เมื่อแมวเริ่มไล่หนู

1313 Words
เหนือพระที่นั่ง ความเงียบงันชั่วขณะ มู่ชิงหรูรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีสายตาที่คมกริบจับจ้องมาที่ตัวนาง ราวกับเป็นสิ่งที่มีตัวตน พร้อมด้วยการพิจารณา การสำรวจ และความหมายลึกซึ้งที่นางไม่อาจตีความได้ สายตานั้นหนักอึ้ง แทบจะกดดันให้นางล้มลง นางรู้ว่านั่นคือเว่ยอวิ๋นหาน เขากำลังมองนาง กำลังมองหญิงสาวสกุลมู่ผู้นี้ที่หายป่วยแล้วกลับมีท่วงท่าที่น่าทึ่ง และแสดงออกอย่างสงบนิ่งผิดปกติในขณะนี้ เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปทั้งตำหนักฉูซิ่ว เงียบจนได้ยินแม้เสียงเข็มตก แม้แต่เสียงหายใจก็แทบไม่ได้ยิน สายตาของเหล่านางกำนัลและพระสนมทุกคน ไม่ว่าจะชัดเจนหรือซ่อนเร้น ล้วนจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ความอิจฉา ความริษยา ความอยากรู้อยากเห็น การพินิจพิเคราะห์... อารมณ์ต่าง ๆ ปะปนกันไป หลินกุ้ยเฟยยกถ้วยชาขึ้น ใช้ฝาถ้วยปาดฟองชาเบา ๆ รอยยิ้มที่มุมปากลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม แต่แววตาที่เย็นชาแทบจะล้นออกมา ราวกับเข็มน้ำแข็งอาบยาพิษ ในที่สุด เสียงอ่อนโยนของพระพันปีหลวงก็ทำลายความเงียบงัน “เงยหน้าขึ้นเถิด” มู่ชิงหรูทำตาม ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แต่สายตายังคงหลุบต่ำลงอย่างนอบน้อมไปยังขั้นบันไดหน้าพระที่นั่งขององค์จักรพรรดิและพระพันปีหลวง ไม่กล้าสบพระพักตร์โดยตรง ใบหน้าที่งดงามหมดจดปรากฏแก่สายพระเนตรขององค์จักรพรรดิและพระพันปีหลวง ผิวพรรณขาวราวหิมะ คิ้วตาคมกริบราวภาพวาด จมูกโด่งสวย ริมฝีปากสีชมพูอ่อน สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาคู่นั้น ไม่ใช่ความขวยเขินอายหรือความไร้เดียงสาของหญิงสาวทั่วไป แต่เป็นดุจทะเลสาบที่สงบนิ่ง ใสสะอาดจนมองเห็นก้นบึ้ง แต่กลับลึกจนไม่อาจหยั่งถึง พร้อมด้วยความสงบนิ่งและความห่างเหินที่ไม่เข้ากับวัย ผมหน้าผากถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นหน้าผากที่เกลี้ยงเกลาและอิ่มเอิบ ยิ่งเพิ่มความเยือกเย็นและแข็งแกร่ง นางคุกเข่าอยู่อย่างเงียบสงบ ราวดอกบัวหิมะแรกแย้ม ไม่โอ้อวด แต่กลับมีสง่าราศีในตัวเอง แววตาของพระพันปีหลวงฉายแววประหลาดใจและชื่นชมเล็กน้อย พยักหน้า "บุตรสาวของแม่ทัพมู่ ช่างงดงามและมีพรสวรรค์จริง ๆ ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าได้ช่วยชีวิตองค์ชายสามที่สวนฉินฟางหยวนอย่างไม่คิดชีวิต?” “ทูลพระพันปีหลวงเพคะ” มู่ชิงหรูตอบด้วยเสียงที่มั่นคงและชัดเจน “หม่อมฉันบังเอิญอยู่ใกล้ ๆ เห็นองค์ชายตกน้ำ ด้วยความตกใจ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก โชคดีที่องครักษ์เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที องค์ชายทรงมีบุญบารมี จึงทรงปลอดภัย หม่อมฉันไม่กล้าถือดีในความดีความชอบเพคะ” “โอ้? ไม่ได้คิดอะไรมาก?” เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมเสน่ห์ของชายผู้หนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมด้วยแววขบขัน นั่นคือเว่ยอวิ๋นหาน สายพระเนตรของพระองค์ราวกับเข็มสำรวจที่ทรงพลัง จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของมู่ชิงหรูแน่น ราวกับต้องการขุดคุ้ยความจริงจากทุกการแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนาง “เจิ้นได้ยินมาว่าคุณหนูมู่ก่อนหน้านี้ป่วยเรื้อรัง ร่างกายอ่อนแอมาก การกระโดดลงน้ำในวันนั้น ท่วงท่าที่ว่องไวเช่นนั้น ไม่เหมือนคนป่วยมานานเลย” นั่นไง! ว่าแล้วต้องพูดออกมาจนได้! มู่ชิงหรูรู้สึกเหมือนสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในใจ แต่สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งราวผืนน้ำ นางหลุบตาลงเล็กน้อย ขนตายาวเหยียดทอดเงาเล็ก ๆ ใต้ดวงตา เสียงของนางแฝงด้วยความอ่อนแอและหวาดกลัวที่เหมาะสมจากการรอดชีวิตมาได้ “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันอ่อนแอมาแต่กำเนิดเป็นเรื่องจริงเพคะ การตกน้ำในวันนั้น ก็ตกใจและหวาดกลัวอย่างยิ่ง หลังจากนั้นก็ล้มป่วยหนัก จนบัดนี้ก็ยังไม่หายดี ตอนนั้น...ตอนนั้นเห็นองค์ชายตกอยู่ในอันตราย ในใจคิดเพียงแต่จะช่วยชีวิต ไม่รู้เลยว่าเอาแรงมาจากไหน หลังจากนั้นเมื่อคิดถึง ก็ยังหวาดกลัวไม่หาย รู้สึกเพียงว่า...เป็นสัญชาตญาณในยามคับขัน และเป็นเพราะบุญบารมีของฝ่าบาทและพระพันปีหลวงที่คุ้มครองเพคะ” นางเน้นคำว่า “สัญชาตญาณ” และ “บุญบารมีที่คุ้มครอง” อย่างชัดเจน ทั้งอธิบายถึงแหล่งที่มาของพลังที่ระเบิดออกมา และยกความดีความชอบให้แก่ฮ่องเต้และพระพันปีหลวง ท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่ง เหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นที่หน้าผากอย่างเหมาะเจาะ ใบหน้าก็ซีดขาวลงในทันที ราวกับถูกความน่าสะพรึงกลัวของวันนั้นและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้กดดันจนหายใจไม่ออก เว่ยอวิ๋นหานจ้องมองนางด้วยดวงตาที่ลึกซึ้ง สายพระเนตรคมกริบราวมีด ราวกับจะลอกเปลือกนอกที่สงบนิ่งของนางออก เจาะลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ อากาศในท้องพระโรงราวกับแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง มู่ชิงหรูรู้สึกได้ว่าเสื้อด้านหลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ๆ แนบติดผิวหนังจนรู้สึกเย็นเฉียบ นางกลั้นหายใจ รอคอยคำพิพากษาสุดท้าย เนิ่นนาน เสียงทุ้มต่ำของเว่ยอวิ๋นหานก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ “ช่างเฉลียวฉลาดนัก” พระองค์ไม่มองนางอีกต่อไป สายพระเนตรหันไปทางพระพันปีหลวง “พระพันปีหลวงคิดว่าอย่างไร?” ฮองเฮายิ้มเล็กน้อย สง่างามสมพระเกียรติ “คุณหนูสกุลมู่ไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย มีความภักดีและกล้าหาญน่ายกย่อง แม้ร่างกายอ่อนแอ แต่จิตใจกลับเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว นับว่าหายากยิ่งเพคะ” เว่ยอวิ๋นหานพยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีก ขันทีผู้ดูแลเข้าใจความหมาย ตะโกนเรียกชื่อดังลั่น “บุตรสาวของแม่ทัพซวนเวยมู่ฉงเหวิน มู่ชิงหรู อนุญาตให้เข้าวัง! พระราชทานถุงหอม! แต่งตั้งเป็นเหม่ยเหริน ประทับที่ตำหนักชิงหรู!” “หม่อมฉัน... ขอขอบพระทัยฝ่าบาทในพระมหากรุณาธิคุณ! ขอขอบพระทัยพระพันปีหลวงในพระเมตตาเพคะ!” มู่ชิงหรูคุกเข่าลงลึกอีกครั้ง หน้าผากจรดกระเบื้องทองคำ นางทำสำเร็จแล้ว ด้วยฐานะ “มู่เหม่ยเหริน” ก้าวเข้าสู่ตำหนักในที่กินคนแห่งนี้อีกครั้ง เมื่อลุกขึ้นยืน สายตาของนางเหลือบไปทางหลินกุ้ยเฟย พระสนมผู้เลอโฉมที่สุดในตำหนักใน กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสง่างาม แต่สายตาของนางกลับคมกริบราวเข็มน้ำแข็งอาบยาพิษ จ้องเขม็งมาที่นาง รอยยิ้มที่มุมปากนั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามที่ไม่อาจปกปิด และแววตาที่...ราวกับแมวกำลังเล่นกับหนูอย่างโหดเหี้ยมและน่าสนใจ มู่ชิงหรูค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ก้มหน้าหลุบตา ถอยกลับไปในแถวของนางกำนัล ราวกับว่าการเผชิญหน้าอันไร้รูปเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น มีเพียงนางเองเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจในอกเต้นเร็วเพียงใด และเย็นชาเพียงใด ตำหนักชิงหรู...ชาติก่อน นางก็เริ่มต้นจากตำแหน่งเหม่ยเหรินเล็ก ๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาทีละก้าว แล้วก็ร่วงหล่นลงสู่ธุลีดิน ชาตินี้ จุดเริ่มต้นยังคงเป็น “เหม่ยเหริน” ที่พำนักยังคงเป็น “ตำหนักชิงหรู” เส้นทางแห่งโชคชะตา ดูเหมือนจะซ้ำรอย แต่กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นางไม่ใช่มู่ชิงหรูผู้ที่เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและถูกผู้อื่นบงการอีกต่อไป นางคือผู้ที่เกิดใหม่จากเปลวเพลิง แบกรับความแค้นอันใหญ่หลวง กระดานหมากที่ใช้ชีวิตคนเป็นหมากนี้ นางได้ถือหมากไว้ในมือแล้ว เกมเพิ่งจะเริ่มต้น และศัตรูคนแรกของนาง ก็ได้เผยเขี้ยวเล็บอันดุร้ายออกมาแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD