สองวันต่อมา…
ทนายความของบริษัทนำเข้ารถยนต์ลัคซูรี่กลับมายืนอยู่หน้าโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดิไอคอนบิวตี้อีกครั้ง เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าอะไรที่ดลใจให้เขากลับมาอีก ทั้งที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าจะไม่สืบเรื่องของสาวผมบลอนด์อีกต่อไป
แต่เมื่อมาถึงแล้วก็ยังไม่กล้าเข้าไปข้างใน ชายหนุ่มเลยเปลี่ยนใจเดินเลี่ยงเข้าร้านกาแฟที่อยู่ข้าง ๆ แทน ทว่าเพียงผลักบานประตูเปิดออกแค่ครึ่งเดียว สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับหนุ่มน้อยร่างบางผิวขาวสะอาดตา เท้าของเขาถึงกับชะงักยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตู
“อ้าวคุณลูกค้าวันก่อนนี่ สวัสดีครับ” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวหมุนร่างกลับมาเพื่อคุยได้ถนัดขึ้น
“สวัสดีครับ คุณอาพยัก” ภคินพูดทักทายตะกุกตะกักพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปในร้านด้วยความประหม่าเล็กน้อย
“รับกาแฟอะไรดีครับ?” อาตี้ถามขณะเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าของหนุ่มหล่อหน้าคม
“อเมริกาโน่เย็นไม่หวานเพิ่มช็อตครับ เอ่อ คุณอาตี้ทำงานที่นี่ด้วยเหรอครับ?” ภคินเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามารับออเดอร์
“อ๋อเปล่าหรอกครับ ผมมาซื้อกาแฟให้พวกพี่ ๆ พยาบาลกับคุณหมอน่ะครับ เดี๋ยวผมไปสั่งกาแฟให้นะครับ คุณลูกค้าไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนเลยครับ” อาตี้ชี้ไปที่โต๊ะไม้สีอ่อนสไตล์ญี่ปุ่น แล้วก็หมุนตัวเดินกลับไปที่หน้าเคาน์เตอร์เพื่อสั่งเครื่องดื่มที่รับออเดอร์มาอีกที ทำให้พวกพนักงานในร้านที่เห็นทั้งสองคนคุยเสียงหวาน ต่างก็พากันแซวยกใหญ่
หลังจากสั่งกาแฟเสร็จ หนุ่มน้อยก็เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับคุณลูกค้าที่ได้เจอกันวันก่อน เพื่อถามไถ่เรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจ
“วันนี้มาขอพบหมอเจนนารีอีกหรือเปล่าครับ?” อาตี้เปิดประเด็นถามอย่างตรงไปตรงมา
“ใช่ครับ” ภคินพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
“คุณลูกค้าไม่ได้มาหาหมอเจนนี่เรื่องศัลยกรรม แล้วมาเพราะเรื่องอะไรครับ?”
“ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่งครับ” ภคินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับเปิดคลิปของสาวผมบลอนด์ให้อาตี้ดู
“เอ๊ะ นี่…” อาตี้ยกมือขึ้นปิดปากท่าทางเขาดูตกใจเมื่อได้เห็นภาพเคลื่อนไหวของหญิงสาวที่กำลังเต้นยั่วยวนอยู่บนเวที แต่เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็เปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นปกติ
เมื่อภคินเห็นอีกคนแสดงอาการผิดปกติ ทำให้คนที่ช่างสังเกตเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที
“คุณอาตี้รู้จักผู้หญิงคนนี้ไหมครับ?”
“ไม่ทราบว่าทำไมคุณถึงต้องตามหาผู้หญิงคนนี้ครับ?” อาตี้ถามกลับด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก
“อันที่จริงไม่ใช่ผมที่อยากตามหาหรอกครับ มีคนไหว้วานผมมาอีกที”
“คุณเป็นนักสืบเหรอครับ?” อาตี้มองคนที่นั่งตรงข้ามด้วยแววตาหวาดระแวง
“เอ่อ…ก็ไม่เชิงครับ สรุปว่าคุณอาตี้รู้จักผู้หญิงคนนี้ไหมครับ?”
“ไม่รู้จักครับ” อาตี้ส่ายหน้าแรงๆ พร้อมกับปฏิเสธเสียงแข็ง
“แน่ใจนะครับ ว่าไม่รู้จัก” ภคินถามย้ำอีกครั้งเมื่อเขาเห็นแววตาหลุกหลิกและท่าทางที่ดูตื่นตระหนกดูลุกลี้ลุกลนของคนโกหก
“ครับ กาแฟผมได้แล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวครับคุณอาตี้ ผมชื่อภคินนะครับ” ภคินรีบแนะนำตัวก่อนที่หนุ่มหน้ามนจะลุกออกจากโต๊ะ
“อ๋อครับ”
“ถ้าผมจะขอไลน์คุณได้ไหมครับ?”
“....” อาตี้ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยินยอมแลกไลน์แต่โดยดี
ภคินเดินออกมาจากร้านกาแฟเขารู้สึกสังหรณ์ใจว่าอาตี้ต้องรู้จักกับสาวผมบลอนด์แน่ ๆ หรือเธออาจทำงานในโรงพยาบาลศัลยกรรมแห่งนี้ หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก สายตาของทนายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาซึ่งเป็นรูปของหมอฟ้าใสว่าที่คู่หมั้นของชาคริต
เขาใช้สายตามองเพ่งพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปนั้นเพราะรู้สึกว่าสาวผมบลอนด์และหมอฟ้าใสมีเค้าโครงหน้าใกล้เคียงกัน จากนั้นจึงส่งรูปนั้นไปให้นักสืบของเขาตรวจสอบอีกครั้ง
เช้าวันเสาร์ชาคริตอยากจะนอนตื่นสายและไม่ต้องการให้ใครมารบกวนเวลาพักผ่อน เขาจึงปิดโทรศัพท์มือถือและล็อกห้องไว้อย่างดี ทว่าก็ยังคงถูกปลุกขึ้นมาเพราะมารดาของเขาถือกุญแจห้องทุกดอก เพื่อไขประตูเข้ามาในห้องนอนได้อย่างง่ายดาย
เมื่อชายหนุ่มเห็นมารดาเข้ามาภายในห้องก็ต้องลุกมาอาบน้ำแต่งตัวด้วยความไม่เต็มใจ โดยมารดาเป็นผู้เจ้ากี้เจ้าการได้เลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั้งหมด และยังมีบิดาคอยยืนคุมอยู่ทำเหมือนเขาเป็นเด็กห้าขวบก็ไม่ปาน
สาเหตุของการเกิดความโกลาหลและวุ่นวายแต่เช้านั้น เป็นเพราะวันนี้ถึงวันนัดหมายไปสู่ขอว่าที่เจ้าสาวให้กับเขานั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ชาคริตค้านหัวชนฝาและไม่ยอมหมั้นหรือแต่งงานเด็ดขาด แต่มารดาก็ได้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจและทำให้เขาเกิดความลังเล
“ขอแค่แกยอมหมั้นแล้วแต่งงานกับหนูฟ้าใส แม่จะให้อิสระกับแกทุกอย่าง แกอยากจะทำอะไรแม่ก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายกับชีวิตแกอีกต่อไป”
“หลังจากแต่งงานแล้ว ผมจะทำอะไรก็ได้และคุณแม่จะไม่มาวุ่นวายกับชีวิตผมอีก ใช่ไหมครับ?” พอถูกยื่นข้อเสนอเรื่องอิสระหลังจากการแต่งงานแล้ว ชาคริตก็คิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
“ได้หมดทุกอย่างเลยจ้ะ แม่สัญญา”
“งั้นตกลงผมยอมแต่งก็ได้”
ข้อตกลงช่างหอมหวานล่อใจให้เขายอมทำตาม ถึงแม้จะฝืนใจไปบ้างแต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่จะได้รับกลับคืนมามันก็คุ้มค่า ก็แค่การหมั้นแล้วแต่งงานหลอก ๆ เพราะยังไงซะยัยหมอเฉิ่มนั่นก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับเขาเหมือนกัน คงอยู่กินกันไม่ได้นานและต้องเลิกกันไปในที่สุด
“ชาคริตทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยสิ อย่าให้เขามาว่าถึงพ่อแม่ ไม่รู้จักสั่งสอนลูก” ท่านนายพลพิสิทธิ์กล่าวเตือนบุตรชาย หลังจากรถเลี้ยวผ่านเข้ามาในรั้วบ้านของว่าที่ลูกสะใภ้ ซึ่งเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่อาณาเขตเกือบห้าไร่แถมยังอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ่งบอกถึงความร่ำรวยที่ไม่ใช่เล่น ๆ แบบนี้จึงเรียกว่าสมหน้าสมตา
“ครับ” ชาคริตรับคำบิดาเพียงสั้น ๆ แต่ก็ยังคงนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับเช่นเดิม
“ยิ้มหน่อยสิจ๊ะลูก” คุณหญิงกานดาหันมาบอกลูกชายที่ก้าวตามลงมาจากรถ
ฝั่งเจ้าของบ้านก็ออกมาต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและได้กล่าวทักทายกันอย่างสนิทสนม แม้จะเพิ่งเคยพบกันหนแรกแบบพร้อมหน้าพร้อมตาก็ตาม คงเพราะอีกไม่นานจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านและนั่งดื่มน้ำดื่มท่ากันจนสบายใจแล้ว การเจรจาสู่ขออย่างเป็นทางการก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยฝั่งของท่านนายพลพิสิทธิ์เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อน
“ผมได้ยินแต่คุณหญิงพูดถึงหนูฟ้าใสว่าทั้งสวยและน่ารักอ่อนหวานเหมาะกับลูกชายเรามาก พอได้มาเจอตัวจริง ผมก็เห็นด้วยว่าเป็นอย่างที่คุณหญิงว่าทุกอย่าง”
“ใช่น่ะสิคะ แถมยังเป็นคุณหมอที่เก่งมากด้วยนะคะ” คุณหญิงกานดากล่าวชื่นชมว่าที่ลูกสะใภ้พร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความปลื้มใจ
“ขอบคุณมากค่ะ ท่านนายพล คุณหญิง เรามีลูกสาวคนเดียว เป็นธรรมดาที่จะเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีที่สุด”
“นั่นแหละค่ะ ดิฉันถึงเอ็นดูอยากได้หนูฟ้าใสมาเป็นลูกสาวอีกคน”
“ถ้าคุณผกากับคุณหมอธนาเห็นดีเห็นชอบด้วย ผมจึงอยากทาบทามสู่ขอหนูฟ้าใสให้มาหมั้นหมายแต่งงานกับชาคริต ลูกชายของผม” ท่านนายพลพิสิทธิ์พูดจาฉะฉานคล่องแคล่วเพราะเคยเป็นเถ้าแก่สู่ขอให้แต่ลูกชายคนอื่นมานักต่อนักแล้ว ทว่ากับบุตรชายของตัวเองผ่านไปหลายปีจนแล้วจนรอดก็ไม่มีวี่แวว จนมาถึงวันนี้ได้โอกาสมาสู่ของหญิงสาวให้กับลูกชายตัวเองเสียที
“ผมก็เห็นด้วยครับว่าเด็กสองคนเหมาะสมกันดีและยินดีที่จะได้ชาคริตมาเป็นลูกเขยของบ้านเราเช่นกันครับ” คุณหมอธนาพูดเจือเสียงหัวเราะ ท่าทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะพูดจาถูกคอกันมากกว่าลูกชายและลูกสาว ซึ่งต่างนั่งทำหน้านิ่วและแอบถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ชาคริตแทบจะไม่มองหรือสนใจว่าที่คู่หมั้นของเขาเลยด้วยซ้ำ จนเมื่อว่าที่แม่ยายเอ่ยปากให้ลูกสาวพาเขาออกไปเดินเล่นที่สวน เขาจึงเห็นว่าวันนี้เธอแต่งหน้าแต่งตัวดีขึ้นกว่าสองครั้งที่ได้เจอ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอเปลี่ยนแปลงไป รู้สึกไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ชอบอย่างนั้น
ชายหนุ่มเดินตามว่าที่คู่หมั้นมาที่สวนดอกไม้และเข้าไปนั่งที่ศาลาริมแม่น้ำ บ้านของเธอดูใหญ่โตและกว้างขวางเกินกว่าจะเรียกว่าบ้าน ผู้หญิงที่เกิดมาบนกองเงินกองทองแบบนี้ เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจว่าอายุยังไม่ถึงสามสิบแต่สามารถเปิดโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งได้ นั่นคงเพราะอาศัยเงินและบุญบารมีของพ่อแม่ก็เท่านั้น เขาแอบสบประมาทเธออยู่ในใจ
“ไหนคุณบอกว่าจะไปบอกคุณป้าเรื่องที่ไม่อยากแต่งงานกับฉัน แต่ทำไมวันนี้ถึงมาสู่ขอฉันได้ล่ะคะ หรือคุณก็เป็นพวกปากกับใจไม่ตรงกัน?” ฟ้าใสย้อนคำพูดของเขาที่ได้พูดกับเธอเมื่อวันก่อน
“...” ชาคริตถึงกับพูดไม่ออกรู้สึกหน้าชาเมื่อถูกย้อนเข้าให้ ใบหน้าคมคายที่กำลังเหม่อมองแม่น้ำเจ้าพระยาหันขวับกลับมาจ้องหน้าหญิงสาวด้วยความไม่พอใจ
“คุณอยากแต่งงานกับฉันเหรอคะ?” เธอยังพูดต่อไปจนทำให้คนฟังถึงกับแค่นหัวเราะออกมา
“คงจะดีใจและตื่นเต้นมากสินะที่แม่ผมมาสู่ของคุณ” ชาคริตหยุดหัวเราะแล้วโน้มตัวเข้าไปหาว่าที่คู่หมั้น แล้วมองเธอแววตาของเขาดุดันไม่เป็นมิตร
“ผมยังยืนยันคำเดิม ผมไม่อยากแต่งงานกับคุณ แต่ที่ต้องแต่งเพราะแม่ผมต้องการอยากให้เราแต่งงานกัน แล้วไม่ต้องห่วงนะ เราจะแต่งงานกันหลอก ๆ แต่งกันแค่ในนามเท่านั้น รับรองผมจะส่งตัวคุณคืนให้พ่อแม่คุณโดยไม่บุบสลายเลยสักนิด” ชาคริตพูดแล้วก็ลุกขึ้นลวงมือเข้าไปหยิบบุหรี่ขึ้นมาม้วนหนึ่งจากด้านในของกระเป๋าเสื้อสูท แล้วจึงหมุนตัวหันหน้าไปทางแม่น้ำพร้อมกับใช้ไฟแช็กจุดบุหรี่ แต่ยังไม่ทันจุดติดก็ถูกแย่งไฟแช็กไปจากมือ
"ห้ามสูบบุหรี่ที่นี่นะคะ!"
"เอาของผมคืนมา" ชาคริตหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบพร้อมกับแบมือออกเพื่อขอของเขาคืน แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าปฏิเสธและไม่ยอมส่งคืนให้แต่โดยดี
"บอกให้เอาคืนมาไง!" ชายหนุ่มพูดตวาดเสียงดังพร้อมชักสีหน้าอย่างเหลืออด ก่อนจะเดินเข้าไปจับข้อมือบางดึงเอาไว้เมื่อเธอคิดจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้น ทั้งสองยื้อแย่งไฟแช็กกันสักพักจนในที่สุดชาคริตก็ได้คืนมาโดยที่มือเขายังไม่ยอมปล่อยข้อมือของหญิงสาว
"ไม่ให้สูบงั้นเหรอ ได้..." เขาพูดทั้งที่ปากยังคาบมวนบุหรี่เอาไว้ จากนั้นก็จุดไฟแช็กจ่อที่ปลายบุหรี่จนเผาไหม้เป็นจุดสีแดง แล้วเขาก็ดูดอมควันเอาไว้ก่อนจะพ่นควันออกมาใส่หน้าของฟ้าใส เธอจึงรีบเบือนหน้าหลบทันที
"คุณชาคริตปล่อยฉันนะคะ" ฟ้าใสพยายามบิดข้อมือและสะบัดให้พ้นจากมือหนาที่จับเอาไว้ แต่ยิ่งพยายามสะบัดออกเขาก็ยิ่งจับแน่นขึ้นจนข้อมือเธอเกิดรอยแดงขึ้นมา
"ฉันเจ็บนะคะ แล้วกรุณาหยุดสูบบุหรี่ด้วยค่ะ ฉันแพ้ควัน แคร่ก ๆ " ฟ้าใสเริ่มไอสำลักควันบุหรี่ หญิงสาวรู้สึกแสบคอและเริ่มตาจนน้ำตาไหลซึมหางตา
"แค่นี้ทนไม่ได้เหรอ อ้อลืมไปเพราะคุณเป็นพวกลูกคุณหนูสินะ ฮึบอบบางจริงจริ๊ง" ชาคริตพูดจาเย้ยหยันพร้อมกับหัวเราะในลำคอ แล้วก็พ่นควันบุหรี่ใส่ยัยฟ้าซีดแสนเฉิ่มอีกเพื่อระบายความโกรธที่มีอยู่ในใจ ชายหนุ่มยิ้มหัวเราะอย่างพอใจเมื่อได้แกล้งอีกฝ่ายและยิ่งเห็นเธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็ยิ่งสะใจ
"แคร่ก ๆ ๆ ได้โปรดปล่อยฉันด้วยค่ะ แคร่ก ๆ คุณชาคริตฉันแพ้ควันจริง ๆ แคร่ก ๆ " ฟ้าใสไอถี่ขึ้นและรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก ใบหน้าขาวซีดเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อตลอดลำคอและต้นแขนก็เริ่มแดงจางๆ แล้วเช่นกัน
"นี่คุณแกล้งทำเพราะอยากให้ผมสงสารงั้นเหรอ? " ชาคริตยังไม่อยากเชื่อว่าหญิงสาวจะแพ้ควันจริง ๆ และเขายังคิดว่านี่คงเป็นมารยาของเธอ
"ไม่ใช่ ปล่อย แคร่ก ๆ " ฟ้าใสไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ เธอพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากเขา
ตอนนี้ใบหน้าลำคอและทุกส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าเริ่มขึ้นผื่นแดงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ใบหน้าที่กำลังยิ้มสนุกสนานเมื่อครู่เปลี่ยนไปเป็นความตื่นตระหนก ชาคริตรีบโยนบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้ฝ่าเท้าเหยียบเพื่อดับควันไฟ เขายอมปล่อยข้อมือของฟ้าใสให้เป็นอิสระ
เมื่อข้อมือบางถูกปล่อยเป็นอิสระ ฟ้าใสก็รีบวิ่งผ่านสวนดอกไม้ไปที่โรงเก็บรถ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากศาลาริมน้ำเกือบร้อยเมตรด้วยความทุลักทุเลเพราะในรถของเธอมียาอะดรีนาลีน สำหรับอาการแพ้รุนแรงเก็บไว้ในกระเป๋ายา
หญิงสาวใช้มือถือปลดล็อกรถแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งบนเบาะด้านหลัง ก่อนจะเปิดกระเป๋ายาหยิบขวดยาพร้อมกับกระบอกยาและเข็มขึ้นมา เมื่อเตรียมยาเรียบร้อยแล้วเธอก็ปักเข็มลงไปบนต้นขาด้านข้าง แล้วดันยาเข้าไปจนหมดหลอดฉีดยาและดึงเข็มออก เธอหายใจหอบถี่แล้วเอาหัวพิงกับเบาะรถจากนั้นเปลือกตาก็ค่อย ๆ ปิดลงพร้อมลมหายใจเข้าออกค่อย ๆ ผ่อนช้าลง
"คุณให้ผมพาไปโรงพยาบาลไหม? " ชาคริตที่เดินตามมาติด ๆ ถามด้วยความตกใจและรู้สึกผิด
"..." ฟ้าใสไม่ตอบเธอส่ายหน้าเบา ๆ ทั้งที่ยังหลับตานิ่งอยู่ ขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ของชาคริตก็ดังขึ้น เขาจึงเดินเลี่ยงไปคุยด้านนอกของโรงเก็บรถซึ่งปลายสายก็คือ ภคิน
"ไอ้คิน มีอะไร? "
"ไอ้คริต หมอฟ้าใสกับสาวผมบลอนด์คือคนคนเดียวกัน" ภคินพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น แต่ชาคริตฟังแล้วก็เหมือนหูดับไปเลย เขาไม่ได้ยินประโยคต่อมาของภคิน
"ไอ้คริต ๆ มึงฟังกูอยู่หรือเปล่า? "
"มึงแน่ใจเหรอว่าใช่คนเดียวกัน? " ชาคริตถามกลับอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"ความเหมือน90% เดี๋ยวกูส่งเอกสารการพิสูจน์เทียบใบหน้าของโปรแกมคอมไปให้ มึงดูแล้วก็ตัดสินใจเองแล้วกัน ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ"