผ่อนคลาย เธอค่อยๆ วางเด็กชายลงบนเตียง จัดผ้าห่มให้เรียบร้อย ก่อนโน้มตัวจุมพิตเบาๆ บนหน้าผากเล็กๆ นั้น เธอถอนหายใจยาว ความอบอุ่นที่ซึมเข้ามาในหัวใจทำให้ความเหนื่อยล้าเบาบางลง แต่ขณะเดียวกัน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นวูบขึ้นมา... ภาพตอนที่มือหยาบกร้านของอนณส่งเด็กมาให้เธอ ภาพที่ปลายนิ้วของทั้งคู่แตะกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับทิ้งความร้อนวาบไม่ยอมจาง... มธุรดาหลับตาลง... อย่าหวั่นไหว... เขายังเห็นเราเป็นศัตรู เขายังไม่ไว้ใจเรา และเราก็ไม่ควรเผลอใจ แต่หัวใจกลับไม่ฟังเหตุผลนั้นเลย มันยังเต้นแรงด้วยจังหวะไม่เป็นระเบียบ เสียงฝีเท้าแน่นหนักหวนกลับมา... อนณปรากฏตัวที่ประตู ใบหน้าคมเข้มเคร่งเครียดกว่าเดิมเล็กน้อย เขายืนกอดอกพิงขอบประตู ร่างทาบเงาเข้ามาในห้องจนบรรยากาศแคบลงอย่างประหลาด “แกหลับแล้ว?” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่ยังคงมีความแข็งกร้าวซ่อนอยู่ มธุรดาหันมองเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ “ค่ะ... หลับไปแล้ว” เขาก้าวเข้ามาใกล้ เตียงขนาดกลางที่มีเด็กน้อยนอนอยู่กลายเป็นฉากกั้นระหว่างพวกเขา... มธุรดาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงในทุกย่างก้าว “แกชื่ออะไรคะ...” “อคิณ” เขาตอบสั้น ชื่อนั้นสะดุดหูคนฟัง... เธอได้ยินเขาพูดต่อไปว่า... “แม่ของแกเป็นคนตั้งไว้ให้” เมื่อพูดประโยคนี้อนณกล้ำกลืนความปวดหนึบไว้ มธุรดานิ่งฟังอย่างเงียบๆ และในสถานการณ์เช่นนี้เธอไม่รู้จริงๆ ว่าควรพูดอะไร แต่เธอก็พูด... “ให้ใครเลี้ยงคะ” คำถามนั้นทำให้เขาขบกรามแน่น “กำลังหา” “ไม่ใช่น้าบังอรเหรอคะ” “คุณก็เห็นแล้วนี่ วันนี้น่ะ” ชายหนุ่มเน้นเสียงออกมาอย่างอดทน “ค่ะ ฉันเห็นแล้วว่าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก” มธุรดาพูดเสียงนุ่มนวลแต่ไม่อ่อนโยนเลย “และไม่ใช่แค่คุณคนเดียว... ยังมีเด็กแรกเกิดอีกคนหนึ่งด้วย” “พอเลย” อนณตัดบทด้วยเสียงกระซิบอันแข็งกระด้าง “เรื่องเดิม... อย่างคุณอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่” นัยน์ตาเข้มคมกริบมองเธออย่างดุร้ายและทิ่มแทง ความเงียบแผ่ขยายและเดือดระอุเป็นเวลานานหลายนาที... “มธุรดา...” เขาเอ่ยเรียกเสียงเย็นชา “คุณควรไปได้แล้ว” เธอรั้นใบหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตาเขาอย่างไม่หวั่น “ฉันพยายามจะช่วยคุณกับหลานของคุณ” “ผมไม่ใช่คนที่มีความอดทนนักหรอกนะ” อนณขบฟันแน่น... ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจและจนถึงตอนนี้เธอยังคงโน้มน้าวจิตใจเขาไม่เลิกแล้ว “คุณอนณ.. ทำไมคุณไม่ยอมรับความจริงว่าเด็กไม่สมควรอยู่ที่นี่ เพราะอะไรที่คุณทำเหมือนตัวเองรับมือทุกอย่างได้ ทั้งที่ความจริง... คุณเองก็อ่อนล้าและหาทางออกไม่เจอ” คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดเข้าไปในใจอนณ ดวงตาเขาวาวขึ้นชั่ววูบ แต่ไม่ใช่ด้วยความโกรธเพียงอย่างเดียว หากยังมีบางอย่างที่สั่นสะเทือนอยู่ลึกๆ ทั้งสองยืนนิ่ง มองตากันอยู่นานเกินควร บรรยากาศรอบด้านเหมือนหยุดนิ่ง เหลือเพียงเสียงฝนที่ยังสาดซัดกับหลังคาและเสียงหัวใจที่ดังอยู่ในอกของแต่ละคน... สายตาของเขาไม่ได้มีแต่ความเกลียด หากยังเต็มไปด้วยความสับสน อะไรบางอย่างที่เหมือนกำลังต่อสู้กันระหว่างหัวใจกับเหตุผล... มธุรดาแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลือเพียงลมหายใจที่สัมผัสกันได้ ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงแรงกดดันที่คล้ายจะระเบิดได้ทุกเวลา เด็กชายขยับตัวเล็กน้อย เสียงครางแผ่วๆ ดังขึ้น มธุรดารีบก้มลงลูบผมเด็กแผ่วเบาอย่างปลอบประโลม แล้วเอ่ยเสียงพร่าแทบเป็นกระซิบ “อย่าทำเสียงดัง... เดี๋ยวเด็กตื่น” เขาโน้มตัวลงต่ำอย่างจงใจ ใบหน้าคล้ำเข้มอยู่ใกล้จนริมฝีปากเกือบเฉียดใบหูเธอ เสียงทุ้มพร่าดังกระซิบตอบ “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แกตื่น... แต่คุณนี่สิ...” คำพูดนั้นทำให้มธุรดาใจสั่นระรัว เธอหลับตาลงอีกครั้ง หายใจยาวเพื่อควบคุมตัวเอง แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้ว่าภายในยังเต็มไปด้วยความโกลาหล ความร้อนระอุที่พวยพุ่งขึ้นมาไม่อาจดับลงได้ง่าย ๆ ... หนุ่มสาวสองคนอยู่ในระยะอันตรายนั้นนานหลายอึดใจ... ใกล้พอที่จะสัมผัสลมหายใจของกันและกัน... นั่นเองที่ทำให้บรรยากาศยิ่งคุกรุ่น... เสียงฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด ฟ้าร้องครืนครามเป็นระยะ ทุกสิ่งรอบด้านช่างอื้ออึง แต่สำหรับมธุรดาแล้วกลับเหมือนทุกอย่างเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจของอนณที่อยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบนแก้มตัวเอง อนณจ้องมองใบหน้าของเธอในระยะใกล้ แสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นความเปียกชื้นจากละอองฝนที่ยังติดอยู่บนไรผม เขากัดฟันแน่น พยายามห้ามสายตาตัวเองไม่ให้เลื่อนต่ำลง แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงบางอย่างบังคับให้เพ่งมองอยู่อย่างนั้น “คุณนี่มัน... ทำให้เรื่องวุ่นวายไปหมด” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นต่ำมาก ราวกับไม่ตั้งใจจะให้หลุดออกมาเป็นคำพูด มธุรดามองเขา รับรู้ได้ถึงความร้อนแรงในน้ำเสียงนั้น และหัวใจเธอก็ตอบสนองทันที ราวกับทุกวลีแทรกซึมเข้ามากระตุ้นบางสิ่งในส่วนลึก เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามเรียบเรียงถ้อยคำให้มั่นคง “บางที... เรื่องอาจไม่ได้วุ่นวายเพราะฉันหรอกค่ะ” แววตาอนณหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายจะหัวเราะเย้ยแต่กลับกลายเป็นเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ที่เล็ดลอดออกมา เขาก้าวเข้ามาอีกนิด ระยะระหว่างกันแคบจนกลายเป็นเพียงเสี้ยวลมหายใจ มธุรดาถอยไม่ได้เพราะด้านหลังคือโต๊ะเล็กข้างเตียงที่เด็กนอนอยู่ เธอรู้สึกเหมือนถูกกักขังไว้ในกรอบอันตรายที่ชายหนุ่มเป็นคนสร้าง... ลมหายใจทั้งคู่ปะทะกันในความเงียบ ความร้อนสะสมจนแทบจะระเบิดออก แต่ไม่มีใครยอมขยับ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ บรรยากาศยิ่งแน่นขนัดขึ้นทุกวินาที มธุรดาหลับตาลง เธอพยายามกดทับความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่าน อย่าสั่น อย่าแสดงออกให้เขาเห็น… แต่หัวใจกลับเต้นแรงราวกับจะตะโกนความจริงให้ดังไปทั่วห้อง เสียงเด็กชายอคิณขยับตัวอีกครั้งทำลายบรรยากาศลงเล็กน้อย ทั้งคู่สะดุ้งนิดๆ แต่ก็ยังไม่ผละออกจากกัน... อนณหันไปมองเด็กที่นอนอยู่ ใบหน้าเขาอ่อนลงเพียงชั่ววินาที ก่อนหันกลับมาจ้องตาเธออีกครั้ง “คุณควรออกไปได้แล้ว” เขาพูดเสียงเข้ม แต่แผ่วพร่าจนไม่ต่างจากคำกระซิบ มธุรดายกคางขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาแต้มบนริมฝีปาก ทั้งที่ภายในยังสั่นระรัว “ทำไมคะ... คุณกลัวว่าฉันจะอุ้มเด็กหนีไปอย่างนั้นหรือ... ฉันไม่โง่ทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นแน่” คำพูดนั้นยิ่งทำให้อนณเกร็งขึ้น เส้นกรามขบแน่นจนเป็นสัน ดวงตาวาววับด้วยความไม่ไว้ใจ แต่ลึกลงไป... เขารู้ว่าเธอพูดจริง ความแน่วแน่ในสายตาเธอทำให้เขาเถียงไม่ออก ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง มธุรดาเอื้อมมือไปเกลี่ยผ้าห่มบนตัวเด็กเบาๆ ท่าทางอ่อนโยนของเธอทำให้อนณรู้สึกเหมือนบางสิ่งในใจถูกเขย่าแรงๆ ความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นมา... ถ้าเธอไม่ใช่ศัตรู... ถ้าเธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ บางที... ทุกอย่างคงต่างออกไป แต่เขารีบสะบัดความคิดนั้นทิ้งทันที ก้าวถอยออกห่างหนึ่งก้าวเพื่อหายใจให้ทั่วท้อง ความใกล้ชิดเกินไปเมื่อครู่ทำให้หัวใจเขาแทบระเบิด มธุรดาสังเกตเห็นการถอยของเขา รู้สึกเหมือนมีบางอย่างในอกตัวเองถูกฉุดรั้ง เธอไม่ควรผิดหวัง... แต่ความผิดหวังก็ยังซึมแทรกเข้ามาอย่างเงียบเชียบ... อนณจะขยับหลบทางเล็กน้อย ขณะที่เธอเดินผ่าน เขารู้สึกถึงไออุ่นจากไหล่ที่เฉียดกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับทิ้งร่องรอยไว้ในความคิดนานกว่าที่ควร . . . มธุรดามองนาฬิกาบนข้อมือแล้วถอนหายใจยาว... เกือบสามทุ่มแล้ว เธอไม่คิดว่าจะต้องเสียเวลาขนาดนี้เลย อีกทั้งฝนยังไม่มีทีท่าจะสร่างซาให้ปลอดภัยพอสำหรับการเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ.... หญิงสาวเฝ้ามองม่านน้ำฝนที่ไหลจากหลังคาส่งละอองไอชื้นเย็นในบรรยากาศ แต่ช่างประหลาดแท้ที่ร่างกายเธอกลับยังร้อนรุ่มไม่หาย “ตกขนาดนี้คิดจะซาบ้างไหมนี่” เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตายังคงจับจ้องสายฝนด้านนอกอย่างสิ้นหวัง “ช่วงนี้พายุเข้า” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นด้านหลัง เธอสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าเขาเดินตามออกมาตั้งแต่เมื่อไร... อนณยืนกอดอกพิงเสา สายตาจับจ้องม่านฝนเช่นเดียวกับเธอ “อะไร... ไม่ดูข่าวพยากรณ์อากาศบ้างหรือไง” มธุรดาเกือบจะค้อนให้ แต่เลือกที่จะเบือนหน้าหนีจากภาพนั้น... ภาพที่เปล่งประกายแห่งความเป็นชายอย่างแรงกล้าแบบที่เธอไม่เคยเห็นในตัวผู้ชายคนไหนมาก่อน ความโดดเด่นแบบดิบเถื่อนเดือดพล่านจากตัวเขาล้นออกมาจนเธอแทบหายใจหายคอไม่ออก “ก็งานของฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศอย่างคุณนี่คะ” เขาจ้องเธอนิ่งสักอึดใจจึงพูดขึ้นอีก “ตกแบบนี้น่ากลัวน้ำท่วม... แล้วยังต้องระวังน้ำป่า” คำว่า น้ำป่า ทำให้เธอหันขวับ “คะ? ... น้ำป่า... ที่นี่น่ะเหรอคะ” “อือ... ปีที่แล้วเจอหนัก” เขาตอบเสียงราบเรียบราวกับเรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าจดจำ แต่แววตากลับสะท้อนบางสิ่งที่เธออ่านไม่ออก “แล้วแบบนี้ฉันจะทำยังไง” เธอพึมพำ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นอย่างครุ่นคิดหนัก... ลมแรงพัดกรูเข้ามาอีกระลอก ทำให้ประตูหน้าต่างไม้ดังลั่นเอี๊ยดอ๊าด แสงฟ้าวิ่งเป็นสาย มธุรดาสะดุ้งเฮือก สัญชาตญาณทำให้เธอก้าวถอยหนึ่งก้าว ทั้งที่เบื้องหลังเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า แต่กลับรู้สึกเหมือนถอยเข้าสู่วงล้อมของเขา อนณยืนนิ่ง แต่ดวงตาเขม็งเกร็งไปที่เธอ ความโกรธยังไม่จางหาย แต่กลับปนเข้ากับบางสิ่งที่หนักแน่นกว่านั้น มันคือแรงดึงดูดที่เขาไม่อยากยอมรับ... เขามองเสี้ยวหน้าของเธอที่อาบด้วยแสงไฟสลัว ริมฝีปากอิ่มสวยที่เธอเม้มกัดอย่างนั้นชวนให้ใจเขาสั่นอย่างบอกไม่ถูก ในที่สุดเขาพูด “ถ้าไม่อยากเสี่ยงชีวิตก็อยู่ที่นี่ไปก่อน” มธุรดาหันมาสบตาเขาอย่างเร็ว... แววตาเธอสะท้อนประกายบางอย่างที่ทั้งท้าทาย หวั่นไหวและไม่อยากเชื่อในเวลาเดียวกัน “ตรงนั้น...” อนณพยักหน้าไปทางมุมที่จัดไว้รับแขก “คุณคงอยู่ได้สบายพอสมควร” หญิงสาวปรายมองตามแล้วนิ่งงัน... ตรงนั้น ประกอบด้วยโต๊ะไม้สักซึ่งตั้งอยู่กลางมีเก้าอี้บริวารสองตัว สุดท้ายคือม้านั่งยาวพอที่จะใช้ต่างเตียงนอนได้สำหรับคืนนี้... มธุรดาเม้มปากแน่น เออ... โชคยังดีที่มีหมอนอิงหลายใบนะ “คุณคงไม่คิดว่าผมจะอุทิศห้องในบ้านของผมให้คุณหรอกนะ” เสียงพูดนั้นเย็นชาและเยาะหยัน “ฉันไม่คิดว่าคุณจะใจดีขนาดนั้นค่ะ” เธอโต้ทันควันเหมือนกัน “เข้าใจง่ายดีนี่” ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่มธุรดาจะเป็นฝ่ายเดินออกไปเอง... เธอเดินผ่านเขาไปอย่างช้าๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างเธอทำให้อนณเผลอหันตามโดยไม่รู้ตัว เสี้ยววินาทีที่แขนเสื้อเธอเฉียดกับแขนเขา มันเหมือนกระแสไฟฟ้าช็อตที่ทำให้หัวใจเต้นกระตุก เธอไม่หันกลับมามอง แต่ก็รู้ดีว่าเขายังจ้องอยู่ ทุกก้าวที่เดินออกไปเหมือนหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะแรงดึงดูดที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอากาศนั้นไม่ยอมคลาย อนณยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวจนกระทั่งเธอทรุดนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่เขาอุทิศให้เป็นที่พักพิงสำหรับคืนนี้... ความรู้สึกบางอย่างยังวนเวียนไม่ยอมจาง เขากำหมัดแน่น สูดหายใจลึกเพื่อกดทับมันลง แต่รู้ดีอยู่แก่ใจว่า… มันจะไม่หายไปง่ายๆ “คุณอนณ...” เธอเรียกชื่อเขาอย่างระมัดระวัง “ถ้าจะกรุณาช่วยบริจาคผ้าเช็ดตัวให้สักผืนเถอะค่ะ” ชายหนุ่มเงียบงันไปครู่หนึ่งแล้วจึงก้าวไปอีกทาง สักครึ่งนาทีเขาเดินกลับมาพร้อมผ้าขนหนูและผ้าห่มแพรก่อนโยนให้เธออย่างไม่ใส่ใจนัก “ผมกรุณามากพอที่จะบริจาคผ้าห่มให้อีกผืน” มธุรดารับมาโดยไม่พูดอะไร สองมือกำผ้าไว้แน่น สายตาเธอตรึงตามแผ่นหลังกว้างของเขาไป... ใจเธอสั่นแรงจนแทบพัง หญิงสาววางผ้าห่ม ขยับหมอนอิงให้เข้าที่ ก่อนลงมือเช็ดหน้าเช็ดผมที่ชื้นฝนอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่เสียงฟ้าครืนครามยังดังอยู่ไม่ขาด แสงไฟวูบวาบลอดผ่านช่องประตูห้องหนึ่งออกมา... นั่นห้องนอนของเขาสินะ เธอนอนลงช้าๆ พยายามข่มตาให้หลับ แต่ทุกการเคลื่อนไหวในบ้าน เสียงฝีเท้าเขาในห้อง เสียงถอนหายใจที่เล็ดลอดมากลับชัดเจนยิ่งกว่าฝนฟ้าเสียอีก... หัวใจเธอไม่เคยวุ่นวายขนาดนี้มาก่อนมธุรดาเธอก็รู้ . . . ค่อนคืนแล้วเมื่อฝนฟ้าราแรงแต่ยังคงโปรยเม็ดกระทบหลังคาบางเบา... เสียงของมันเหมือนบทเพลงบรรเลงแผ่วพลิ้วที่วนซ้ำไม่รู้จักจบสิ้น... มธุรดาขยับตัวและพยายามคลุมด้วยผ้าแพรผืนบาง หลอดไฟตรงชานเรือนส่องแสงสลัวลาง ทว่าในหัวเธอกลับสว่างจ้าด้วยความคิดมากมายที่ไม่อาจสงบได้ ทุกครั้งที่เธอพยายามข่มตาให้หลับ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอนณที่เดินไปเดินมาในห้องก็ดังสะท้อนมาในหู ความรู้สึกเหมือนเขาอยู่ไม่ไกลเลย ทำให้ร่างกายเธอเกร็งแน่น ความตึงเครียดยังคงเกาะกุมไม่ต่างจากช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา... เขาทำอะไรหนอจนป่านนี้ไม่หลับไม่นอน จนกระทั่ง... เธอรู้สึกถึงเงาสูงใหญ่ที่หยุดอยู่ใกล้ๆ เธอลืมตาขึ้นช้าๆ พลันเห็นอนณยืนพิงเสาไม้ มองเธออยู่ในความมืดครึ่งสว่าง สายตาคมดุคู่นั้นเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ยากจะอธิบาย ไม่ใช่เพียงความเกลียดหรือความแค้น แต่เป็นแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเธอร้อนระอุขึ้นทันที “คุณยังไม่นอน... มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามเสียงเบา พยายามให้ฟังดูเรียบ แต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบสะท้อนออกมา เขาไม่ตอบทันที ก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรง “คุณนอนอยู่แบบนี้... ผมหลับไม่ลง” มธุรดาชะงัก “ทำไมคะ... ฉันรบกวนคุณเหรอ” “ใช่... คุณรบกวนผม” น้ำเสียงเขาแผ่วต่ำ แต่แฝงไว้ด้วยความแน่นหนักเหมือนยอมรับความจริงบางอย่างที่เขาเองไม่อยากพูด “กวนจนใจผมวุ่นวายไปหมด” อนณก้าวเข้ามาอีกจนเงาร่างสูงใหญ่ทอดคลุมตัวเธอ... มธุรดาเผลอกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่ทำให้เธอไม่อาจขยับไปไหนได้เลย “ถ้าอย่างนั้น... ฉันควรไปสินะ” เธอพูดเบาราวกระซิบ “ไปไหน” เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นวาบพาดผ่านแก้มเธอ “กลับ... กลับไปกรุงเทพฯ ค่ะ” มธุรดาหายใจยาวเพื่อพยายามควบคุมตัวเอง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งรู้ว่าหัวใจยังคงโกลาหล เต้นแรง อนณนิ่ง ตรึงสายตาจับจ้องเธอไม่ยอมละ “คุณไม่ควรมาตั้งแต่แรก... เพราะผมเป็นศัตรูที่อันตรายมาก คุณมธุรดา” ประโยคนี้ทำเอาเลือดในกายเธอพลุ่งพล่านจนร้อนวูบไปทั้งตัว หญิงสาวพยายามสะกดตัวเองให้นิ่ง