ลมอ่อน ๆ พัดโชยมาปะทะแก้มเนียนให้รู้สึกเย็นสบายและผ่อนคลายขึ้น ร่างบางขยับพลิกท่านอนหงาย หลังจากได้สติรู้สึกตัวตื่นฟ้าใสก็ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นในสภาวะสะลึมสะลือ ใบหน้าหนึ่งโผล่เข้ามาอยู่เหนือศีรษะของเธอและเมื่อเห็นชัดว่าเป็นใครม่านตาของหญิงสาวก็ขยายขึ้นเกือบเท่าตัว
ฟ้าใสเกือบจะกรีดร้องออกมาเธอเด้งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังนอนหนุนตักของคนที่เธอเกลียดเข้ากระดูกดำ หญิงสาวหันรีหันขวางมองไปรอบตัวท่าทางตื่นกลัวพลางเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดใจและคำถามดังขึ้นมาในหัว…เธอมานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?
แต่ไม่กี่วินาทีความทรงจำสุดท้ายก็ผุดขึ้นมา เธอแพ้ควันบุหรี่ขั้นรุนแรงจนหายใจไม่ออกและได้วิ่งไปที่รถเพื่อฉีดยาแก้แพ้ ดังนั้นเธอก็ควรจะหลับอยู่บนรถสิ แต่ไหงมานอนอยู่ตรงศาลาริมน้ำซะได้
เธอรีบก้มลงมองแขนของตัวเองพลิกดูจนทั่วก็ไม่เห็นว่ามีรอยแดงหรือผื่นคันจากอาการแพ้แล้ว แต่ยังรู้สึกแสบคอแสบจมูกอยู่เล็กน้อย หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาส่องแทนกระจกเงา ส่วนของใบหน้าก็ปกติดีทำให้รู้สึกคลายกังวลลง
“เฮ้อ…” ฟ้าใสถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะนั้นคนข้าง ๆ ก็ขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
“เป็นไงบ้าง รู้สึกไม่ดีตรงไหนอีกหรือเปล่า ให้ผมพาไปโรงพยาบาลไหม?” น้ำเสียงที่ถามเจือไปด้วยความห่วงใย
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล เอ่อ…ว่าแต่ทำไม…” ฟ้าใสเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะถามว่าเธอมานอนหนุนตักเขาได้อย่างไร แต่เหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจว่าเธอคิดอะไรในใจ
“ในโรงรถอากาศไม่ค่อยถ่ายเท ผมเลยพาคุณมาที่นี่”
“หมายความว่า…คุณอุ้มฉันมาที่ศาลานี่น่ะเหรอ?”
“ใช่ ผมเป็นคนอุ้มคุณมานอนตรงนี้เองแหละ คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” เขามองเธอด้วยแววตาลุ่มลึกแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างซึ่งหญิงสาวไม่เข้าใจ
“ไม่มีค่ะ” ฟ้าใสส่ายหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับว่าเขาอาจจะมีแผนการอะไรซ่อนเร้นเอาไว้
“งั้นก็เข้าบ้านกัน แม่คุณให้คนมาตามเราสองสามรอบแล้ว”
“ห๊ะ! หมายความว่า…มีคนเห็น…” ฟ้าใสกระดากปากที่จะพูดต่อ ป่านนี้คนในบ้านคงได้เอาไปพูดกันสนุกปากว่าเธอนอนหนุนตักผู้ชาย เธอได้แต่ทำหน้านิ่วค้อนว่าที่คู่หมั้นไปหนึ่งที
“ทำไมคุณถึงไม่ปลุกฉันล่ะคะ?”
“กลัวคนอื่นจะรู้เหรอว่าเราทำอะไรกันอยู่?” ชาคริตถามย้อน
“เราทำอะไรกันงั้นเหรอ… สมองเสื่อมรึไง คุณเองนะที่ทำฉันแพ้ควันบุหรี่จนเกือบตาย” ฟ้าใสพูดเสียงดังขึ้นด้วยความโมโห
“ขอโทษนะ ผมไม่รู้ว่าคุณแพ้ควัน แล้ว…” ชาคริตลากเสียงยาว
“คุณจะให้ผมรับผิดชอบยังไงดีล่ะ?” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอ ทำท่าเหมือนจะเอาหน้าเข้าไปซุกที่ซอกคอของเธออย่างไรอย่างนั้น
“คุณจะทำอะไรน่ะ!” ฟ้าใสหันมามองตาขวางแล้วรีบลุกหนีไปยืนอยู่นอกศาลา
“ขอเตือนนะ อย่ามาทำตัวรุ่มร่ามกับฉันอีก ไม่งั้นเจอดีแน่”
“ฮึ คิดจะขู่คนอย่างผมเหรอ?” ชาคริตพูดแล้วก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าหาหญิงสาวอย่างใจเย็น
“ทำเลยสิ ผมก็อยากเจอดีอยู่เหมือนกัน ฮึ” เขากลั้วหัวเราะในลำคอและยกยิ้มมุมปาก ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความเจ้าเล่ห์
“คุณมัน…ไอ้หื่น ไอ้…บ้ากาม” ฟ้าใสชี้หน้าด่าเขาพลางก้าวเท้าถอยหลังไปทีละก้าวเมื่อถูกเขาไล่ตามมาทีล่ะนิดๆ
“อะไรกัน ไหนว่าเป็นกุลสตรีเป็นคนเรียบร้อยไง แต่สรรหาคำมาด่าได้เจ็บแสบเหลือเกิน คุณนี่ก็ร้ายไม่เบาเลยนะ คุณหมอฟ้าใส” คำพูดแสนกำกวนของชาคริตทำให้ฟ้าใสถึงกับชะงักและนึกถึงคำพูดของอาตี้เมื่อวันก่อน
มีผู้ชายเอาคลิปวิดีโอมาตามหาเธอ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเพราะเปิดดูกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลแล้วก็ไม่คุ้นหน้า แต่ตอนนี้หญิงสาวก็พอจะเดาออกแล้วว่าคนคนนั้นคงเป็นพวกเดียวกับเขา
“ฉันน่ะ ร้ายได้มากกว่าที่คุณคิดอีกนะ” ฟ้าใสพูดเสียงเข้มจริงจังกว่าเดิม เธอจ้องตากับเขาตรง ๆ อย่างไม่เกรงกลัว
“ต่างคนต่างอยู่เถอะค่ะ ฉันจะไม่ยุ่งเรื่องของคุณ คุณเองก็อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน” หลังจากที่เธอพูดจบ แม่บ้านก็เดินเข้ามาใกล้ทำให้คนที่กำลังจะอ้าปากพูดก็ต้องปิดปากลง
“คุณหนูคะ คุณผู้หญิงให้มาเชิญไปรับประทานอาหารเย็นค่ะ” ชบามองเจ้านายและแขกสลับกันด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้
“ค่ะ พี่ชบา เอ่อ คุณแม่ว่ายังไงบ้างคะ?” ฟ้าใสหันมาพูดกับสาวใช้พร้อมกับหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนอมยิ้มลำพังอยู่ที่เดิม โดยเธอไม่ได้หันหลังกลับไปมองเขาอีก
“แต่ผมชอบผู้หญิงร้าย ๆ ด้วยสิ เราคงต่างคนต่างอยู่ไม่ได้แล้วล่ะ” ชาคริตพูดพำพึมกับตัวเองแล้วเดินตามหลังสองนายบ่าวเข้าไปในบ้านเพื่อร่วมรับประทานอาหารเย็น
เช้าวันอาทิตย์เป็นอีกวันที่ชาคริตยังคงต้องตื่นเช้า แต่วันนี้เขารีบกุลีกุจอตื่นขึ้นมาด้วยความเต็มใจแถมยังอาสาขับรถไปรับมารดาถึงบ้านเพื่อจะไปให้ทันทำบุญที่วัดแต่เช้า
สาเหตุการนัดหมายไปวัดก็เพื่อสองหนุ่มสาวไปทำบุญแก้กรรมตามที่แม่หมอได้แนะนำเอาไว้ หลังจากตักบาตรทำบุญถวายสังฆทานกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรเรียบร้อยแล้ว ก็ไปเติมน้ำมันตะเกียงและบริจาคเงินให้กับโรงทานเพื่อจะได้ซื้อของมาช่วยเหลือคนยากไร้
สถานที่สุดท้ายที่ต้องไปก็คือศาลหลักเมือง เพื่อไหว้ขอพรและอธิษฐานให้หนุ่มสาวได้ครองรักเป็นคู่ตุนาหงันกัน แต่สองแม่นั่งพูดคุยเรื่องการจัดงานหมั้นและสถานที่สำหรับจัดงานจำนวนแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน โดยไม่ได้สนใจลูกสาวและลูกชายที่เดินรั้งท้ายอยู่
“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม?” ชาคริตเดินกระแซะเข้ามาถามว่าที่คู่หมั้น เขาตั้งใจให้แขนของตัวเองไปเบียดกับแขนคนตัวเล็กกว่าก่อนจะก้มลงไปสูดดมกลิ่นน้ำหอม หลังจากที่เมื่อวานลองพิสูจน์แล้วมันก็เป็นกลิ่นเดียวกัน
“คุณชาคริตกรุณาสำรวมแล้วช่วยเดินห่าง ๆ ฉันด้วยค่ะ” ฟ้าใสหันมาถลึงตาใส่เขาก่อนจะใช้ข้อศอกดันร่างหนาให้ขยับถอยห่างออกไปอีก
“แต่ผมนอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะ คุณรู้ไหมว่าเพราะอะไร?”
“เพราะอะไรก็ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่อยากรู้”
“เพราะคุณนั่นแหละ” ชาคริตพูดพลางอมยิ้มกรุ้มกริ่มแววตาก้มมองคนที่กำลังเดินเคียงข้างอย่างมีเลศนัย
“นี่คุณชาคริต” ใบหน้าเรียวเล็กขาวผ่องหมดจดหันมาจ้องหน้าเขาพร้อมเท้าของเธอก็หยุดชะงักลง
“หยุดพูดจาเพ้อเจ้อ แล้วขยับออกไปเดินไกล ๆ จากฉันได้ไหมคะ คุณจะเดินนำหน้าหรือเดินตามหลังฉัน ช่วยเลือกสักอย่างด้วยค่ะ”
“ผมอยากเดินข้าง ๆ คุณไม่ได้เหรอ?” เขาพูดเสียงหวานนุ่มแต่คนฟังแทบขนลุก
“ไม่ได้ค่ะ ฉันอึดอัด” เสียงพูดเริ่มฉุนเฉียวทำท่าเหมือนจะโกรธจริง ชายหนุ่มจึงหยุดแกล้งและได้ผายมือไปด้านหน้าเพื่อให้หญิงสาวได้เดินนำไปก่อน
พอได้โอกาสเดินตามหลังเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองด้านหลังของเจ้าสาวในอนาคต ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนถูกถักเปียแล้วมวยเกล้าไว้เหนือกระหม่อม เผยผิวด้านหลังต้นคอขาวนวลเนียน แต่น่าเสียดายที่ผิวส่วนอื่นถูกปกปิดด้วยชุดเดรสสีขาวแขนยาวและกระโปรงยาวคลุมไปถึงข้อเท้า ไม่ให้เห็นเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นและเย้ายวนอันมีเสน่ห์น่าหลงใหล
ชาคริตกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเขารู้สึกว่าตรงเป้ากางเกงเริ่มตึงขึ้น เพียงแค่มองจากด้านหลังเธอก็มีผลกระตุ้นความรู้สึกเขาถึงเพียงนี้ ชาคริตพยายามหยุดความคิดที่จะเข้าไปใกล้และสัมผัสผิวสวย ๆ ใต้ชุดเดรสรุ่มร่ามนั่น เขาเก็บมือลงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วมองไปทางอื่น เพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นขึ้นมา
เมื่อเดินมาถึงศาลหลักเมืองมีคนกำลังจุดธูป ชาคริตรีบเดินไปคว้าแขนของฟ้าใสเอาไว้แล้วดึงให้ร่างบางถอยออกมาจากตรงนั้น ดวงตากลมใสหันมาสบตากับเขา เธออ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่ทันพูดอะไรเสียงเรียกของคุณหญิงกานดาก็ดังขึ้นทำให้ทั้งสองต้องหันไปมองพร้อมกัน
“ยืนรออยู่ตรงนี้แหละ ไม่ต้องเข้าไป เดี๋ยวผมเข้าไปหาคุณแม่เอง” แม้จะพูดเสียงดุจริงจัง แต่สีหน้ากลับอ่อนโยนแฝงไปด้วยความห่วงใย แสดงท่าทีแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากครั้งก่อน ๆ ที่ได้พบกัน
ฟ้าใสรู้สึกแปลกใจและเริ่มระแวงกลัวใจเขาเหลือเกิน กลัวว่าเขาคิดจะแฉเรื่องที่เธอแอบไปเที่ยวในคืนนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นบิดามารดาเธอคงรับไม่ได้แน่ ๆ ดังนั้นจะต้องคิดแผนใหม่คงจะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวไม่ได้แล้วแต่คราวนี้อาจจะต้องเป็นฝ่ายรุกบ้าง เธอจะไม่ยอมเสียเปรียบเขาอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน เรื่องนี้คงต้องกลับไปปรึกษาเพื่อนรักโดยด่วน