หลังจากจอดรถเรียบร้อยแล้วเจ้าของรถซูเปอร์คาร์คันหรูราคาเฉียดสิบล้านก็เดินตรงไปกดปุ่มหน้าลิฟต์ซึ่งเป็นลิฟต์แบบส่วนตัว พอประตูเปิดเขาก็ก้าวเท้าเข้าไปยืนด้านใน
สายตาคมดุจ้องมองใบหน้าอิดโรยของตัวเองผ่านกระจกเงา ใบหน้าที่ใครต่างก็ชื่นชมว่าหล่อปานเทพบุตร ครบเครื่องทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะแถมเป็นหนุ่มในฝันของสาวน้อยสาวใหญ่ ทว่าเขากลับรู้สึกเฉยชาไม่ยินดียินร้ายต่อคำชมนั้นเลยสักนิด
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาใช้ใบหน้าหล่อ ๆ นี้ล่อลวงหญิงสาวพวกนั้นให้เข้ามาติดกับดักได้อย่างง่ายดายเพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ความรัก หากแต่เป็นเซ็กซ์ การได้เสพสมเรือนร่างของพวกเธอนั่นแหละที่เขาชอบที่สุดและนี่คือด้านมืดที่ไม่มีใครรู้ ว่าเขาเป็นโรคเสพติดเซ็กซ์
ตอนแรกชายหนุ่มคิดว่าไม่ใช่ปัญหาอะไร ช่วงวัยรุ่นเขาก็แค่เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่รักสนุกมีความต้องการทางเพศสูง แต่นานวันเข้าหนุ่มเจ้าสำราญก็เริ่มหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องเพศและอยากมีเซ็กซ์แบบแปลกใหม่และเร้าใจตลอดเวลามันเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเขาไม่มีสมาธิ จิตใจไม่จดจ่อต่อเรื่องเรียนหรือคิดอยากจะทำอย่างอื่น นอกจากการทำเรื่องอย่างว่า ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นกระทบต่อชีวิตประจำวันของเขาด้วย
ชาคริตเริ่มทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคติดเซ็กซ์ มันรุนแรงถึงขั้นถ้าวันไหนไม่ได้ปลดปล่อย เขาจะมีอาการหงุดหงิดไม่เป็นตัวของตัวเองและคลุ้มคลั่งทำลายข้าวของไม่สามารถควบคุมความคิดและสติของตัวเองได้ ทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาดในความรู้สึกของตัวเอง
ความรู้สึกนี้สร้างปัญหาและนำไปสู่การปฏิเสธตัวเอง ไม่เคารพตัวเองและถึงขั้นที่เขาคิดอยากจะฆ่าตัวตายเพื่อให้หลุดพ้นจากเจ้าโรคบ้านี่
ตอนนั้นไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเพื่อนสนิทของเขา ‘ภคิน’ เป็นคนแนะนำจิตแพทย์และพาชาคริตไปเข้าสถานบำบัดเพื่อรับการรักษาอาการเสพติดเซ็กซ์ขั้นรุนแรง
การเข้ารับการรักษากินเวลาเกือบสองปีกว่าชาคริตจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ แต่ไม่ใช่ว่าการรักษาจะทำให้เขากลายเป็นคนไม่ต้องการเซ็กซ์อีกต่อไป หากการรักษาทำให้เขาสามารถควบคุมและยับยั้งชั่งใจได้มากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะอายุที่มากภาระหน้าที่การงานที่หนักขึ้น จึงทำให้เขามีเวลาคิดถึงเรื่องอย่างว่าน้อยลง
ถึงกระนั้นทุกคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ ชาคริตจะออกไปเที่ยวดื่มและนอนกับผู้หญิง อาจจะเป็นเด็กนั่งดริงก์ที่เขาเรียกมาหรือผู้หญิงคนไหนสักคนที่เขาอยากได้ เช่นคืนที่ผ่านมาเขาทำไปหลายรอบเสร็จไปหลายน้ำจนสว่างคาตา
ติ้ง! เสียงลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงเพนต์เฮาส์ชั้นที่39 ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์แห่งความคิดและหมุนตัวออกจากกระจกเงากำลังจะก้าวเท้าออกจากลิฟต์ แต่หูก็ได้ยินเสียงของมารดาดังออกมาจากโซนห้องครัว
ชาคริตขมวดคิ้วเกิดความคิดอยากจะถอยเท้าคืนกลับเข้าไปที่เดิมแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เมื่อคุณหญิงกานดาตะโกนเรียกเอาไว้ได้ทัน
“ชาคริต! นี่แกเพิ่งกลับมาเหรอ เมื่อคืนไปนอนที่ไหนมา? ”
“ผมก็แค่ออกไปหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ” ชาคริตเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาตรงกลางห้องโถง เขานอนเหยียดขาไปตามความยาวของโซฟารูปตัวแอล ก่อนจะหลับตาลงด้วยรู้สึกอ่อนเพลียและหมดเรี่ยวหมดแรง เมื่อได้ยินเสียงของมารดาบังเกิดเกล้าบ่นไม่หยุด
“ไปหาความสุขของแกคือการไปนอนกับพวกผู้หญิงชั้นต่ำพวกนั้นน่ะเหรอ ไม่กลัวติดโรคมาบ้างเลยหรือไง โอ๊ย! ฉันอยากจะบ้าตาย ทำไมฉันถึงมีลูกชายเป็นพวกสำส่อนแบบนี้นะ ตาคริต! นี่แกฟังฉันอยู่หรือเปล่า” คุณหญิงกานดาเดินเข้ามาเขย่าตัวบุตรชายที่นอนหลับตานิ่งอยู่บนโซฟา
“เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัย ลอยไปลอยมา ใช้ชีวิตไม่มีแก่นสารแบบนี้สักที อายุอานามก็ปาเข้าไปสามสิบห้าแล้วนะ แกควรจะแต่งงานมีหลานให้ฉันอุ้มได้แล้วนะตาคริต”
“คุณแม่ก็อายุปาเข้าไปหกสิบห้าแล้วนะครับ เมื่อไหร่จะเลิกบ่นผมสักที บ่นตั้งแต่ผมห้าขวบจนสามสิบห้า ไม่เบื่อบ้างหรือไงครับ” ชาคริตย้อนคำพูดของมารดาทำให้เขาถูกฟาดเข้าที่แขนอย่างเต็มแรง
“ปากเหรอนั่นที่พูด นี่ฉันแม่แกนะ!”
“โอ๊ย! ผมเจ็บนะครับคุณแม่” ชาคริตยกมือขึ้นลูบที่แขนแต่ก็ยังนอนหลับตาอยู่ท่าเดิม
“ฉันหมดความอดทนกับแกแล้วนะ คราวนี้ฉันจะเอาจริง” คุณหญิงกานดายืดตัวขึ้นพร้อมกับพูดเสียงเข้มจริงจังขึ้นกว่าเดิม ทำให้คนร่างใหญ่ที่นอนหลับตาอยู่ลืมตาขึ้นแล้วหันมาสบตาด้วย
“วันนี้ตอนเย็น ฉันนัดผกากับลูกสาวเขาเอาไว้”
“เดี๋ยวนะครับคุณแม่ ผมเคยบอกแล้วว่าจะไม่ไปดูตัวอีก ผมไม่คิดจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น!” เพียงแค่มารดาเกริ่นออกมาประโยคแรก เขาก็รู้ทันทีว่าหมายความว่าอย่างไร
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกบังคับให้ไปนัดดูตัว ปีนี้ทั้งปีปาเข้าไปสามครั้งแล้ว หากไม่มีผู้หญิงคนไหนถูกใจเขาสักคนไม่มีใครที่พอจะมาเป็นทั้งเมียและอีตัวบนเตียงได้สักคน
“หมายความว่ายังไงไม่อยากแต่งงานหรือแกจะรอให้อีพวกกะหรี่มันจับแกทำผัวซะก่อนรึไง ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ไว้ใจได้ซะที่ไหน ฉันบอกไว้ก่อนนะ ถ้าไม่ใช่หนูฟ้าใส ฉันจะไม่รับเป็นลูกสะใภ้เด็ดขาด แล้วถ้าแกยังดื้อดึงไม่ยอมทำตามที่ฉันบอก ฉันจะตัดแกออกจากกองมรดก” คุณหญิงกานดาขู่เสียงเข้ม
“แต่ผมเป็นลูกชายคนเดียวของคุณแม่ ยังไงซะมรดกก็ต้องตกเป็นของผมอยู่ดี”
“แกคิดว่า ฉันจะใจดีกับแกขนาดนั้นเหรอ ชาคริต หึ! ฉันจะทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้มูลนิธิของฉัน แกเตรียมอดตายได้เลย!”
เมื่อถึงตอนหกโมงเย็นตามเวลานัดหมายชาคริตมาถึงร้านอาหารสุดหรูบนโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เขาไม่ได้รีบเข้าไปในร้านทันทีที่มาถึง ชายหนุ่มจอดรถแล้วยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านนอกตรงลานจอดรถ เพื่อทำใจนานเกือบสิบห้านาทีกว่าจะยอมเข้าไปด้านในของโรงแรม
การยอมมาตามนัดครั้งนี้ไม่ใช่กลัวจะอดตาย เพราะเขาเองก็มีทรัพย์สมบัติและบริษัทนำเข้ารถหรูของตัวเองอยู่แล้ว แต่เพราะไม่อยากให้มารดามาตามยุ่งวุ่นวายเรื่องส่วนตัวของเขาอีก จึงต้องยอมมาดูตัวให้พอเป็นพิธีเหมือนครั้งก่อน ๆ จากนั้นก็ค่อยตีตัวออกหากจากพวกเธอ จนอีกฝ่ายก็พอจะเดาออกว่าเขาไม่ได้ชอบและเลิกติดต่อกันไปในที่สุด
ชายหนุ่มพอใจกับชีวิตโสดตลอดสามสิบห้าปี เขาใช้ชีวิตอิสระมีความสุขกับการอยู่คนเดียว ไม่ต้องมีใครมาตามจุกจิกกวนใจ อยากได้ผู้หญิงคนไหนจะเอากับใครก็ได้ทั้งนั้น
เมื่อเดินเข้ามาในร้านพนักงานก็จดจำใบหน้าของชายหนุ่มได้ เพราะร้านนี้เป็นร้านโปรดของคุณหญิงกานดา ดังนั้นครอบครัวเขาจึงมาบ่อยเกือบทุกอาทิตย์จนมีโต๊ะประจำทำให้พนักงานรู้ว่าต้องพาไปที่โต๊ะไหน
“เชิญครับคุณชาคริต คุณหญิงมาถึงสักพักแล้วครับ”
พนักงานชายวัยกลางคนเดินนำหน้าลูกค้าหนุ่มหล่อไปที่โต๊ะด้านในสุด ซึ่งติดกับผนังกระจกบานใหญ่ สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยายามพระอาทิตย์กำลังตกดิน เป็นภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามทำให้อิ่มตาอิ่มใจของคุณหญิงกานดา แต่สำหรับลูกชายแค่ได้ทานของโปรดอิ่มท้องก็พอแล้ว
เมื่อมาถึงโต๊ะอาหารซึ่งมีมารดานั่งอยู่กับผู้หญิงสองคนต่างวัยกัน ไม่ต้องเดาว่าคงเป็นคู่แม่ลูกที่แม่ของเขานัดมาทานข้าวด้วยกัน เพื่อจะมาดูหน้าคาตากันก็เท่านั้น
“ขอโทษครับที่มาถึงช้า พอดีว่าประชุมด่วนติดพันเลยเวลาไปหน่อยน่ะครับ” ชาคริตรีบแก้ตัวอย่างสุภาพ พลางขยับเลื่อนเก้าอี้ออกก่อนหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ข้างมารดา ทั้งที่ในใจก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรอย่างที่ปากพูด
“ไม่เป็นไร ๆ แม่ก็เพิ่งมาถึงกันได้ไม่นาน ชาคริต แม่จะแนะนำให้รู้จักนะ นี่คุณน้าผกาเป็นรุ่นน้องแม่สมัยเรียนมหาลัย ส่วนนี่หนูฟ้าใสลูกสาวของคุณน้าผกาจ้ะ”
หลังจากจบคำแนะนำทั้งสองฝ่ายก็ยกมือไหว้สวัสดีทักทายกันตามมารยาท ชาคริตเป็นฝ่ายยิ้มให้กับหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามก่อน เธอจึงหันมาสบตาและยิ้มกลับ หากเป็นรอยยิ้มแบบเกร็งๆ เหมือนไม่เต็มใจนักคล้ายกับว่ากำลังฝืนอยู่อย่างไรอย่างนั้น