พันธกรเป็นคนที่ทำงานหนักและมีความมุ่งมั่นในทุกสิ่งที่เขาทำ
แต่ทุกครั้งที่ความเครียดสะสมและความกดดันจากการบริหารบริษัททับถม เขามักจะหาทางระบายด้วยการไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ
ของเขาเพื่อนๆของเขาหลายคนทำธุระกิจเหมือนกับเขา โดยเฉพาะคืนที่เขารู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนวนอย่างไม่หยุดยั้ง
เหล้าและเสียงดนตรีเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยทำให้เขาหยุดคิดถึงเรื่องงานได้ชั่วขณะ
คืนนั้นหลังจากการประชุมสำคัญที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
เขาดื่มจนรู้สึกว่าความคิดต่างๆ
"ไงไอ้เสือ…ดื่มเอาเป็นเอาตายเลยนะ"
นภัทร เพื่อนซี้ของเอาที่นั่งมอง พันธกรดื่มเอา ดื่มเอา ปกติพันธกรเป็นคนที่ดื่มเก่งอยู่แล้ว
"ถึงฉันจะเมาแค่ไหนฉันก็มีคนมารับโว้ย…ไม่เหมือนพวกแกหรอก"
เขาตอบนภัทร แล้วก็ดื่มต่อ
ในหัวเริ่มเลือนลาง เสียงดนตรีในผับดังกระหึ่มขึ้นในความรู้สึกเหมือนเป็นเสียงที่ช่วยปลดปล่อยเขาจากความกดดัน
เมื่อดึกดื่น ความมึนเมาเริ่มเข้าครอบงำพันธกรจนไม่สามารถกลับคอนโดเองได้
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขที่คุ้นเคย คนที่เขามักจะเรียกหาในทุกครั้งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
"ชนิกานต์ มารับผมหน่อย" เสียงของเขาอู้อี้และเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
แต่ชนิกานต์ที่ปลายสายก็รับรู้ได้ถึงความจำเป็นที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
ชนิกานต์ที่กำลังทำงานค้างอยู่ในโต๊ะทำงาน รับสายด้วยความตกใจ
แต่เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เธอปิดคอมพิวเตอร์ ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน
และรีบหยิบกระเป๋าออกไปทันทีเพื่อไปรับเจ้านายของเธอ
เมื่อถึงผับ ชนิกานต์พบพันธกรนั่งอยู่ที่บาร์ ดูเหมือนจะหมดแรง แม้ว่าเขาจะดูอ่อนล้า
หญิงสาวทักทายเพื่อนๆของเจ้านายตามมารยาท นภัทรเห็นหน้าเลขาของพันธกรมารับเจ้านายของเธออีกตามเคย
หญิงสาวยังอยู่ในชุดทำงานแสดงว่าชนิกานต์ เพิ่งจะออกจากออฟฟิศมาแน่นอน
" คุณกานต์…เพิ่งเลิกงานเหรอครับ ไอ้ไทม์มันใช้งานคุณกานต์หนักเกินไปหรือเปล่าครับเนี่ย"
" พอดี…พรุ่งนี้เป็นวันหยุดก็เลยเคลียร์งานให้เสร็จค่ะ"
ชนิกานต์เดินเขาไปหาเจ้านายหนุ่มที่ยังนั่งหลับพิงโซฟา
แต่เขายังคงมีเสน่ห์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ชนิกานต์เขยิบแขนเขาเบาๆ เพื่อให้เขารู้ตัว
"คุณพันธกรคะ กลับได้แล้วค่ะ" ชนิกานต์กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล แต่แน่วแน่
พันธกรเงยหน้ามองชนิกานต์ ดวงตาที่เคยเฉียบคมตอนนี้กลับดูอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
เขาพยายามลุกขึ้น แต่ขากลับไม่ค่อยจะมั่นคง ชนิกานต์จึงต้องพยุงเขาออกจากผับไปยังรถของเธอ
ระหว่างทางกลับคอนโด พันธกรนั่งเงียบๆ อยู่บนเบาะหลัง เขามองออกไปนอกหน้าต่าง
และเห็นแสงไฟสลัวจากเมืองใหญ่ที่ผ่านไปเรื่อยๆ ในหัวของเขามีความคิดสับสน แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เขารู้แน่ชัดในขณะนี้คือ
เขารู้สึกสบายใจที่มีชนิกานต์อยู่ข้างๆ ไม่ว่าดึกดื่นแค่ไหนถ้าเขาต้องการให้เธอมาหาเธอจะรีบมาทันทีจนเขาเคยตัว
เมื่อถึงคอนโด ชนิกานต์ช่วยพยุงพันธกรขึ้นไปยังห้องของเขา เธอพาเขาไปนั่งที่โซฟาและเตรียมน้ำดื่มไว้ให้เขาก่อนที่จะเตรียมตัวกลับ
แต่ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกจากห้อง พันธกรก็เรียกเธอไว้
"ขอบคุณนะ ชนิกานต์" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติ ชนิกานต์หันกลับมามองเขา
ดวงตาของเขาแม้จะมึนเมาแต่กลับแฝงไปด้วยความอบอุ่นที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณพันธกรพักผ่อนเถอะค่ะ" ชนิกานต์ตอบกลับเบาๆ ก่อนที่จะเดินออกจากห้อง
ปล่อยให้พันธกรนอนพักอยู่ในห้องที่เงียบสงบ
ในคืนนั้น ชนิกานต์ขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เธอไม่แน่ใจว่าความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นนี้จะนำพาเธอไปสู่เส้นทางใด
แต่เธอก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพันธกรกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
ชนิกานต์ขับรถไปบนถนนที่เงียบสงัดในคืนนั้น ความรู้สึกหลายอย่างวนเวียนอยู่ในหัว
เธอไม่เคยเห็นพันธกรในมุมนี้มาก่อน ผู้ชายที่ดูเข้มแข็ง มั่นใจ และจริงจังเสมอ
กลับแสดงออกถึงความอ่อนโยนและอบอุ่นที่เธอไม่คาดคิด
“คนอย่างเขามีมุมแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย”
เธอพึมพำกับตัวเองขณะมือจับพวงมาลัยแน่น
ความทรงจำเกี่ยวกับคำพูดและสายตาของเขาทำให้ใจเธอเต้นเร็วขึ้น แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรคิดมากเกินไป
แต่เธอปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีบางอย่างเปลี่ยนไป
เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนแทรกเข้ามา
เมื่อถึงบ้าน ชนิกานต์หยิบกระเป๋าขึ้นและเดินเข้าไปในบ้านที่มืดสนิท เธอเปิดไฟและถอดรองเท้า
พลางคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ช่วงเวลาที่พันธกรเรียกเธอไว้ก่อนออกจากห้องยังคงติดอยู่ในใจ
"ขอบคุณนะ ชนิกานต์"
คำพูดเรียบง่ายนั้นกลับฝังลึกลงไปในความรู้สึกของเธอ มันไม่ใช่คำขอบคุณธรรมดา
แต่มันมีน้ำเสียงที่อ่อนโยน เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดที่เกินกว่าความเป็นเจ้านายกับลูกน้อง
ชนิกานต์นั่งลงบนโซฟา หัวใจเต้นแรงด้วยความสับสน เธอไม่แน่ใจว่าเธอรู้สึกเช่นนี้เพราะพันธกร
หรือเพราะเธอกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันมากขึ้นทุกที
"ฉันควรทำยังไงดี" เธอคิดอยู่เงียบๆ แต่แล้วก็ถอนหายใจ เธอรู้ว่าคำตอบเดียวที่มีในตอนนี้คือการทำงานให้ดีที่สุด
ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้ทุกอย่างซับซ้อน
เธอพยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม พันธกรเป็นเจ้านาย และเธอเป็นลูกน้อง
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้อาจเป็นเพียงความอ่อนแอชั่วคราวที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของเขา แต่ลึกๆ
ในใจ ชนิกานต์รู้ดีว่าเธอแอบรักเขาตั้งครั้งแรกที่เธอได้เจอเขาบางสิ่งบางอย่าง ทำให้เธอได้แค่แอบรักเจ้านายมาดนิ่งอยู่เงียบๆ
ในวันรุ่งขึ้น ชนิกานต์มาถึงสำนักงานเร็วกว่าปกติ หัวใจของเธอเต้นระทึกเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในตึก
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงติดอยู่ในใจของเธอ แม้เธอจะพยายามปัดมันออกไป
แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ
หลังจากเธอจัดเตรียมเอกสารและเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานได้สักพัก ประตูห้องของพันธกรก็เปิดออก
เสียงรองเท้าหนังของเขาดังก้องในห้องโถงเล็กๆ ข้างหลังเธอ ชนิกานต์หันกลับไปมองโดยอัตโนมัติ
และในวินาทีนั้นสายตาของทั้งสองคนก็ประสานกัน
พันธกรดูสงบนิ่งเหมือนทุกวัน แต่วันนี้มีบางอย่างในแววตาของเขาที่ทำให้เธอรู้สึกแปลก
มันเป็นแววตาที่เธอจำได้จากเมื่อคืน ความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางนิ่งเฉยนั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง
"เอกสารที่ผมขอพร้อมหรือยัง?" เขาถามด้วยน้ำเสียงปกติ
"พร้อมแล้วค่ะ" ชนิกานต์ตอบเสียงเบา ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาส่งให้เขา มือของเธอสั่นเล็กน้อย
แต่เธอพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงออกมากเกินไป
พันธกรรับเอกสารจากเธอและมองเข้าไปในตาของเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาชัดเจนกว่าครั้งแรก
มันแฝงไปด้วยความสนใจที่ไม่เหมือนเดิม เขาเอ่ยขอบคุณเธอเบาๆ และเดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน
ชนิกานต์สูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ เธอรู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพันธกรกำลังเปลี่ยนไปจริงๆหรือแค่เธอคิดไปเอง
ไม่ใช่แค่เพราะเหตุการณ์เมื่อคืน แต่มันเป็นสิ่งที่สะสมมาตลอดเวลาที่พวกเขาทำงานด้วยกัน
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ในระหว่างที่ชนิกานต์พยายามจดจ่อกับงาน ทว่าความคิดของเธอกลับล่องลอยไปยังพันธกรบ่อยครั้ง
เธอรู้ดีว่าการทำงานในตำแหน่งนี้ต้องรักษาความเป็นมืออาชีพ แต่ความรู้สึกที่เธอมีเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้
ในช่วงบ่าย ขณะที่ชนิกานต์กำลังนั่งจัดเรียงเอกสาร เธอได้รับข้อความจากพันธกร
พันธกร: “หลังเลิกงานมาพบผมที่ห้องประชุมเล็กหน่อย มีเรื่องอยากพูดด้วย”
ใจของเธอเต้นรัว เธอไม่แน่ใจว่ามันจะเกี่ยวกับงานหรือเรื่องอื่นๆ แต่เธอรู้สึกว่ามันสำคัญ
เมื่อเลิกงาน เธอรวบรวมความกล้าและเดินไปที่ห้องประชุมเล็กตามที่พันธกรบอกไว้
เมื่อเปิดประตูห้องประชุม ชนิกานต์เห็นพันธกรยืนรออยู่ตรงกลางห้อง แสงไฟในห้องส่องสว่างพอเหมาะ
เขาหันมามองเธอด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง
"นั่งสิ" เขาบอกเสียงเรียบ ชนิกานต์เดินมานั่งตรงข้ามเขา เธอรู้สึกว่าความเงียบระหว่างพวกเขากลับเต็มไปด้วยความหมาย
พันธกรจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้น
"ชนิกานต์ช่วงนี้คุณทำงานได้ดีมาก ผมชื่นชมความตั้งใจของคุณ"
ชนิกานต์ยิ้มรับคำชม แต่เธอรู้สึกได้ว่ามันมีมากกว่าคำพูดธรรมดา
"แต่มันมีบางอย่างที่ผมอยากจะพูด"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ทำให้ใจของชนิกานต์เต้นแรง เธอไม่รู้ว่าคำพูดต่อไปจะเป็นอะไร
"คุณเป็นคนสำคัญของผมมากกว่าที่ผมเคยคิด"
พันธกรเอ่ยอย่างมั่นคง สายตาของเขาจับจ้องเธออย่างจริงจัง
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของชนิกานต์หยุดนิ่งชั่วขณะ เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากำลังมาถึงจุดเปลี่ยน
แต่เธอก็ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะชัดเจนเช่นนี้
"คุณหมายความว่ายังไงคะ" เธอถามออกไป ทั้งที่รู้คำตอบในใจ
พันธกรยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ผมไม่แน่ใจว่าจะอธิบายยังไงแต่ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันอีกต่อไป"
เสียงหัวใจของชนิกานต์เต้นดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เธอฟังคำพูดของเขา เธอไม่รู้ว่าควรตอบอะไร แต่ในความเงียบนั้น
เธอก็รู้ว่าชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง