เด็กสาววัยสิบแปดปีสาละวนอยู่หน้าเตาอบขนม ใบหน้าหวานละมุนมีเหงื่อซึมเพราะความร้อนแต่กลีบปากอิ่มกลับมีรอยยิ้มไม่จาง ทุกครั้งที่นึกถึงประโยคคำพูดของพ่อหัวใจดวงน้อยก็จะยิ่งพองโต
‘คุณเหมเขาสั่งคุกกี้รสเนยสิบกล่อง เขาบอกว่าลูกทำอร่อยมาก’
พระพายหัดทำขนมมาตั้งแต่เด็กเพราะมันคือความชอบ ก่อนจะยึดเป็นอาชีพเมื่อมั่นใจในฝีมือของตัวเอง เด็กสาวรู้สึกเขินอายแต่ก็ต้องยอมรับ ว่าที่ผ่านมามีหลายคนชมว่าเธอทำขนมอร่อย แต่คำชมของใครก็ไม่สามารถทำให้หัวใจของเธอพองโตได้เท่ากับคำชมของเหมันต์
“ทำอะไรน่ะหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเชียว”
คุณพายัพเดินเข้ามาทักทายลูกสาวถึงในห้องครัว จึงถูกทักทายกลับด้วยการสวมกอดบิดาเอาไว้
“วันนี้พ่อกลับไวจังค่ะ”
“งานไม่ยุ่งน่ะลูก แล้วนี่ทำอะไรล่ะ”
“อบคุ้กกี้ค่ะ พรุ่งนี้จะได้ฝากพ่อเอาไปให้คุณเหม”
“พ่อเพิ่งบอกเมื่อวานก็ทำแล้วเหรอ คุณเหมเขาไม่ได้รีบหรอกลูก”
“หนูไม่อยากให้เขารอนานค่ะ เขามีน้ำใจอุดหนุนหนูก็เกรงใจแย่แล้ว”
คุณพายัพยิ้มด้วยความภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว
“ความเกรงใจคือสมบัติของผู้ดี พ่อดีใจนะที่หนูเติบโตมาอย่างงดงาม ทั้งๆที่พ่อแทบจะไม่มีเวลาสั่งสอนอะไรหนูเลย”
“พ่ออะ จู่ๆก็มาดราม่าซะงั้น ไม่เอานะคะไม่พูดอะไรแบบนี้ ไปอาบน้ำเลยค่ะหนูจะเตรียมข้าวไว้ให้”
“อืม...”
คุณพายัพส่งยิ้มแล้วเดินออกจากห้องครัวเงียบๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะไม่อยากแสดงความรู้สึกทางลบต่อหน้าลูก ชีวิตของพ่อเลี้ยงเดี่ยววัยกว่าห้าสิบมีเบื้องหลังที่แสนขมขื่น อดีตคือความทรงจำเลวร้ายที่หวนนึกทีไรก็ยังสามารถทิ่มแทงใจได้เสมอ
พระพายมองตามหลังบิดาด้วยดวงตาแสนเศร้า เพราะเธอไม่จำเป็นต้องทำตัวสดใสเมื่ออยู่ลำพัง ที่ต้องเหลือกันแค่สองพ่อลูกก็เพราะมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น และเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เธอสูญเสียพี่ชายไป แม่ที่ไม่อาจยอมรับความสูญเสียกล่าวโทษเธอ ก่อนจะเลือกเดินออกจากคำว่าครอบครัว
ถึงแม้ตอนนั้นเธอจะมีอายุเพียงเก้าขวบ แต่เธอก็ยังคงจดจำทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องราวแต่ทุกความรู้สึกยังคงชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด เสียใจ หรือแม้กระทั่งอาวรณ์
“ไม่ไปได้มั้ยนิสา...”
นั่นคือคำพูดของพ่อที่เธอจำได้ดี ว่ามันแฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกรวดร้าวเหลือประมาณ
พ่อรักแม่มาก...
พ่อรักแม่ที่สุด...
แต่แม่ไม่ต้องการพ่อและยิ่งไม่ต้องการลูกสาวอย่างเธอ ซึ่งหากจะพูดว่าครอบครัวพังลงเพราะเธอก็คงจะไม่ผิดนัก และที่พ่อยังอยู่ตรงนี้ก็เพราะต้องดูและลูกสาวที่แม่ไม่รักคนนี้
เฮ้อ...
เด็กสาวถอนใจแรงๆแล้วสลัดความคิดมืดมัวทิ้งไป ก่อนจะเริ่มหยิบจับเตรียมอาหารมื้อค่ำสำหรับบิดา เอาสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังทำ ไม่ปล่อยตัวเองจมอยู่กับเรื่องราวในอดีต เพราะนั่นเท่ากับการทำร้ายตัวเองแบบไม่จบสิ้น
ทุกครั้งที่สองพ่อลูกอยู่ด้วยกันพระพายจะเป็นฝ่ายชวนคุยเจื้อยแจ้วไม่ให้บิดารู้สึกเหงา เธอมักจะสรรหาเรื่องต่างๆมาเล่าให้ท่านขบขันอยู่เสมอ
“อร่อยมั้ยคะ...”
เธอถามขณะที่ตักผัดเปรี้ยวหวานใส่จานให้บิดา
“อื้ม...รสชาติดี ฝีมือทำกับข้าวพัฒนาขึ้นนะเนี่ย”
“หนูทำได้ดีแค่ไม่กี่อย่างค่ะ แต่ทุกอย่างที่ทำได้เป็นของโปรดพ่อนะคะ”
“ขอบใจลูก”
“พ่อคะ...”
“หืม...”
“เอ่อ...คุกกี้ของหนูไม่เสร็จค่ะ พรุ่งนี้แพ็คแล้วหนูจะเอาไปส่งที่บริษัทได้มั้ยคะ”
“ไม่ต้องหรอกลูก คุณเหมบอกแล้วว่าไม่ได้รีบร้อน เอาไว้ทำเสร็จค่อยฝากพ่อไปก็ได้”
“แต่หนูอยากให้ลูกค้าได้กินแบบสดๆใหม่ๆค่ะ แทบจะไม่อยากให้ข้ามวันเลยด้วยซ้ำ”
คุณพายัพชะงักมือที่กำลังตักข้าวใส่ปากแล้วมองลูกสาว
“เฉพาะลูกค้าคนนี้หรือเปล่าที่ใส่ใจเป็นพิเศษน่ะ”
“กะ...ก็คุณเหมเขาเป็นเจ้านายพ่อนี่คะ หนูก็อยากให้เขาพอใจ”
พระพายถึงกับลอบถอนใจที่ตัวเองพูดได้จนจบประโยคโดยไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา
“พ่อรู้ว่าหนูห่วงพ่อ พ่อขอบใจมากๆนะพาย แต่เอาจริงๆพ่อไม่อยากให้หนูกังวลถึงแต่พ่อจนบางครั้งลืมนึกถึงตัวเอง”
“ก็หนูรักพ่อนี่คะ”
คุณพายัพส่งยิ้มอ่อนโยนก่อนจะตักข้าวกินต่อ
“พรุ่งนี้ถ้าหนูจะเอาขนมไปส่งก็โทรหาพ่อก่อน พ่อจะได้ลงมารับข้างล่าง ดีเหมือนกันหนูจะได้ไปขอบคุณคุณเหมด้วย อุตส่าห์ช่วยอุดหนุนมาตั้งหลายครั้งแล้ว”
หัวใจของเด็กสาวเต้นกระหน่ำอยู่ในอกเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะได้เจอเขา โชคดีที่บิดาสนใจอาหารตรงหน้าจึงไม่ได้เห็นความเขินอายของเธอ ไม่เช่นนั้นท่านคงจะเดาออกว่าลูกสาวคนนี้แอบชอบเจ้านายของพ่อ
ผู้ชาย...ที่เธอตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น
เมื่อหลายเดือนก่อนเธอยังคงเป็นนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการไปโรงเรียนซึ่งเลิกเร็วกว่าทุกวัน แต่พระพายยังไม่ได้กลับบ้านพร้อมคนอื่น เพราะบิดาลืมเซ็นเอกสารสำคัญให้เธอ
“ฮัลโหลพ่อคะ พ่อลืมเซ็นใบขอทุนให้หนู”
เนื่องด้วยเป็นทุนเรียนต่างประเทศจึงจำเป็นต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม มันจึงมีความสำคัญมากพอที่จะทำให้พระพายกล้าโทรรบกวนบิดาในเวลางานของท่าน
“เหรอลูก...เอ่อ...เดี๋ยวพ่อโทรกลับนะ”
สายถูกตัดไปไม่นานบิดาก็โทรกลับมา พร้อมบอกว่าจะเข้ามาเซ็นให้พร้อมรับเธอกลับไปด้วยกัน
วันนั้นบิดาพาเหมันต์ผู้เป็นเจ้านายออกไปพบคนสำคัญข้างนอก จึงขออนุญาตเขาแวะเข้ามาทำธุระที่โรงเรียน ซึ่งเหมันต์ก็ไม่ขัดข้องแล้วยังใจดีให้เธอติดรถกลับไปด้วย
ตอนแรกเธอไม่ได้รู้สึกประหม่ามากมายนัก แต่พอต้องนั่งใกล้เขาที่เบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ร่างเล็กในชุดนักเรียนก็รู้สึกเหมือนถูกบีบ เธอซุกตัวอยู่ที่ประตูจนเหมันต์หัวเราะเบาๆ
“หึ หึ หึ ดูสิคุณพายัพ ลูกสาวคุณกลัวผมเหมือนหนูกลัวแมวเลย”
ทั้งๆที่ปกติทั้งแสบทั้งซนแต่พออยู่ใกล้เขากลลับรู้สึกเหมือนถูกอำนาจบางอย่างข่มไว้
“หึ หึ พาย สวัสดีคุณเหมหรือยังลูก”
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดี นั่งตามสบายเถอะ”
“ค่ะ”
“เรียนจบแล้วเหรอ...”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวส่งผมแล้วกลับบ้านได้เลยนะคุณพายัพ พาลูกสาวไปฉลองสักหน่อย”
“ขอบคุณครับ”
“แล้วนั่นตะกร้าอะไร”
เขาถามพลางมองมาที่ตะกร้าบนตักของเธอ
“คุกกี้ค่ะ หนูทำมาแจกเพื่อนๆวันจบ”
“ทำเองหรอ”
“ค่ะ ปกติทำขายค่ะ แต่ขายเล็กๆน้อยๆพอเป็นค่าขนม”
เพราะเขาให้ความสนใจในสิ่งที่เธอชอบพระพายก็กล้าที่จะพูดคุยมากกว่าเดิม
“ไหนลองเอามาชิมหน่อยสิ”
“เอ่อ...”
ในขณะที่เด็กสาวลังเลมือหนาก็เอื้อมมาหยิบห่อคุกกี้ไปเปิดหน้าตาเฉย
“อื้ม...อร่อยนี่ ที่เหลือเอามาสิฉันจะซื้อ”
หัวใจของเด็กสาวเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก คำชมจากเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวจะลอยได้
“อันนี้หนูตั้งใจทำมาแจก ถ้าคุณเหมชอบเอาไปเถอะค่ะ”
เขาพยักหน้าแล้วหยิบตะกร้าไปจากเธอ ก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์หนังแท้ออกมา
“นี่ให้เป็นกำลังใจคนเก่ง ต่อไปถ้ามีอะไรขาดเหลือให้คุณพายัพมาแจ้งฉันได้เลย และไอ้ที่ว่าขอทุนเรียนต่างประเทศน่ะถ้าไม่ได้ก็อย่าคิดมาก อยากไปจริงๆฉันจะสนับสนุนเธอเอง”
พระพายมองธนบัตรปึกใหญ่แต่ก็ไม่กล้ารับเอามา จนบิดาต้องเป็นฝ่ายพูดแทน
“ไม่เป็นไรครับคุณเหม ทำแบบนั้นผม...”
“มีเด็กหลายคนนะที่ผมกับพ่อสนับสนุน คุณอย่าเกรงใจเลย เพราะถ้าผมได้สนับสนุนลูกคุณคงจะรู้สึกเหมือนได้ตอบแทนการทำงานของคุณ ถือว่าเป็นโบนัสนะคุณพายัพ”
“งั้น...ผมก็ขอบคุณมากๆครับ ขอบคุณคุณเหมสิพาย”
“ขอบคุณค่ะ”
ตั้งแต่วันนั้นเธอก็ตกหลุมรักเขาโดยไม่ทันได้ระวังตัว เหมันต์หล่อเหลา ใจดี และทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
พระพายมาถึงบริษัทในตอนสายพร้อมถุงผ้าใบใหญ่ บิดาให้พนักงานสาวคนหนึ่งลงมารับเธอ ซึ่งอีกฝ่ายก็แสดงท่างทางนอบน้อมจนเธอรู้สึกเกรงใจ นั่นอาจเป็นเพราะบิดาของเธอเป็นเลขาคนสำคัญของประธานบริษัท ที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนานทุกคนจึงให้เกียรติในระดับหนึ่ง
“พ่อคะ”
คุณพายัพลุกขึ้นทันทีที่เห็นลูกสาวเดินเข้ามาหา
“มาลูกพ่อจะพาไปหาคุณเหม ขอบใจมากนะรัญญา”
“ค่ะ”
หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอยู่ในอกเมื่อรู้ว่ากำลังจะได้เจอเขา ความรู้สึกประหม่าเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ฝ่ามือบางที่ชื้นเหงื่อกำถุงผ้าแน่น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา”
เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเร่งให้จังหวะหัวใจเต้นถี่กว่าเดิม เด็กสาวพยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด เพราะไม่ต้องการให้ใครรับรู้ว่าคิดอะไร
“ไง...เอาขนมมาส่งเองเลยเหรอ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณเหม”
“นั่งสิ อยากคุยด้วยพอดี”
“งั้นคุณเหมคุยกับพายไปก่อนนะครับ พอดีผมต้องไปรอรับเอกสารจากฝ่ายการตลาด”
“อืม...”
คนตัวเล็กนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขา และฉวยโอกาสที่เหมันต์กำลังสนใจเอกสารจ้องมองใบหน้าหล่อเหลา พลางสูดกลิ่นหอมสะอาดของคนตรงหน้า แล้วก็นึกละอายที่ทำตัวราวกับเด็กใจแตก
“เสร็จละ...”
ชายหนุ่มปิดแฟ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอ ทำเอาพระพายถึงกับสะดุ้งเพราะหลบตาไม่ทัน
“เลิกทำท่าทางกลัวฉันแบบนั้นสักที ฉันไม่เคยใจร้ายกับเธอเลยนะ”
“หนู...ไม่ได้กลัวค่ะ”
“ไหนเรามาคุยกันหน่อย เห็นพ่อเธอบอกว่าเธอไม่ได้ทุนที่ขอไป”
“ค่ะ เพื่อนหนูได้ไป”
“เสียใจหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ เขาเหมาะสมกว่าค่ะ เขาเรียนเก่งและมีความสามารถมากกว่าหนูจริงๆ”
“อืม...ดี”
เหมันต์รู้สึกชอบใจกับคำตอบนั้น เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคนตรงหน้ารู้จักยอมรับความจริง ไม่ใช่เอาแต่โทษคนอื่นเวลาไม่ได้ดั่งใจหวัง
“แต่ฉันเคยบอกเธอไปแล้วนี่ ว่าถ้าอยากไปจริงๆ ฉันจะสนับสนุนเรื่องนี้เอง เธอไม่ได้ทุนพ่อเธอก็ไม่เคยบอกอะไรเลยถ้าฉันไม่ถามก็คงจะไม่รู้”
“หนูกับพ่อไม่อยากรบกวนคุณค่ะ อีกอย่างหนูมาคิดดูแล้วถ้าหนูไปอยู่ที่อังกฤษพ่อก็ต้องอยู่คนเดียว หนูไม่อยากทิ้งพ่อไปค่ะ”
“แล้ววางแผนเรียนต่อที่นี่สินะ”
“ค่ะ หนูได้มหาลัยแล้ว จะเปิดอีกไม่กี่วันแล้วค่ะ”
“อืม...ถึงจะเป็นที่ไหนฉันก็จะสนับสนุน แล้วก็ห้ามปฏิเสธด้วย เพราะฉันอยากตอบแทนการทำงานที่ดีเยี่ยมมาตลอดของพ่อเธอ”
“ค่ะ หนูขอบคุณมากค่ะ”
“เรียนคณะอะไรล่ะ”
“บริหารค่ะ”
“หืม...นึกว่าเธอจะเรียนพวกคหกรรมซะอีก เห็นว่าชอบทำขนม”
“ชอบค่ะ แต่ก็แค่ขนม อย่างอื่นไม่ชอบค่ะ”
เธอสามารถตอบเขาได้อย่างไม่เคอะเขิน ความประหม่าลดลงจนแทบไม่เหลือ เพราะเหมันต์วางตัวเหมือนญาติสนิทไม่ได้สูงส่งแบ่งแยกแต่อย่างใด
“ตั้งใจเรียนนะพระพาย ไม่แน่อนาคตจะได้มาเป็นเลขาให้ฉันแทนพ่อเธอ”
“ค่ะ หนูจะตั้งใจเรียนค่ะ”
“ดี...คุณพายัพเป็นเลขาที่ดีที่สุดของพ่อฉัน และก็เป็นเลขาที่ดีที่สุดของฉันด้วย ฉันคิดว่าเธอเองก็ต้องเก่งไม่แพ้เขาแน่นอน”
“ขอบคุณค่ะคุณเหมหนูจะตั้งใจเรียนค่ะ แล้วจะมาเป็นเลขาให้คุณนะคะ”
คุยกันอีกหลายประโยคพระพายจึงกลับออกมาจากห้องทำงาน หัวใจของเธอพองโตจนคับอกทั้งๆที่เหมันต์ไม่ได้พูดคำหวานหู หรือแสดงออกว่าชอบพอเธอเลยสักนิด แต่เพียงแค่เขาใจดีด้วยก็สามารถทำให้เด็กสาวริรักเก็บไปเพ้อได้
พระพายเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดยมีเหมันต์เป็นคนสนับสนุนค่าเล่าเรียนให้ ถึงคุณพายัพจะเกรงใจแต่สุดท้ายก็ต้องยอมเพราะเจ้านายมีความตั้งใจจริง
ทั้งเหมันต์และพ่อของเขาเป็นเจ้านายที่ดี ครั้งแรกที่เขาเจอคุณวสันต์นั้นเพิ่งจะเรียนจบใหม่ เรื่องบังเอิญทำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน พออีกฝ่ายรู้ว่าเขายังไม่มีงานทำก็เสนอตำแหน่งผู้ช่วยให้ ซึ่งตอนแรกคุณพายัพไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะมีบริษัทใหญ่โตขนาดนี้
พอนานวันจากผู้ช่วยก็ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเลขา จนคุณวสันต์ส่งต่อตำแหน่งประธานให้กับลูกชายอย่างเหมันต์ เขาก็ยังคงดำรงตำแหน่งเลขาเพราะเขาคือคนที่คุณวสันต์ไว้วางใจมากที่สุด
“พ่อขา...”
พระพายเรียกบิดาเสียงหวานจนคนถูกเรียกยิ้มอย่างรู้ทัน
“จะขออะไรอีกล่ะ จะไปเที่ยวไหนกับเพื่อน หรือจะ...”
“เปล่าเลยค่ะ โน โน โน หนูแค่จะบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของหนู หนูจะไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆที่บริษัทกับพ่อได้มั้ยคะ”
ด้วยพระพายและคุณพายัพต่างก็ถือเหมันต์เป็นผู้มีพระคุณ เวลาที่ลูกสาวว่างจากการเรียนจึงให้เข้าไปช่วยงานเท่าที่จะทำได้ โดยที่คุณพายัพไม่เคยรู้เลยว่าลูกมีความปรารถนาอื่นแอบแฝง
“ช่วงนี้พ่อไม่ค่อยได้เข้าบริษัทหรอกลูก งานที่บริษัทตอนนี้คุณเหมเคลียร์จนหมดแล้ว”
“งานไม่ยุ่งแล้วทำไมพ่อกลับมืดทุกวันละคะ”
“ก็ช่วงนี้มีงานอื่นน่ะสิ พ่อว่าจะบอกหนูอยู่เหมือนกันว่าอีกสามเดือนคุณเหมจะแต่งงานแล้ว”
สิ่งที่บิดาบอกเล่าเปรียบได้กับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางศีรษะทั้งๆที่ไร้เมฆไร้ฝน หัวใจที่เคยพองโตห่อเหี่ยวอย่างกระทันหัน
“ตะ...แต่งงานหรอ”
“อื้ม...แต่งงาน ช่วงนี้พ่อเลยต้องยุ่งหน่อย เพราะคุณเหมให้พ่อจัดการหลายเรื่องแทน”
คุณพายัพพูดโดยที่ไม่ละสายตาไปจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลจึงไม่ได้เห็นว่าขณะนี้ใบหน้าของลูกสาวซีดเผือด
“พ่อไม่เห็นเคยบอกหนูเลยว่าคุณเหมมีแฟน”
“ก็มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนี่”
มันสำคัญสำหรับหนู!
พระพายตะโกนก้องในใจกระบอกตาร้อนผ่าวเพราะน้ำตากำลังจะหยดไหล ก้อนสะอื้นที่วิ่งขึ้นมาจุกตรงลำคอทำให้เธอเจ็บร้าวแต่ก็ต้องฝืนกลืนมันลงไป
“อีกอย่างพ่อไม่บอกหนูก็น่าจะรู้ คุณเหมเพียบพร้อมแบบนั้นจะเป็นโสดได้ยังไง”
“เธอ...เป็นใครคะ”
“ใคร? เจ้าสาวของคุณเหมเหรอ”
คำว่า ‘เจ้าสาวของคุณเหม’ กรีดเฉือนหัวใจคนฟังจนเลือดท่วมในอก เธอแอบรักเขามานานนับปีและกำลังอกหักทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ พระพายวาดฝันว่าถึงวันที่เรียนจบ เธอจะบอกความรู้สึกของตัวเองให้บิดารับรู้และจะเดินหน้าทำตามหัวใจตัวเอง โดยไม่เคยมีสักเสี้ยวนาทีที่ฉุกคิดเลยว่าเหมันต์เป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว
“ชื่อคุณมิ้งค์ เธอรักกับคุณเหมมาตั้งแต่เด็กแต่เธอเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยชอบออกงานหรือเข้าสังคม เลยไม่ค่อยมีคนรู้ว่าเขาเป็นแฟนกัน”
“เธอสวยมากมั้ยคะ”
“สวยสิ สวยมากเลยพ่อเคยเห็นอยู่สองสามครั้ง บ้านเธอทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหา กิ่งทองใบหยกแท้ๆเลยล่ะ”
คำพูดของพ่อที่กล่าวถึงเจ้าสาวของเหมันต์มีความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาคนที่กำลังอกหักปวดใจเป็นสองเท่า และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำไม่คู่ควรโดยสิ้นเชิง
“หนู...ขึ้นห้องก่อนนะคะ”
เธอพูดเสียงเครือแล้วรีบลุกขึ้นก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาประจานตัวเธอเอง
“อืม...พ่อดูบอลจบก็จะขึ้นนอนแล้ว”
พระพายหอบหัวใจที่พังยับกลับขึ้นห้องของตัวเอง เธอซุกตัวใต้ผ้านวมผืนหนาแล้วสะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวด ความรักครั้งแรกของเธอจบลงแล้ว และเธอได้รู้จักรสชาติของการอกหักอย่างลึกซึ้ง โดยที่เหมันต์ไม่เคยรับรู้เลยด้วยซ้ำว่าใครคนหนึ่งกำลังคร่ำครวญร่ำไห้เพราะมีเขาเป็นสาเหตุ
3เดือนต่อมา...
รักของเธอเกิดขึ้นแต่ไม่เคยจบลงเพราะพระพายยังคงเก็บมันไว้ในใจ หลังจากที่คิดมาแล้วหลายตลบเธอจึงเข้าใจว่าไม่ควรเลยที่จะเสียใจ เพราะเธอไม่ได้ถูกเขาปฏิเสธหรือไม่เห็นค่าแต่เหมันต์ไม่เคยรับรู้ ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารัก กำลังจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นสิ่งที่เธอควรทำคือยินดีกับรักครั้งนี้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องหยุดรักเขา เพียงแต่ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้ถลำลึกไปเท่านั้น
“ชุดนี้เหมาะกับหนูมาก วันนี้ต้องเดินใกล้ๆพ่อไว้นะห้ามห่าง”
“ทำไมคะ”
“ก็เดี๋ยวหนุ่มๆมาจีบน่ะสิ”
“หืม...พ่อหวงหนูด้วยเหรอคะเนี่ย”
“หวงสิ พ่อมีลูกสาวคนเดียวนะ”
พระพายยิ้มหวานแล้วเข้าไปกอดแขนบิดาอย่างออดอ้อนก่อนที่ทั้งคู่จะขึ้นรถไปยังโรงแรมที่จัดงาน
พอมาถึงงานพระพายก็ทึ่งและแอบอิจฉาเจ้าสาวอยู่ในใจเพราะงานแต่งงานนี้ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ ดอกไม้สีขาวนานาชนิดที่ใช้ตกแต่งส่งกลิ่นหอมจางๆ บรรยากาศเหมือนได้เดินอยู่บนสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น
“งานใหญ่มากเลยนะพ่อ”
หญิงสาวกระซิบเบาๆในขณะเดินเข้ามาที่หน้างาน
“งานแต่งลูกชายคนโตตระกูล ‘วรกิจวานิชย์’ จะเป็นงานเล็กๆไปได้ยังไงล่ะลูก”
ข้อมูลที่พระพายค้นหาด้วยตัวเองคือเหมันต์คือนักธุรกิจและลงทุนมือทอง ตระกูลของเขามีธุรกิจในมือหลายอย่าง หลักๆคือธุรกิจน้ำเมาอันดับหนึ่งของประเทศและนำเข้ารถซูปเปอร์คาร์ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้วเธอจึงรู้สึกว่างานแต่งที่อลังการในวันนี้ถูกจัดให้สมฐานะ
ดวงตากลมโตมองสำรวจไปทั่วจนหยุดยืนตรงหน้าบ่าวสาวไม่รู้ตัว ตอนนี้เธอได้เห็นหน้าเจ้าสาวของเหมันต์เต็มตา แล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพวกเขาเหมาะสมราวกับเจ้าหญิงและเจ้าชายในเทพนิยาย
“สวัสดีค่ะคุณเหม สวัสดีค่ะคุณ...”
“มิ้งค์จ้ะ”
“สวัสดีค่ะคุณมิ้งค์”
“จ้ะ”
“นี่แหละมิ้งค์ลูกสาวคุณพายัพ เจ้าของคุกกี้ที่คุณชอบ”
“ว้าว...ลูกสาวคุณพายัพน่ารักมากเลยค่ะ เหมือนตุ๊กตาเลยทำขนมก็เก่ง พี่กินคุ้กกี้หนูไม่เคยเบื่อเลยรู้มั้ย”
น้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มอ่อนโยนของคนตรงหน้า ทำให้พระพายรู้ว่าเหตุใดเหมันต์ถึงเลือกเธอเป็นเจ้าสาว
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่ตุ๊กตาตัวนี้แสบมากนะครับ ไม่ได้น่ารักหรือน่าทะนุถนอมเลยมีแต่น่าตี”
คุณพายัพบอกยิ้มๆเพราะรู้จักนิสัยของลูกเป็นอย่างดี ซึ่งพระพายก็จะแสดงนิสัยเหล่านั้นเฉพาะคนสนิท
“ไม่เชื่อได้มั้ยคะเนี่ย น่ารักแบบนี้จะแสบได้ยังไง ดีใจนะเนี่ยที่วันนี้ได้เจอกัน”
“หนูก็ดีใจค่ะที่คุณชอบคุกกี้ของหนู”
ถึงแม้จะรู้สึกใจฝ่อบ้างที่รู้ว่าคุกกี้ที่เหมันต์สั่งเขาไม่ได้กินเอง แต่พระพายก็ยังสามารถซ่อนความรู้สึกของตัวเองได้เป็นอย่างดี
“เดี๋ยวมิ้งค์ก็ได้เจอบ่อย เพราะนี่คืออนาคตเลขาของผม”
“หืม...เหมาะมากจริงๆค่ะ ต้องเก่งเหมือนคุณพายัพแน่ๆ”
“ขอบคุณครับคุณมิ้งค์”
“เรียนปีไหนแล้วจ๊ะ”
“ปีสองแล้วค่ะ”
“อีกนิดก็จะจบแล้ว สู้ๆนะคะอนาคตเลขาท่านประธาน”
“ขอบคุณค่ะคุณมิ้งค์”
“เรียกพี่ก็ได้จ้ะ พี่อยากมีน้องสาวน่ารักเหมือนตุ๊กตา”
หลังจากทักทายบ่าวสาวพอสมควรสองพ่อลูกก็ถูกเชิญเข้ามาในงาน ซึ่งคุณพายัพก็เหมือนจะมีคนรู้จักไม่น้อยจึงมีแขกคนอื่นแวะเวียนมาไม่ขาด พระพายจึงฉวยโอกาสที่บิดากำลังพูดคุยเดินเลี่ยงออกมา
เธอเดินมาหยุดอยู่มุมหนึ่งที่สามารถมองเห็นคู่บ่าวสาวได้ แล้วลอบมองรอยยิ้มของทั้งคู่ด้วยแววตาหม่นเศร้า ใบหน้าหล่อเหลาของเหมันต์มีรอยยิ้มอยู่ตลอด บ่งบอกถึงความสุขที่เขาได้รับ แขนข้างหนึ่งของเขาโอบเอวเจ้าสาวคนสวยอย่างต้องการแสดงทั้งความรักและการเป็นเจ้าของ
น่าแปลกเหลือเกินที่ในใจของพระพายไร้ซึ่งความริษยา เธอแอบมองพวกเขาอยู่ไกลๆด้วยสายตาชื่นชม
“มีความสุขมากๆนะคะ หนูยินดีกับพวกคุณด้วย”
พระพายกระซิบอวยพรให้คู่บ่าวสาว ถึงแม้ว่าความรักของเธอจะไม่สมหวัง แต่การที่ได้เห็นคนที่รักมีความสุขก็อดที่จะสุขตามไม่ได้ สิ่งที่เธอหวังก็คืออยากให้เขาสุขเช่นนี้ตลอดไป