แต่ความใกล้ชิดกลับทำให้ทุกสัมผัส ทุกการหายใจเป็นเหมือนไฟที่กำลังคุกรุ่นและกักขังเธอไว้โดยไม่มีทางหนี อนณถอยหลังเพียงครึ่งก้าว แต่แววตายังคงตรึงแน่นอยู่กับเธอ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเงียบๆ เหลือเพียงความเงียบงันที่กดดันยิ่งกว่าตอนเขายืนอยู่ตรงหน้า มธุรดาหลับตาแน่น หายใจแรงในความมืด รู้สึกหนักหน่วงและไม่คุ้นเคยอย่างประหลาด หัวใจของเธอไม่อาจกลับไปสงบนิ่งได้อีก เธอพยายามแปลความรู้สึกเหล่านี้ว่าเป็นความหวาดหวั่นหรือหวาดกลัว... ใช่แล้ว... หวาดกลัว... อนณทำให้เธอกลัว! . . . แรกอรุณแห่งบ้านไร่... เสียงไก่ขันกับละอองหมอกอ้อยอิ่งเหนือนาข้าวเป็นสิ่งแรกที่ปลุกมธุรดาให้ลืมตาขึ้นมา เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นชื้นของเช้าวันใหม่ กลิ่นดินและกลิ่นหญ้าผสมกับกลิ่นไม้สักที่อบอวลไปทั่วเรือน แต่สิ่งที่ทำให้เธอตื่นขึ้นจริงๆ กลับไม่ใช่เสียงไก่ ไม่ใช่สายหมอก หากเป็นความทรงจำที่ยังคงอวลอยู่ในอก... ภาพสายตาคมของอนณที่กดทับเธอไว้เมื่อคืน เสี้ยววินาทีที่เขาก้าวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นเฉียดแก้ม... ความใกล้ชิดนั้นยังตรึงตราไม่เลือนหาย แม้ตอนนี้เธอจะตื่นขึ้นเพียงลำพัง มธุรดาลุกขึ้นช้าๆ พลางดึงผ้าห่มที่เขาโยนให้เมื่อคืนพับจนเรียบร้อยราวกับว่านั่นคือร่องรอยสุดท้ายที่เธอจะเก็บติดตัวไปจากบ้านหลังนี้... ลมหายใจเธอยาวและหนัก ทั้งเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลและทั้งเพราะความโกลาหลในใจที่ยังหาทางออกไม่เจอ ฝนราแต่ฟ้ายังคลุ้งหมอก... หญิงสาวก้าวไปยังระเบียง เห็นความเขียวขจีทอดตัวยาวไกลสุดสายตา เสียงนกร้องเป็นท่วงทำนองต้อนรับวันใหม่ มธุรดาเผลอยกมือแตะอกตัวเอง ความรู้สึกอุ่นจากเมื่อคืนยังไม่เลือนหาย... อุ่นเกินกว่าที่เธอควรเก็บไว้ด้วยซ้ำ “จะกลับแล้วหรือ” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง เธอสะดุ้งหันไป เห็นอนณยืนกอดอกพิงเสา ร่างสูงตัดกับแสงเช้าสาดเข้ามา เขามองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก...ไม่ใช่ความโกรธชัดเจนเหมือนก่อนหน้า แต่ก็ใช่ว่าจะอ่อนโยน “ค่ะ...” เธอรับเสียงผะแผ่ว ชายหนุ่มนิ่งอยู่และมองเนิ่นนานจนหัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง แล้วเขาเบือนสายตาไปทางห้องนอนของเด็ก “เมื่อคืน... ขอบคุณที่ช่วยดูแลอคิณ” เสียงทุ้มของเขาเหมือนกล้ำกลืนอะไรบางอย่างไว้ มธุรดาใจสั่น แต่เพียงพยักหน้ารับ เธอไม่กล้าพูดอะไรไปมากกว่านั้น เพราะกลัวว่าหากพูดออกมา เสียงของเธอจะเผยความจริงทั้งหมด... ว่าลึกที่สุดในใจเธอไม่อยากกลับเลยแม้แต่น้อย ห้านาทีหลังจากนั้น รถคันหรูก็แล่นออกไปสู่ถนนดินที่ยังชื้นฝนเมื่อคืน เส้นทางวกวนพาให้ภาพเรือนไทยค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา ทว่าภาพชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงชานเรือนกลับปรากฎชัดเจนในใจเธอ... ยิ่งขับห่างออกไปเท่าไร หัวใจมธุรดาก็เหมือนถูกบีบรัดมากขึ้นเท่านั้น *****
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD