ดวงชะตาไม่สมพงศ์กัน

1900 Words
ถึงแม้ชาคริตและฟ้าใสจะไม่อยากแต่งงานกัน แต่ตรงข้ามกับผู้เป็นมารดาของทั้งสองที่พยายามจะหาหนทางทำให้ลูกสาวและลูกชายตกล่องปล่องชิ้นกันให้ได้ ดังนั้นบ่ายวันนี้ธุระของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านคือการนัดหมายกับแม่หมอเพื่อดูดวงชะตาให้กับลูกๆ และถือโอกาสดูฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งซะเลย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าดวงของว่าที่บ่าวสาวจะไม่ค่อยสมพงศ์กันสักเท่าไหร่ “อาจารย์คะ แล้วมีวิธีแก้ไขอะไรไหมคะ?” คุณหญิงกานดารีบถามขึ้นด้วยความตกใจเมื่อได้ฟังคำทำนายของแม่หมอ “คุณนายอย่าเพิ่งตกใจไป อาจารย์มีวิธีแก้กรรม ให้คู่รักดวงสมพงศ์กัน” “จะแก้ยังไงคะ อาจารย์รีบบอกมาเลยค่ะ เราจะทำตามทุกอย่าง” คุณผกาเองก็รู้สึกร้อนใจไม่แพ้คุณหญิงกานดา จึงรีบถามแทรกขึ้นมา "เรื่องแก้ไขดวงชะตา พวกคุณนายคงช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้นเพราะต้องให้เจ้าของดวงเขาตั้งจิตร่วมใจกัน จึงจะเกิดผลได้ครองรักกันไปชั่วชีวิต" แม่หมอวัยใกล้เจ็ดสิบปากพูดสลับกับเคี้ยวหมากไปด้วย ท่านนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนแท่นไม้ที่ยกระดับขึ้นไปจากพื้นสักหนึ่งศอก แม่หมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องดูดวงชะตาได้ก้มมองกระดานชนวนในมืออีกครั้งและได้ตั้งจิตนึกถึงเจ้าของวันเกิด ท่านสัมผัสและรับรู้ถึงคนทั้งสองว่าเป็นคนเช่นใดและมีนิมิตเกิดขึ้นมาในหัวจึงได้พูดทำนายทายทักขึ้นมาอีก “ดวงแรงพอกัน พวกยอมหักไม่ยอมง้อหัวแข็งดื้อ หากวาสนาดีด้วยกันทั้งคู่ ช่วยส่งเสริมเรื่องการงานดี แต่เพราะเกิดจากดาวที่เป็นคู่อริกันเช่นนี้ควรจะให้แยกห่างกันซะมากกว่าจะให้มาพบกัน แต่ในเมื่อต้องการให้ได้ครองคู่อยู่ร่วมกันก็ย่อมมีวิธี” แม่หมอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับสองคุณนายซึ่งกำลังเฝ้ามองมายังท่านด้วยสายตาแห่งความคาดหวัง "จงทำตามสี่ข้อนี้ แต่อาจารย์ขอย้ำว่าเจ้าของดวงชะตาทั้งสองต้องตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่เท่านั้นจึงจะเกิดผล” “ค่ะ อาจารย์รีบบอกมาเถอะค่ะ” คุณหญิงกานดาเริ่มพูดเร่งเร้าด้วยความอยากรู้ “ข้อแรกเจ้าของดวงทั้งสองต้องร่วมกันทำบุญทำทาน นำข้าวของไปบริจาคแก่คนยากไร้ ข้อสองร่วมกันตักบาตรแด่พระสงฆ์ สามไปไหว้พระและทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงร่วมกันและข้อสุดท้ายให้ไปไหว้ขอพรศาลหลักเมืองด้วยคำอธิษฐานนี้” แม่หมอผู้หยั่งรู้ได้ยื่นกระดาษสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือ ซึ่งเป็นบทคำอธิษฐานแก่คุณหญิงกานดาและคุณผกาคนล่ะหนึ่งแผ่น “และเดี๋ยวอาจารย์จะทำพิธีผูกดวงให้ด้วย รับรองว่าต่อให้ดวงเกิดมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตก็ต้องรักต้องหลงกัน มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองอย่างแน่นอน” "ได้อาจารย์ช่วยและรับรองให้ขนาดนี้ พวกเราก็ค่อยสบายใจขึ้นค่ะ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของคุณผกาก็คลายความกังวลแล้วยิ้มออกได้ “ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะค่ะอาจารย์ ฉันยอมจ่ายไม่อั้นเลยค่ะ” หลังจากออกมายังหน้าอาศรมบ้านเรือนไทยริมแม่น้ำ จิตใจของคุณหญิงกานดาและคุณผกาก็เบิกบานและยิ้มแย้มให้กันและกัน เพราะต่างคาดหวังจะได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันได้เสียที ภคินยังคงตามสืบเรื่องของสาวผมบลอนด์ตามคำขอร้องของชาคริตแม้จะยังไม่ได้เบาะแสอะไรมาก แต่ก็ได้ข้อมูลของหญิงสาวอีกคนซึ่งคาดว่าจะเป็นเพื่อนที่มาด้วยกันคืนนั้น ตอนนี้ทนายหนุ่มยืนอยู่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง โดยมีป้ายชื่อด้านหน้าตึกเด่นหราออกมาเป็นคำว่า ‘โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดิไอคอนบิวตี้’ เขาไม่เคยเข้าสถานเสริมความงามมาก่อนและนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบย่างเข้ามาในที่เช่นนี้ ชายหนุ่มจึงรู้สึกประหม่าและทำตัวไม่ถูก เมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออกเสียงทักทายก็ดังขึ้นทำเอาเขาถึงกับตกใจ จนเผลอถอยเท้าไปด้านหลังหนึ่งก้าวเมื่อถูกจู่โจมในระยะประชิด “สวัสดีครับ ผมเป็นพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าของที่นี่ คุณผู้ชายมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?” หนุ่มน้อยหน้าหวานพูดจาไพเราะน้ำเสียงรื่นหูน่าฟังยืนอยู่ตรงหน้าของทนายหนุ่ม เขาสบตาเรียวเล็กที่จ้องมาแล้วก็รีบกระแอมเพื่อเรียกสติตัวเอง “เออ คือ ผม…” ภคินถึงกับพูดติดอ่าง เขาครุ่นคิดอยู่ในหัวว่าควรจะพูดอย่างไรให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงการมาของเขาในครั้งนี้ “ครั้งแรกใช่ไหมครับ? ไม่ต้องเขินนะครับ” หนุ่มน้อยคนเดิมยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยแล้วจึงพูดต่อ “คุณผู้ชายอยากทำอะไร แจ้งผมได้เลยนะครับ ผมยินดีให้คำแนะนำทุกอย่างเลย” “ไม่ใช่เรื่องนั้นครับ คือผม มาหาหมอเจนนารี” “อ๋อ หมอเจนนี่ ตามมาจากรีวิวใช่ไหมครับ งั้นเชิญคุณผู้ชายด้านนี้เลยครับ” พนักงานหนุ่มร่างผอมบางผิวขาวเนียนรีบผายมือเชื้อเชิญลูกค้ารายใหม่ให้เดินไปยังโซฟาด้านหนึ่งของห้องโถง ภคินนั่งลงบนโซฟาด้วยความประหม่า เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดซึมบนหน้าผาก ทั้ง ๆ ที่ข้างในเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกแปลก ๆ แบบนี้ ยิ่งมองหน้าพนักงานหนุ่มหน้าหวานที่ยิ้มหน้าระรื่นก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น ก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร “เอ่อ คุณ…” “ผมชื่ออาตี้ครับ” พนักงานหนุ่มน้อยหน้ามนรีบแนะนำตัวกับคุณลูกค้าทันที “คุณอาตี้ วันนี้ผมสามารถพบคุณหมอได้เลยใช่ไหมครับ?” “ตอนนี้หมอเจนนี่กำลังติดเคสผ่าตัดอยู่น่ะครับ ถ้าคุณผู้ชายอยากปรึกษาเรื่องการเสริมจมูก อาจต้องรอนานนิดหนึ่งนะครับ” “ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้จะมาปรึกษาเรื่องเสริมจมูก” ภคินรีบปฏิเสธเสียงแข็งเรื่องการทำศัลยกรรมเพราะเขากลัวเข็มมาก ให้มาผ่าตัดอะไรแบบนี้เขาไม่เอาด้วยเด็ดขาด “แต่ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณหมอเจนนารี” “จะปรึกษาหรือถามก็เหมือนกันนั่นแหละครับ ไม่ต้องอายนะ เรื่องศัลยกรรมเดี๋ยวนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้นหรือจริง ๆ แล้วคุณอยากมาแก้จมูกใช่ไหมครับ แต่ผมว่าอันนี้ก็ดูธรรมชาติดีอยู่แล้วนะ อยากได้ทรงไหนเหรอครับ ผมช่วยแนะนำได้นะ” อาตี้จ้องใบหน้าของหนุ่มหล่อคมเข้มแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ‘จมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้าดูเป็นธรรมชาติดีอยู่แล้ว เขายังไม่รู้สึกพอใจอะไรอีกหรือจะเป็นพวกเสพติดการศัลยกรรมกันนะ’ หนุ่มน้อยหน้าหวานแอบคิดอยู่ในใจ “ผมไม่ได้จะมาทำจมูกหรือศัลยกรรม แต่ผมมีเรื่องสำคัญที่อยากจะถามคุณหมอเจนนารี” ภคินพูดเสียงเข้มขึ้น ทำให้ยิ้มของหนุ่มน้อยค่อย ๆ หุบลง เขาจึงพูดเสียงอ่อนลงในประโยคต่อมา “ผมขอพบคุณหมอเจนนารีไม่เกินสิบนาที ช่วยไปบอกคุณหมอหน่อยได้ไหมครับ?” “ปกติถ้าไม่ได้มาปรึกษาเรื่องศัลยกรรม หรือไม่ได้นัดหมายเอาไว้ คุณหมอจะไม่ให้เข้าพบนะครับ” “แต่ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องพบคุณหมอให้ได้ ช่วยหน่อยนะครับ” “งั้นผมจะลองไปเรียนถามคุณหมอให้นะครับ” อาตี้มองชายหนุ่มแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งกายใส่สูทผูกเนกไทดูภูมิฐานเหมือนพวกนักธุรกิจ แต่จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาแล้วก็เอาแต่ถามหาหมอเจนนารีและบอกว่ามีเรื่องที่จะต้องถามให้ได้ ท่าทางเขาดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคืออะไร มาดีหรือมาร้ายกันแน่ แต่ก็ไม่ควรไว้ใจอะไรมาก อาตี้รีบเดินไปบอกดาด้าซึ่งเป็นหัวหน้าพยาบาลและเป็นผู้จัดการของโรงพยาบาลศัลยกรรม และทุกคนที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์จ้องมองมาที่ภคินด้วยความสงสัยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บนชั้นสองของโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งหน้าห้องผ่าตัดเล็ก อาตี้หนุ่มน้อยหน้าหวานพนักงานต้อนรับกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดเลื่อนประตูกระจกบานทึบ ทว่าประตูกลับถูกเปิดออกเสียก่อนมือขาวเรียวจึงชะงักค้างและคนที่โผล่หน้าออกมาก็คือแพทย์หญิงเจนนารีนั่นเอง “อุ๊ย! หมอเจนนี่” อาตี้ทำท่าสะดุ้งตกใจก่อนรีบปล่อยมือจากบานประตู “เป็นอะไรยะ ทำไมต้องทำท่าตกอกตกใจขนาดนั้นด้วย” หมอเจนนารีพูดพร้อมเลื่อนประตูให้กว้างขึ้นอีก ก่อนจะเดินผ่านหน้าหนุ่มน้อยร่างบางออกไปสู่ห้องพักแพทย์หลังจากผ่าตัดเคสเสริมจมูกเรียบร้อยแล้ว “มีผู้ชายมาขอพบคุณหมอครับ เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากถาม” อาตี้รีบแจ้งขณะเดินตามหลังคุณหมอมือหนึ่งเรื่องศัลยกรรมจมูก “แล้วผู้ชายคนนั้นได้บอกไหมว่าเขาเป็นใคร มีเรื่องสำคัญอะไร?” “ไม่ทราบครับ เขาไม่ยอมบอก” “เอ้าแล้วเขาเป็นใครล่ะ พวกขายประกันหรือเปล่า แต่ช่างเถอะถ้าไม่ได้นัดก็ไปบอกเขานะว่าหมอไม่ว่าง มีคิวผ่าตัดอีกหลายชั่วโมง” “ปฏิเสธไปแบบนั้นจะดีเหรอครับ คุณหมอไม่ลองไปคุยหน่อยเหรอ เขาบอกว่าขอคุยไม่เกินสิบนาทีเองนะครับ” “จะห้าหรือสิบนาทีก็ไม่คุยจ้ะ” หมอเจนนารีพูดจบก็เดินเข้าไปในห้องพักแพทย์ โดยไม่ได้สนใจคำพูดของพนักงานต้อนรับอีก อาตี้จึงเดินหน้าแห้งกลับลงมาชั้นหนึ่งและได้บอกกับลูกค้าที่กำลังนั่งรออยู่ตรงโซฟา ตามคำพูดของหมอเจนนารี พนักงานต้อนรับอยากจะช่วยให้ลูกค้าได้เจอกับหมอ แต่เหมือนตัวของลูกค้าเองที่ไม่ยอมแจ้งเจตจำนงที่แน่ชัด เขาจึงช่วยอะไรมากไม่ได้ “สงสารเขานะครับ” อาตี้มองตามหลังลูกค้าหนุ่มไปจนแผ่นหลังของเขาหายไปจากสายตา “สงสารทำไม ถ้าขืนพาเข้าพบหมอเจนนี่สุ่มสี่สุ่มห้า เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นล่ะซวยเลยนะ” ทับทิมซึ่งเป็นรุ่นพี่และได้นั่งสังเกตการณ์อยู่นานแล้วพูดขึ้น เพื่อเตือนสติคนขี้ใจอ่อนอย่างอาตี้ “ไม่ได้มาหาหมอเรื่องศัลยกรรมแล้วจะมาหาเรื่องอะไร พวกโรคจิตมาก่อกวนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไว้ใจไม่ได้” หัวหน้าพยาบาลกล่าวเสริม ทุกคนที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์จึงพยักหน้ากันหงึกหงัก ๆ เพราะเห็นด้วย “แต่เขาดูเป็นคนดีมากกว่ามาก่อกวนนะครับ” อาตี้แย้งขึ้นและได้ออกตัวแทนคนที่เขาไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ “โธ่เอ๊ยอาตี้ เธอยังเด็ก รอให้โตกว่านี้ จะรู้ว่าอย่าเชื่อใจใครเพียงเพราะเขาหล่อและดูเป็นคนดี” หัวหน้าพยาบาลสั่งสอนเด็กที่เพิ่งทำงานผ่านโปรมาได้แค่สองเดือน แล้วจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD