ทายาทพันล้านลืมตาดูโลกและการก้าวกระโดดของอาณาจักร

866 Words
เก้าเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพฝัน ท่ามกลางตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ ที่ นนท์ เป็นคนปลุกปั้นขึ้นมาจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จใหม่ของตระกูลอัครเดชากร แต่ความสำเร็จทางธุรกิจเหล่านั้นดูจะจ้อยร่อยไปถนัดตา เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นที่เขากำลังเผชิญอยู่ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ฝนโปรยปราย "นนท์... รินปวดท้อง" เสียงแผ่วเบาแต่สั่นเครือของรินปลุกให้นนท์ที่เพิ่งได้งีบหลับหลังจากเคลียร์โปรเจกต์ดึกสงัดสะดุ้งสุดตัว เขาดีดตัวขึ้นจากโซฟาข้างเตียง เข้าประคองภรรยาสาวด้วยความคล่องแคล่วที่ฝึกซ้อมมาอย่างดีตลอดหลายเดือน ที่โรงพยาบาลเอกชนระดับเวิลด์คลาส เจ้าสัวเกรียงไกรและคุณหญิงมณีวรรณ พ่อและแม่ของนนท์ นั่งรอหน้าห้องคลอดด้วยอาการกระสับกระส่ายไม่แพ้ลูกชาย เจ้าสัวที่เคยนั่งเจรจาธุรกิจหมื่นล้านอย่างเยือกเย็น บัดนี้เดินจงกรมกลับไปกลับมาจนพรมแทบสึก "ใจเย็นๆ ค่ะคุณ แหม... ทีตอนขยายสาขาไปต่างประเทศยังไม่เห็นตื่นเต้นขนาดนี้เลย" คุณหญิงมณีวรรณเอ่ยยิ้มๆ แม้ในมือจะกำสายประคำไว้แน่น ทันใดนั้น เสียงร้องไห้จ้าที่ดังกังวานไปทั่วโถงทางเดินก็ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก นนท์ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปให้กำลังใจรินเดินออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความปิติ ในอ้อมแขนของพยาบาลคือทารกน้อยผิวขาวอมชมพู หน้าตาจิ้มลิ้มที่มีเค้าโครงความหล่อเหลาของพ่อและความอ่อนหวานของแม่ผสมผสานกันอย่างลงตัว "ลูกสาวของพ่อ... ชื่อ น้องรดา" นนท์บอกด้วยเสียงสั่นเครือ เจ้าสัวเกรียงไกรที่เคยเข้มงวดถึงกับหลุดยิ้มกว้าง รีบเข้าไปดูหน้าหลานสาวคนแรก "หน้าตาฉลาดหลักแหลมเหมือนปู่ไม่มีผิด! ต่อไปนี้อัครเดชากรจะมีนางฟ้าตัวน้อยมาคอยดูแลแล้วนะ" ตั้งแต่วินาทีนั้นเองที่ "สิงห์หนุ่ม" อย่างเจ้าสัวกลายเป็น "คุณปู่สายเปย์" ไปในพริบตา ท่านประกาศกร้าวกลางโรงพยาบาลว่าจะรับขวัญหลานสาวด้วยหุ้นบริษัทและที่ดินผืนงามใจกลางเมืองทันทีที่แจ้งเกิด หลังจากการกำเนิดของน้องรดา ชีวิตของนนท์ก็เข้าสู่บทเรียนที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม เขาต้องบริหารเวลาอย่างเข้มงวด ในตอนกลางวันเขาคือประธานบริหารหนุ่มไฟแรงที่น่าเกรงขาม นนท์ใช้ความอัจฉริยะในการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้กับระบบอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์ของครอบครัว จนบริษัทก้าวกระโดดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี พ่อแม่ของเขาเริ่มวางใจและค่อยๆ ส่งมอบอำนาจทั้งหมดให้ลูกชายอย่างเต็มตัว เพื่อที่ท่านทั้งสองจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ "หลงหลาน" คุณหญิงมณีวรรณและเจ้าสัวเกรียงไกรกลายเป็นคุณปู่คุณย่าที่ติดหลานสาวงอมแงม ทุกวันเสาร์อาทิตย์ บ้านหลังใหญ่จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ นนท์มองดูพ่อแม่ของเขาที่มีความสุขที่สุดในวัยเกษียณจากการได้เลี้ยงน้องรดา รินเองก็ก้าวขึ้นมาเป็นกุลสตรีที่สง่างาม คอยสนับสนุนงานสังคมและดูแลความเรียบร้อยในบ้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง "นนท์คะ พักผ่อนบ้างนะ ทำงานหนักเพื่อพวกเรามาหลายปีแล้ว" รินเอ่ยขณะเดินเข้ามานวดไหล่ให้สามีในห้องทำงานที่บ้าน นนท์ดึงมือภรรยามาจุมพิตเบาๆ "เพื่อริน เพื่อลูก และเพื่อคุณพ่อคุณแม่ ผมเหนื่อยแค่ไหนก็มีความสุขครับริน ตอนนี้ฐานะเรามั่นคงพอที่น้องรดาจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดแล้ว" ความเก่งของนนท์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ เขาเริ่มมองหาช่องทางขยายธุรกิจไปสู่ระดับเอเชีย ชื่อเสียงของเขาในฐานะ "นักธุรกิจอัจฉริยะยอดกตัญญู" กลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่ววงการ ทุกคนต่างยอมรับว่าเขาสามารถกอบกู้และต่อยอดสมบัติของตระกูลได้ยิ่งใหญ่กว่ารุ่นพ่อหลายเท่าตัว เวลาล่วงเลยไปหลายปี น้องรดาเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบที่ช่างพูดช่างซักถาม และที่สำคัญคือเธอถอดแบบความฉลาดมาจากนนท์แบบสำเนาถูกต้อง นนท์มักจะพาลูกสาวตัวน้อยเข้าไปที่บริษัทด้วยในบางครั้ง เพื่อซึมซับบรรยากาศการทำงาน จนพนักงานต่างพากันเรียกเธอว่า "ท่านประธานน้อย" แต่วันหนึ่ง จดหมายเชิญสีทองหรูหราก็ถูกส่งมาถึงโต๊ะทำงานของนนท์ มันคือการเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมชื่อดังในวาระครบรอบ 10 ปี นนท์มองจดหมายนั้นพลางนึกถึงวันวาน... วันที่เขาเคยถูกมองว่าเป็นแค่ลูกคนรวยที่รักสนุก วันที่หลายคนแอบซุบซิบนินทาเรื่องที่เขากับรินมีลูกกันตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ "ริน... วันเสาร์นี้ไปงานเลี้ยงรุ่นกับผมนะ พาน้องรดาไปด้วย" นนท์เอ่ยด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย เขารู้ดีว่าการปรากฏตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อไปอวดรวย แต่เพื่อไปพิสูจน์ให้เพื่อนเก่าทุกคนเห็นว่า "ความรับผิดชอบ" ที่ยิ่งใหญ่ในวันนั้น ได้สร้าง "ความสำเร็จ" ที่ประเมินค่าไม่ได้ในวันนี้อย่างไร
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD