ภายในห้องนอนของเพนต์เฮาส์สุดหรูเปิดแอร์เย็นเฉียบ หนุ่มหล่อนอนทอดกายอยู่ใต้ผ้าห่ม สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เนื่องจากเสียงริงโทนดังรบกวนก่อนนาฬิกาจะปลุก
มือหนาควานหาโทรศัพท์ด้วยความรำคาญ พลางบ่นอุบอิบ “ใครมันโทรมากวนแต่เช้าวะ”
เขาคือ พัตเตอร์ พีรยุทธ์ เดอคามีย์ หนุ่มหล่อ ดวงตาคม นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ปี 2 ทายาทนักธุรกิจพันล้านในเครือ D.C.M Group เป็นลูกชายของแม่พระพายกับพ่อมาคัส มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลในแถบภาคเหนือ พ่อของเขายังเป็นประธานบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์
ดวงตาคู่คมปรือขึ้นมองหมายเลขทั้งสิบตัวบนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องหรู เบอร์ไม่คุ้นเคย พลางนึกว่าถ้าไม่ใช่คนรู้จักโทรมาล่ะก็ แม่งจะด่าให้หน้าแหกเลยคอยดู
ทว่ายังไม่ทันได้ปริปาก พอกดรับสายเสียงใสปนทะเล้นเล็กน้อยของอีกฝ่ายก็โพล่งขึ้น
(ทำไมรับช้าจังคะ ออกมารับเค้าหน่อยสิ)
คิ้วเข้มขมวดเป็นปมอย่างงุนงงว่า ‘เค้าไหนวะ’ แต่ก็ยังไม่ทันถาม เธอก็ตอบมาเองราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“จำเสียงเค้าไม่ได้เหรอ ไอติมไงคะ พี่พัตเตอร์รีบมารับเค้าหน่อย เค้าเพิ่งลงจากรถ มารับเค้าที่…”
“เออ ๆ รอแป๊บนะ พี่จะรีบไป”
พัตเตอร์ยกมือเกาหัวอย่างงุนงง ทว่าก็รีบลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบกุญแจรถสปอร์ตคู่ใจที่ผู้เป็นพ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด ออกจากคอนโดมุ่งหน้าไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งหนึ่งในตัวเมือง
เขามองหาที่จอดรถ ก่อนจะเปิดประตูลงไปยืนอยู่ด้านหน้า ล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาต่อสายไปหาไอติม พลางสอดสายตามองหาคนที่เปรียบเสมือนน้องสาวคนหนึ่งเพียงแค่ต่างสายเลือดกัน
แม่ของทั้งสองคนเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนเด็กทั้งคู่เคยมาเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ทว่าพอโตขึ้นสองครอบครัวก็ไม่ค่อยได้มาพบปะกันเนื่องจากงานธุรกิจรัดตัวและอาศัยอยู่ห่างไกลกัน
“พี่มาถึงแล้ว”
(มองทางขวาอีก แล้วจะเห็นคนน่ารักยืนอยู่ตรงนี้)
เขามองตามเสียงหวานของเธอ ก็พบกับหญิงสาวตัวเล็กในชุดนักเรียนชั้นมัธยมปลาย มัดผมหางม้าผูกด้วยโบว์สีขาว ยกมือโบกไปมา ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าสดใส
เธอคือ ไอติม ชนัฐกานต์ เกียรติปภา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เจ้าของใบหน้าสวย ดวงตากลมโต ลูกสาวของแม่มะนาวและพ่อโยธิน ครอบครัวทำธุรกิจค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค อยู่ที่อำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่
ไอติมตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจากบ้าน ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองถึงหนึ่งร้อยสี่สิบห้ากิโลเมตร คราแรกผู้เป็นพ่อจะเป็นคนมาส่ง ทว่าเธออยากฝึกใช้ชีวิตตามลำพัง เพราะอีกไม่นานก็จะต้องมาเรียนมหาวิทยาลัยในตัวเมือง จึงขอนั่งรถมาเอง
“ขอโทษนะคะที่รบกวนแต่เช้า ไม่เจอกันนานหล่อขึ้นนะเนี่ย ยิ่งใส่ชุดชอปก็ยิ่งหล่อ”
เธอเอ่ยชมหนุ่มหล่อรูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาคมเข้ม ผิวขาวออกแทนเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยสักด้วยน้ำเสียงหวาน ทำเอาคนถูกชมกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมเผลอจ้องใบหน้าสวยชั่วครู่ ก่อนจะกระพริบตาแล้วเอ่ย
“ทำมาเป็นปากหวาน แล้วนี่จะไปไหน ทำไมคุณอามะนาวถึงได้ปล่อยให้ออกจากบ้านมาคนเดียว”
“ก็ไปมหา’ ลัยที่ตัวเองเรียนอยู่ไง อีกอย่างเค้าก็ไม่เด็กแล้วนะ ปีนี้ครบสิบแปด เป็นสาวเต็มตัวแล้ว ตัวเองไม่คิดจะชมว่าเค้าน่ารักหน่อยเหรอ”
“เป็นผู้หญิงมาอ้อนผู้ชายแบบนี้ได้ไง โตเป็นสาวแล้วก็หัดระวังตัวบ้างดิ อีกอย่างมาเรียกเค้าเรียกตัวเองมันไม่เหมาะสม คนอื่นมาได้ยินก็เข้าใจผิดกันพอดี”
“ทำไม่เรียกไม่ได้อะ หรือว่าตัวเองมีแฟนแล้ว”
“ยังไม่มี”
“ยังไม่มีก็ดี เข้ามหา’ ลัยเมื่อไหร่จะมาตามจีบ”
“แก่แดด ไปตั้งใจเรียนซะก่อน อย่ามัวแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
“เรื่องเรียนน่ะไม่ต้องห่วง เค้าไม่ทิ้งอยู่แล้ว เรื่องของตัวเองก็เหมือนกัน สรุปว่าเค้าจองตัวเองแล้วนะ”
คนตัวเล็กคลี่ยิ้มจนตาหยี หรือว่าคำพูดของเขาก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้าหูของเธอเลยสักนิด ทำเอาพัตเตอร์ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว เขาจึงเปลี่ยนไปชวนคุยเรื่องอื่น
“มาเวิร์กชอปค่ายวิศวะเหรอ”
“อื้ม เราจะไปกันได้รึยังคะ หิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว”
“ขึ้นรถสิ เดี๋ยวพาไปกินโจ๊กเจ้าดังในตัวเมือง”