ร่างบางที่กำลังยืนอยู่หน้ากระจกเพื่อส่องดูความเรียบร้อยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือทรงผม เมื่อสำรวจตรวจดูจนเป็นที่พอใจดีแล้ว ขวัญนรีที่อยู่ในชุดนักศึกษาจึงเดินออกจากห้องเพื่อจะไปยังมหาวิทยาลัยและเธอบังเอิญเห็นว่าหนุ่มรุ่นพี่
ที่อยู่ห้องตรงข้ามอย่างเรนได้เดินออกมาจากห้องพอดิบพอดี
มือขาวรีบปิดประตูลง ใบหน้าสวยหันไปมองสบสายตาเข้ากับอีกฝ่าย สองขาเรียวจึงก้าวเดินไปหยุดอยู่ใกล้ ๆ ตัวหนุ่มหล่อ
“กำลังจะไปไหนเหรอคะ” สาวเจ้าเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“จะไปดูว่าแม่กินข้าวหรือยังน่ะ…”
คำตอบที่ออกมาจากปากของชายหนุ่มทำเอาหญิงสาวงุนงงและแปลกใจอยู่ไม่น้อย ด้วยความข้องใจเจ้าหล่อนจึงเอ่ยถาม
“พี่เรนอยู่ที่นี่กับคุณแม่เหรอคะ?”
“ตามมาก่อนสิ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”
สาวน้อยก้าวเดินตามอีกฝ่ายโดยมุ่งหน้าไปยังตัวลิฟต์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ทั้งคู่เดินเข้าด้านในก่อนจะกดชั้นที่ต้องการ เกิดความเงียบขึ้นมากะทันหัน ขวัญได้แต่มองดูร่างสูงโปร่งที่ยังคงยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไร ราวกับรับรู้ถึงสายตาคู่สวยมีเสน่ห์ที่มองมา เรนจึงเอ่ยปากพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“แม่ของฉันเป็นเจ้าของหอน่ะ”
ใบหน้าใสทำท่าทางครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะบรรลุเมื่อนึกไปถึงใบหน้าสวยงามตามอายุของคุณป้าเจ้าของที่พักหอแห่งนี้
“…คุณป้าแสนใจดีคนนั้นนี่เอง”
“ใช่แล้ว แม่ฉัน…เป็นคนที่ใจดี” เสียงทุ้มเอ่ยออกมา
แววตาของ ‘ฉัตรธร’ หรือ ‘เรน’ ฉายชัดไปด้วยความรักและเคารพ
“อ้อ… โอเคค่ะ ขวัญเข้าใจแล้ว” ใบหน้าสวยน่ารักพยักหน้ารับเบา ๆ ดวงตากลมโตยังคงจ้องมองรุ่นพี่หน้าหล่อไม่วางตา
ไม่นานลิฟต์ก็ได้เปิดเมื่อมาถึงชั้นจุดหมายปลายทาง
เรนจึงเดินนำหน้าโดยที่มีขวัญนรีเดินตามโดยเว้นระยะเพียง
นิดหน่อย
“จะไปเรียนใช่ไหม?”
“ค่ะ วันนี้เปิดเรียนวันแรก เอาจริงก็แอบหวั่นใจอยู่นะคะ ขวัญยังไม่มีเพื่อนสนิทหรือรู้จักใครในนั้นสักคนเลย พูดแล้วเครียด” เสียงใสเอ่ยตอบอย่างแผ่วเบา ดวงตาสุกใสฉายถึงแววกังวล
“อืม อย่าเพิ่งเครียดหรือท้อสิ วันปฐมนิเทศนี่แหละที่จะทำให้เรารู้จักคนใหม่ ๆ เยอะขึ้น ฉันเชื่อว่าเธอจะได้มีเพื่อนแน่นอน” น้ำเสียงอันอบอุ่นเอ่ยปลอบประโลมขึ้น สาวเจ้าจึง
คลี่ยิ้มกว้าง ใบหน้าสวยกลับมายิ้มแย้มเริงร่าอีกครั้งเมื่อได้ฟังหนุ่มรุ่นพี่พูด
“ขอบคุณสำหรับพลังงานบวกนะคะพี่เรน”
“ไม่เป็นไร แค่อย่ากังวลมากจนเกินไปก็พอ”
“ค่ะ ขวัญไปก่อนนะคะ ไว้เจอกันใหม่ค่ะ” สาวน้อยฉีกยิ้มจนตาหยี มือขาวยกขึ้นโบกไปมาลารุ่นพี่ผู้อบอุ่นดั่งไมโครเวฟ ก่อนจะหันหลังให้และเดินจากไป ทิ้งให้ร่างสูงได้แต่มองตาม
ร่างเพรียวระหงเดินออกมาจากหอก็พบเข้ากับคุณป้า
ใจดีที่เป็นแม่ของหนุ่มรุ่นพี่อย่างเรน ขวัญนรีจึงรีบเร่งเดินเข้า
ไปหา
“สวัสดีค่ะ แวะซื้อโจ๊กไปทานเหรอคะ” เสียงเจื้อยแจ้วน่ารักและน่าเอ็นดูเอ่ยถามขึ้น เรียกเอาความสนใจจากกลุ่มคนที่กำลังซื้อขายบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของหอพักให้เช่าอย่างคุณนาย ‘ปฐมาวัลย์’
“ใช่จ้ะ ป้ายังไม่ได้กินอะไรเลยน่ะ หนูจะไปเรียนสินะ” น้ำเสียงนุ่มละมุนหูเอ่ยตอบและถามกลับเมื่อเห็นการแต่งตัว
เด็กสาว
“เป็นอย่างที่พูดเลยค่ะ หนูเพิ่งแยกจากลูกชายคุณป้าเมื่อกี้เองค่ะ พี่เขาว่าจะมาดูเรื่องอาหารการกินของคุณป้าอยู่พอดีเลย”
“…”
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากบางสีชมพูของคุณนาย สาวน้อยสดใสยังคงเอ่ยเล่าเรื่องราวเหตุการณ์นั้นให้ฟังต่อไป
“ลูกชายป้า…?”
“ใช่ค่ะ พี่เรนรักและเคารพคุณป้ามากเลยนะคะ ดูเป็นห่วงมากด้วย หนูเห็นแบบนี้ก็โล่งใจ ลูกชายคุณป้าก็คงไม่ต่างกัน”
“เมื่อกี้หนูพูดว่า… ลูกชายป้าเหรอ?” น้ำเสียงนุ่มเอ่ยอย่างแผ่วเบา แววตาคู่สวยบนใบหน้างดงามตามอายุดูสั่นระริก
“ใช่ค่ะ… ทำไมเหรอคะ?” ขวัญเอ่ยถามขึ้นเมื่อจับสังเกต เห็นท่าทางที่แปลกไป
“เปล่าจ้ะ ป้าชื่อวัลย์นะ ไม่ต้องเรียกว่าคุณป้าเต็มยศ
ก็ได้” ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อนคลี่ยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยนมาให้ ทำเอาเด็กสาวที่กำลังมองดูอยู่ต้องยกยิ้มตาม แต่ก็ต้องรีบหุบ
ยิ้มลงอย่างรวดเร็วเมื่อตระหนักได้ว่าตนเองอยู่ตรงนี้นานเกินสมควร
“ได้ค่ะป้าวัลย์ งั้นหนูขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ”
“จ้ะ เดินทางปลอดภัยนะลูก” คุณนายวัลย์เอ่ยอวยพรก่อนจะไล่สายตามองตามหลังของร่างเล็กบอบบางที่เริ่มออกตัววิ่งไป
ขวัญนรีที่วิ่งมาจนถึงมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จึงค่อย ๆ เดินอย่างสงบเสงี่ยม มือขาวยกขึ้นเช็ดเม็ดเหงื่อบนใบหน้าใส ขาเรียวมุ่งตรงไปยังจุดสำหรับการปฐมนิเทศของนักศึกษาน้องใหม่
ดวงตากลมโตก้มมองดูนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือก่อนจะพบว่าตนเองนั้นมาได้ทันเวลาสำหรับการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมอยู่ เธอจึงรีบไปสมทบก่อนจะไปตั้งแถวเพื่อทยอยเข้าหอประชุม โดยมีคณะผู้บริหารคณาจารย์รอคล้องพวงมาลัยต้อนรับอยู่
“ยังไม่เจอคนที่รู้สึกว่าจะสนิทกันได้เลย…” ขวัญพึมพำเบา ๆ
เมื่อเดินเข้ามาภายในสถานที่ต้อนรับแล้ว ร่างบางหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไป
รอบ ๆ บริเวณด้วยความสงสัยและความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
และทันใดนั้น…
“เราขอนั่งตรงนี้ได้ไหม?” เสียงเล็ก ๆ น่ารักของหญิงสาวในวัยเดียวกันเอ่ยทักกึ่งถามขึ้น ขวัญนรีจึงรีบหันไปมองยังต้นเสียง
“ได้สิ… เธอนั่งได้เลยนะ” เสียงใสเอ่ยอย่างเป็นมิตร
ริมฝีปากสวยคลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งไปให้นักศึกษาสาวที่เป็นเพื่อนร่วมคณะ
สาวสวยหุ่นเป๊ะหน้าปังนั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะหันมายิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร
“ฉันชื่อนิรานะ เธอล่ะ…ยายตัวเล็ก” นิรณา หรือ ‘นิรา’ เอ่ยทักอย่างเป็นกันเองพลางมองมายังคนที่ตัวเล็กกว่าอย่าง
ขวัญนรี
“เรียกเราว่าขวัญได้เลย ยินดีที่ได้รู้จักนะนิรา”
“เช่นกันนะ ถึงแม้ว่าจะรู้จักแค่ชื่อก็เถอะ…”
สิ้นสุดประโยค สองสาวก็นั่งหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน เพราะคำพูดคำจาที่น่าเอ็นดูและชวนขบขันไม่น้อยของนิรณา
ทันใดนั้น…คณบดีและผู้บริหารก็ได้กล่าวคำทักทายต้อนรับนักศึกษาใหม่ สาวสวยทั้งสองต่างนั่งฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจ
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มละความสนใจจากบริเวณด้านหน้าก่อนจะหันไปมองที่นั่งข้างตัว ที่ตอนนี้กำลังมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาได้หันจ้องมองมาที่เธอเช่นกัน นัยน์ตาสุกใสของสองหนุ่มสาวต่างสบสายตาใส่กันอยู่
สักพัก
“…สวัสดี เราตรีนะ แล้วเธอล่ะ…?”
“อ้อ… เราจัตวาค่ะ หยอกนะ คิกคิก” ขวัญเอ่ยพูดแกมหยอก ใบหน้าสวยน่ารักประดับไปด้วยรอยยิ้ม ทำเอาฝ่ายคนมองดูถึงกับลมหายใจสะดุดราวกับต้องมนตร์หลงใหลในเสน่ห์นั้น
“…กวนเก่งเหมือนกันนะเนี่ย ฮ่า ๆ” ตรีวิทย์เอ่ยตอบหลังเงียบไปสักพัก ใบหน้าหล่อขึ้นสีระเรื่อเพราะยังคงรู้สึกเขินจากเมื่อกี้
“ซอรี่ตรี… ติดเล่นไปหน่อย เราขวัญนะ”
“ชื่อน่ารักเหมือนหน้าตาเลย…” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น สายตาคู่คมยังคงจ้องมองร่างเล็กบอบบางของหญิงสาวอย่างไม่วางตา ริมฝีปากหนาระบายยิ้มกว้างออกมาตามแบบคนอัธยาศัยดี
“…”
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่ราวกับมีแค่ทั้งสองคนในตอนนี้ ถึงแม้บรรยากาศภายในห้องจะมีเสียงดังเซ็งแซ่อยู่ตลอดเวลา
“เป็นอะไร… ฮ่า ๆ เขินเหรอ?”
“ก็ดูนายพูด…”
ตรีวิทย์อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดู มือแกร่งเตรียมจะเอื้อมไปลูบผมของอีกฝ่ายแต่ก็ต้องค้างชะงักเพื่อหยุดไว้ให้ทัน ขวัญมองดู ไม่ได้ใส่ใจในท่าทีมากนัก มือเรียวขาวผายไปยังด้านข้างตัวเองซึ่งมีสาวสวยเซ็กซี่เต็มสิบไม่หักอย่างนิรา
นั่งอยู่
“ส่วนสาวสวยตรงนี้… นิรณา”
“เรียกนิราก็ได้นะ” ใบหน้ามีเสน่ห์ของสาวเจ้าที่มองไปยังร่างสมส่วนของชายหนุ่มได้สักพักแล้ว ปากกระจับยกยิ้มส่ง
ไปให้
“ตรีนะ…นิรา”
นิราที่เอาแต่เฝ้ามองตรีตั้งแต่ที่อีกฝ่ายนั้นเริ่มเดินเข้ามานั่ง แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยพูดอะไรมากนัก เพราะสาวเจ้าค่อนข้าง
พูดน้อย ต่างจากขวัญนรีกับตัวตรีวิทย์ที่เป็นคนอัธยาศัยดีและช่างจ้อ
“เอาละ…สุดสวยและสุดหล่อ ฉันว่าพวกเราควรตั้งใจฟังที่คุณครูและอาจารย์กำลังพูดนะ เดี๋ยวจะตามคนอื่น ๆ ไม่ทัน” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยบอกอย่างจริงจังขึ้นมา หนุ่มสาวที่นั่งขนาบข้างอยู่ต้องพยักหน้ารับและมุ่งความสนใจไปด้านหน้า
การกล่าวต้อนรับยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ กินเวลาไปหลายสิบนาทีก่อนจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายก็คือ…การให้โอวาทนักศึกษา
“สุดท้ายนี้ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกได้คุ้มครองนิสิต นักศึกษาทุกท่านให้ปราศจากภยันตราย มีความสุข มีความก้าวหน้าในการศึกษาเล่าเรียน และประสบความสำเร็จตามปรารถนาทุกประการเทอญ”
เมื่อสิ้นสุดคำกล่าวอวยพร ทั่วทั้งบริเวณต่างกึกก้องไปด้วยเสียงปรบมือจากนักศึกษารวมไปถึงบุคลากรที่อยู่ ณ แห่งนั้น
กิจกรรมยังคงดำเนินต่อไปจวบจนเกือบจะเที่ยงทั้งสามคนจึงได้มีเวลามาพักและนั่งทานข้าวกันที่โรงอาหารรวมที่อยู่
ไม่ไกล
“กลับเข้าหอประชุมกัน ใกล้จะได้เวลาเริ่มรอบบ่ายแล้ว” นิราเอ่ยชวนหลังจากที่เธอก้มมองดูนาฬิกาเรือนหรูหราบนข้อมือ
ตรีวิทย์กับขวัญนรีต่างพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยก่อนจะพากันเดินกลับเข้าไปนั่งประจำที่เดิม กิจกรรมปฐมนิเทศยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ในช่วงบ่าย ทั้งสามคนรวมไปถึงนิสิตคน
อื่น ๆ ต่างก็ตั้งใจรับฟังและให้ความร่วมมือด้วยเป็นอย่างดี
เวลาล่วงเลยไปจวบจนท้องฟ้านั้นมืดมิด หน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาที เข้าสู่ช่วงสามทุ่มเป็นที่เรียบร้อย และเป็นเวลาเดียวกับที่กิจกรรมแห่งวันปฐมนิเทศได้จบลงไปอย่างราบรื่น
“ว่าแต่พวกเธอกลับกันยังไงเหรอ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้น สองสาวจึงหันไปมองก่อนจะพากันเอ่ยตอบคำถาม
“ขวัญเดินกลับน่ะ หอที่พักอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง”
“ฉันขับรถมาน่ะ” นิราเอ่ยบอกสั้น ๆ ตามสไตล์
“โอเค กลับกันดี ๆ นะ ไว้เจอกันใหม่สาว ๆ ผู้น่ารัก” ตรีเอ่ยจบก็โบกมือลาและเดินจากไป สองสาวจึงเริ่มแยกทางกันกลับ
ในขณะที่ร่างบางกำลังเดินกลับหอพักอยู่นั้น ระหว่างทางขวัญรู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ สัญชาตญาณเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้ตัวเธอรีบรับรู้ถึงอันตรายและความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย เพราะตลอดทางเธอมักจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวตามหลังมา
ขาเรียวสวยรีบออกวิ่งในทันทีโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองดูด้านหลัง หน้าอกด้านซ้ายที่เต้นแรงราวกับจะออกมาเต้นข้างนอกทำเอาสติของเจ้าหล่อนถึงกับเตลิดไปไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ขวัญนรียังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตก่อนจะไปชนเข้ากับแผงอกแกร่งของใครบางคน ดวงตากลมโตรีบหันขึ้นไปมองร่างสูงโปร่งด้านหน้าตนเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“พะ…พี่เรน…”
“เป็นอะไร… วิ่งหน้าตั้งตาตื่นมาขนาดนั้น” น้ำเสียงคุ้นหูที่เอ่ยถามออกมาอย่างราบเรียบ ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายชัดถึงความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ ทำเอาสาวเจ้าแทบอยากจะร้องไห้
“ขวัญรู้สึกว่า… เมื่อกี้มีใครสักคนกำลังเดินตามอยู่”
“แถวนี้พอตกดึกแล้วมันจะมืด อันตรายมาก ทีหลัง
ถ้าเธอจะกลับดึกก็บอกฉันสิ เดี๋ยวฉันจะไปรับเอง ดีกว่ากลับ
คนเดียว” เรนเอ่ยออกมายาวเหยียด เขาไม่คิดที่จะปิดซ่อน
ความห่วงใย โดยถ่ายทอดออกไปผ่านคำพูด สีหน้าท่าทางรวมไปถึงแววตา
ร่างเล็กบอบบางถึงกับอุ่นวาบไปทั่วทั้งหัวใจ เธอค่อย ๆ ได้สติและสงบลง น้ำเสียงอบอุ่นที่เจือด้วยความเป็นห่วงราวกับเป็นยาบรรเทาและคอยรักษาหัวใจดวงน้อย ๆ ของหญิงสาวเอาไว้
“ขวัญ… ไม่มีเบอร์ของพี่เรนนี่นา…” ใบหน้าสวยน่ารักเริ่มง้ำงอเล็กน้อย เสียงใสแผ่วเบาในทุกคำของประโยค หนุ่ม
รุ่นพี่จึงพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะยื่นมือหนาของตนไปให้คนตัวเล็ก
“ส่งมือถือมาสิ เดี๋ยวฉันจะกดเบอร์ให้”
ไม่รอช้า มือเรียวขาวรีบยื่นสมาร์ตโฟนราคาแพงไปให้ร่างสูงตรงหน้า เรนจึงหยิบมากรอกหมายเลขโทรศัพท์ลงไปก่อนจะส่งคืนให้ ซึ่งขวัญนรีก็รีบรับคืนมาหวังจะบันทึกรายชื่อเอาไว้
“เอ่อ.. อันนี้เบอร์คุณป้านี่คะ” ดวงตาสุกใสหันกลับไปมองก็พบว่าคนพี่ได้หายไปจากบริเวณนั้นแล้ว ใบหน้าใสฉายชัดถึงแววแห่งความงุนงงและแปลกใจ เมื่อเห็นว่าไร้วี่แววของหนุ่มหล่อผู้พูดน้อยแล้ว ขาเรียวสวยจึงรีบก้าวเดินต่อเพื่อเข้าหอไป