วันต่อมาขณะที่กำลังนั่งทำงานอยู่ ชาคริตก็ได้รับข้อความจากมารดา ชักชวนให้ออกไปทานข้าวมื้อเที่ยงด้วยกัน ซึ่งเป็นร้านอาหารใกล้ๆ กับบริษัทของเขา ชายหนุ่มตอบตกลงทันทีโดยไม่ได้คิดอะไร เพราะเป็นเวลาเที่ยงและเขาก็กำลังหิวอยู่พอดี
ทว่าเมื่อมาถึงร้านอาหารชายหนุ่มก็ต้องยืนอึ้งนิ่งค้างเกือบสิบวินาที เพราะเห็นใบหน้าซีดเซียวของว่าที่คู่หมั้นนั่งอยู่โต๊ะเดียวกับมารดา เขาจึงเข้าใจได้ในทันทีว่านี่คงเป็นกลอุบายของแม่บังเกิดเกล้า เพื่อจะหลอกล่อให้เขาออกมาพบกับยัยหมอฟ้าซีดแสนเฉิ่มคนเดิม เพิ่มเติมคือความหงุดหงิดและไม่พอใจของตัวเขาเองที่มีต่อเธอ
“สวัสดีครับ” แม้จะหมดอารมณ์ไม่อยากทานอาหารแล้ว แต่ชาคริตก็ต้องฝืนใจทักทายคนในโต๊ะอาหารตามมารยาท
ชายหนุ่มยกมือไหว้คุณน้าผกาและรับไหว้ว่าที่คู่หมั้น ซึ่งดูเหมือนวันนี้เธอจะแต่งตัวดูดีขึ้นจากวันก่อน แต่ในสายตาของเขาเธอก็ยังดูเชยระเบิดเหมือนเดิม เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างมารดา แล้วสายตาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบขึ้นมองคนที่นั่งตรงข้ามอีกครั้ง
หากยิ่งมองแล้วก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก และรู้สึกขัดหูขัดตาไปเสียหมดทุกอย่าง ก่อนหน้านี้รู้สึกไม่ชอบและตอนนี้มันยิ่งเพิ่มทวีเป็นความเกลียดชัง การปรากฏตัวของเธอครั้งนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือเธออยากจะแต่งงานกับเขา?
แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะคิดหรือรู้สึกอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมแต่งงานกับยัยหมอเฉิ่มนี่เด็ดขาด วันนี้กลับไปคงต้องพูดคุยกับมารดาให้รู้เรื่อง เพราะผู้หญิงคนเดียวที่เขาต้องการคือสาวผมบลอนด์คนนั้น รอให้เจอตัวเธอก่อนเถอะ เขาจะเปิดตัวว่าเธอคือหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขาจะยอมแต่งงานด้วย ผู้หญิงคนอื่นอย่าหวัง!
“ชาคริตช่วงนี้งานคงยุ่งมากสินะจ๊ะ ดูหน้ามุ่ยตั้งแต่เดินเข้ามาเลย” คุณผกาทักขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยยิ้มแย้มของว่าที่ลูกเขย ท่านสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจและอึดอัดใจที่เขาได้แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“ครับ” ชาคริตตอบเพียงสั้นๆ เขาไม่คิดจะแก้ตัวเพราะจงใจให้อีกฝ่ายคิดและรู้สึกเช่นนั้น
“ชาคริตเขาเป็นพวกจริงจังน่ะ เวลาทำงานก็จะหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้แหละ ใช่ไหมชาคริต” คุณหญิงกานดารีบแก้ตัวแทนลูกชาย แล้วแอบเลื่อนมือมาหยิกหน้าขาของเขาให้ตอบดีๆ แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะชายหนุ่มเลือกตอบตามใจตัวเองมากกว่าเอาใจคนอื่น
“ก็แล้วแต่จะคิดครับ”
“ชาคริต พูดดีๆ สิลูก” คุณหญิงกานดาพูดเสียงเข้มขึ้นและกัดฟันกรอด ด้วยความโกรธ ลูกชายคนเดียวทำเสียหน้าขนาดนี้ท่านรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะเอาหน้ามุดลงไปใต้โต๊ะ
“ทานอาหารกันดีกว่าครับ คุณแม่นัดผมออกมาทานอาหารไม่ใช่เหรอ ผมหิวแล้ว” ชาคริตรีบพูดตัดบทแล้วเอื้อมมือไปจับช้อนกลาง ก่อนจะเริ่มตักอาหารใส่จานของตัวเอง
โดยไม่สนสายตาของผู้ใหญ่ที่หันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติเขาเป็นคนที่สุภาพอ่อนน้อมและพูดจาดีกว่านี้ ทำไมวันนี้จึงได้แสดงกิริยาไร้มารยาทและพูดจาห้วนแบบนี้
ทว่าหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามกลับแอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ ยิ่งเขาทำเมินไม่มองไม่สนใจเธอเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แถมเขายังทำตัวเสียมารยาทใส่ผู้ใหญ่อีก ไม่น่าเชื่อว่าเธอไม่ต้องคิดแผนหรือต้องทำอะไรเลย แต่กลายเป็นเขาที่ทำให้ทุกอย่างพังซะเอง
ก่อนหน้านี้ที่รู้ว่าต้องมีนัดมาทานข้าวเที่ยงด้วยกัน ฟ้าใสก็แอบหวั่นใจกลัวว่าเขาจะจำเธอได้ และกลัวเหลือเกินว่าเขาจะพูดเปิดเผยเรื่องที่เธอแอบหนีเที่ยวในคืนนั้น แต่ดูเหมือนว่าเขาจะจำเธอไม่ได้ หรือจริงๆ แล้วเขาอาจจะมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ซึ่งเธอก็ยังไม่อยากไว้ใจมากนัก
หลังจากทานมื้อเที่ยงกันเรียบร้อยแล้ว ฟ้าใสกำลังจะกลับไปทำงานต่อที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่ง แต่มารดากลับบอกว่าต้องไปทำธุระกับคุณหญิงกานดา ทำให้ไม่สามารถไปส่งเธอได้และเสนอให้ไปกับคนอื่นแทน
“ชาคริตน้าวานไปส่งน้องจะได้ไหมจ๊ะ”
“คุณแม่ค่ะ ฟ้ากลับเองได้ค่ะ” หมอฟ้าใสรีบปฏิเสธทันที เรื่องอะไรจะต้องไปเป็นหนี้บุญคุณเขา และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะคิดไม่แตกต่างกับเธอ
“เออ คือผมมีประชุมต้องรีบกลับไปตอนนี้เลยครับ”
“ให้คุณชาคริตรีบกลับไปทำงานดีกว่านะคะ”
“ประชงประชุมอะไร แม่โทรไปถามเลขาแกแล้ว สายป่านบอกว่าบ่ายนี้แกว่าง ไม่มีนัดพบใครสักคน อย่ามาอ้าง ไปส่งหนูฟ้าใสเดี๋ยวนี้!” คุณหญิงกานดาออกคำสั่ง
“แต่ผมต้องรีบกลับจริงๆ นะครับแม่” ชาคริตทำท่าอิดออดเหมือนไม่อยากจะไป คุณจึงผกาพูดแทรกขึ้น
“ถ้าชาคริตไม่ว่างก็อย่าไปบังคับเขาเลย คุณพี่คะ เราก็แค่วนไปส่งลูกฟ้าก่อนแล้วค่อยไปทำธุระกันต่อ อาจจะเสียเวลาทำให้เลทไปนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้งคะ”
“ชาคริต แกอยากให้แม่กับคุณน้าผกาเสียนัดเหรอ” คุณหญิงกานดาหันมามองลูกชายตาเขียว แม้ปากไม่ได้พูดอะไรแต่สายตาก็บ่งบอกชัดเจนว่าถ้าไม่ไปได้เป็นเรื่องใหญ่แน่
“ก็ได้ครับ เอาที่ทุกคนสบายใจเลยครับ” ชาคริตถอนหายใจแล้วพยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็เดินนำหน้าว่าที่คู่หมั้นไปยังลานจอดรถด้วยสีหน้าบึ้งตึง และไม่ได้หันกลับไปมองคนที่เดินตามหลังมา เขาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเธอจะเดินตามทันหรือไม่
สุดท้ายฟ้าใสต้องยอมไปกับชาคริตแต่โดยดี หญิงสาวนั่งตัวเกร็งเพราะในใจกำลังคิดถึงเรื่องคืนนั้น เธออยากรู้ว่าเขาจำเธอได้หรือเขาแค่แกล้งทำเป็นไม่พูด แล้วค่อยรอตลบหลังเธอกันแน่
“ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว” ชาคริตพูดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่รถจอดติดไฟแดงตรงสี่แยก
“ผมไม่อยากแต่งงานกับคุณ”
“ฉันเองก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณเหมือนกันค่ะ แล้วคุณคิดจะทำยังไง” ฟ้าใสลองถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายเพราะอยากรู้แผนการของเขา
“ผมบอกแม่ไปแล้วว่าไม่อยากแต่งงานกับคุณ แล้วคุณก็ควรไปบอกแม่ตัวเองด้วย ถ้าเรายืนยันว่าไม่แต่ง ใครก็บังคับเราไม่ได้”
“ถ้ามันง่ายอย่างที่คุณพูดก็ดีน่ะสิ แต่ฉันไม่รู้จะไปพูดกับคุณแม่คุณพ่อยังไง” ด้วยความที่เป็นลูกสาวอยู่ในโอวาทไม่เคยขัดคำสั่งของพ่อแม่ ทำให้ฟ้าใสถึงกับหนักใจเมื่อได้ฟังแผนการของว่าที่คู่หมั้น
“หรือคุณอยากแต่งงานกับผม เฮ้อ… คิดอยู่แล้วเชียว ว่าคงไม่มีใครเอาแล้วถึงต้องมาจับผม” ชาคริตหันมามองหน้าของคนนั่งเบาะข้าง แล้วถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ
“นี่ผมว่าคุณลองปรับการแต่งตัวแต่งหน้าให้ดีกว่านี้สักหน่อย ก็น่าจะพอดูได้ อ้อแล้วที่สำคัญนะ สไตล์คุณน่ะ ผู้ชายคนไหนก็ไม่ชอบทั้งนั้นแหละ ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ คิดซะว่าพี่ชายสอนน้องสาวอยู่ก็แล้วกันนะ”
‘ใครอยากเป็นพี่น้องกับคุณมิทราบ’ ฟ้าใสแอบเถียงอีกฝ่ายอยู่ในใจ เธอไม่ได้รู้สึกโกรธที่ถูกค่อนแคะเรื่องการแต่งตัวหรือรูปร่างหน้าตา หากเธออยากรู้ว่าคืนนั้นเขาจำเธอได้หรือเปล่า
“แล้วถ้าฉันลองตัดผมสั้น ย้อมสีจะเข้ากับฉันไหมคะ?”
“อย่าฝืนเลย อะไรที่ไม่ใช่ตัวคุณ ทำไปแล้วไม่มีความสุขหรอก หรือถ้ากำลังคิดว่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ผมชอบคุณล่ะก้อ…เสียใจด้วยครับ เลิกพยายามดีกว่า เพราะมันคงเป็นการเสียเวลาเปล่า”
เมื่อได้ฟังเขาพูดจนจบฟ้าใสถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเป็นพวกหลงตัวเองและหมั้นหน้าหมั้นโหนกขนาดนี้ คิดได้ไงว่าเธอจะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออยากแต่งงานกับเขา
โชคดีที่เจนนารีไปสืบประวัติมาก่อน จึงได้รู้ว่าเขาเป็นพวกหนุ่มเจ้าสำราญชอบผู้หญิงสวยๆ แต่งตัวเซ็กซี่ๆ และที่สำคัญยังชอบไปเที่ยวอาบอบนวดบ่อยๆ
จากนั้นเธอก็แค่แปลงโฉมตัวเองให้เป็นหญิงสาวผู้เฉิ่มและเฉย แค่นี้เขาก็เมินเธอแล้ว แต่การพูดจาดูถูกและทำตัวเย่อหยิ่งใส่แบบนี้ ทำให้เธอไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป
“คุณชาคริตคะ อะไรที่ทำให้คุณมั่นใจในตัวเองขนาดนั้นคะ คนอย่างฉันถึงจะไม่ได้สวยสะดุดตาตรงสเปกใคร แต่ก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับผู้ชายบ้ากามหลงตัวเองหรอกนะคะ” พูดจบหญิงสาวก็รีบปลดเข็มขัดนิรภัยออก ตั้งใจว่าจะเปิดประตูแล้วลงจากรถ ทว่ามือของคนขับก็เอื้อมมาจับแขนเธอดึงเอาไว้
ไฟเขียวแล้ว แต่เขายังจ้องมองเธอตาเขม็ง มือข้างที่คว้าจับข้อมือเธอบีบรัดอย่างแรงจนฟ้าใสรู้สึกเจ็บ แต่ไม่มีวันที่เธอจะปริปากร้องออกมาอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม เธอกลับสบสู้สายตาชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับ เอาซิ! เป็นไงเป็นกัน เธอไม่มีวันอ่อนข้อให้ไอ้หื่นอย่างแน่นอน
ปี๊น! เสียงแตรดังลากยาวมาจากรถคันหลัง นั่นทำให้เขาต้องยอมปล่อยมือเธอ และออกรถ ใบหน้าของเขาบูดบึ้ง ดวงตาลุกโรจน์ขุ่นเคือง ลมหายใจเขาคล้ายจะปล่อยไอโทสะให้พวยพุ่งตามออกมาด้วย เท้าของชาคริตกดคันเร่งส่งให้รถเพิ่มความเร็วขึ้นและเร็วขึ้น แต่พอถึงช่วงไหล่ถนนโล่ง เขาก็หักพวงมาลัยปาดรถเข้าไปจอด แถมยังกดเหยียบเบรกเสียจนร่างบางถูกเข็มขัดนิรภัยกระชากอย่างแรง แต่ดูเหมือนมันยังไม่สาแก่ใจเขา ชาคริตยังสาดน้ำคำใส่เธอไม่ยั้ง
“คุณเป็นพวกปากกับใจไม่ตรงกันหรือไง ถ้าไม่อยากแต่งก็ไปบอกแม่คุณโน้น จะมัวมานั่งทำหน้าตึงใส่ผมอยู่ทำไม แล้วการที่ผมเป็นพวกบ้ากามมันเกี่ยวอะไรกับคุณ รู้อะไรไหมแค่เห็นหน้าคุณผมก็หายใจแทบไม่ออกแล้ว หรือต่อให้บนโลกนี้เหลือคุณอยู่แค่คนเดียว ผมก็ไม่เอาคุณหรอก”
“ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันกลับไปบอกคุณแม่เรื่องนี้แน่ แต่จำคำพูดของคุณไว้ให้ดีแล้วกัน ฉันเองก็ขอภาวนาให้ชาตินี้ เราอย่าได้มาเจอกันอีกเลย!” พูดจบฟ้าใสก็สะบัดหน้าเอามือไปผลักประตูออกแล้วรีบลงจากรถก่อนจะปิดประตูด้วยความแรงจนเสียงดัง ปึ้ง!
ความร้อนระอุของแสงแดดยามบ่ายที่กำลังแผดเผาใบหน้าขาวเนียนละเอียด ยังไม่ร้อนแรงเท่าไฟที่สุมอยู่ในอกตอนนี้ ในใจของหญิงสาวมีทั้งความโกรธเคืองและไม่พอใจที่ถูกว่าที่คู่หมั้นกล่าวหาและดูถูกดูแคลน ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนปากร้ายเท่าเขามาก่อน เขาช่างร้ายกาจกว่าที่คิดเอาไว้มาก
"หายใจไม่ออกงั้นเหรอ แล้ววันนั้นใครที่เดินตามฉันต้อย ๆ ทำท่าเหมือนจะ… โถ่! ไอ้โรคจิต" ฟ้าใสบ่นพึมพำพร้อมกับมองท้ายรถคันที่เพิ่งขับออกไป
ภาพความทรงจำของค่ำคืนนั้นทำเธอรู้สึกขนลุกและขยะแขยง ความแข็งเกร็งเบียดเสียดเข้ามาถูไถที่บั้นเอว พร้อมเสียงครางเบา ๆ ที่ข้างหู ทำหญิงสาวบริสุทธิ์ตกใจจนต้องรีบวิ่งหนี ถ้าหากเขาได้รู้ว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกับคนที่เขามาทำหื่นใส่ในคืนนั้นอยากจะรู้นักว่าเขาจะทำหน้าอย่างไร
การปะทะคารมครั้งนี้เปรียบเสมือนการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ คำพูดทิ่มแทงหัวใจของกันและกัน เหมือนน้ำมันที่ราดบนกองเพลิง ทำให้ไฟแห่งความโกรธเกลียดยิ่งปะทุโหมหนักขึ้นและดูเหมือนหนทางที่จะได้ตกลงปลงใจแต่งงานกันก็ดูริบหรี่ลงไปอีก