"ทำไมคุณติณณ์เขาถึงได้ต๊าซมากแม่! กรี๊ดดดด"
"มึงจะกรี๊ดทำไมอิซัน!"
ฉันรีบตะครุบปากเพื่อนสาวที่เผลอกรี๊ดออกมาด้วยความตื่นเต้นเมื่อฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องพักอาจารย์ให้มันฟังรวมถึงเรื่องที่ตุ้ยนุ้ยบอกว่าจะติวหนังสือให้กับฉันด้วย เพียงแต่ว่าฉันไม่คิดว่านังเพื่อนตัวดีมันจะออกอาการกระดี๊กระด๊ามากขนาดนี้ทำเอาเพื่อนๆ ในห้องต่างพากันมองเราสองคนด้วยความตกใจกับเสียงกรี๊ดของมัน
โชคดีที่คุณครูคาบต่อไปยังไม่เข้าสอนไม่งั้นฉันกับซันชายน์คงถูกเพ่งเล็งอีกแน่ๆ -_-
"มึงว่ากูควรไปดีปะวะ? "
"ควรไป! เป็นกูนะกูจะให้เขาติวถึงสี่ทุ่มเลย!"
"ได้ข่าวว่าห้องสมุดโรงเรียนปิดตอนหกโมงเย็นเนาะเพื่อนเนาะ? "
"เออน่ะ! มึงไปเถอะ เอาจริงๆ นะกูว่าติณณ์เขาหวังดีกับมึงนะแล้วเขาอาจก็จะมีวิธีสอนมึงให้เข้าใจง่ายๆ ก็ได้นะ อันนี้กูซีเรียสนะอิอุ่น"
อ่ะ หนูตามอารมณ์มันไม่มันแล้วค่ะแม๊~ อยู่ดีๆ ก็คือเปลี่ยนโหมดจริงจังขึ้นมาทำเอาฉันต้องปรับโหมดตามมันไปด้วย
"มึงคิดว่าเขาจะสอนคนหัวทึบอย่างกูได้จริงๆ เหรอวะ? "
ฉันถามซันชายน์อย่างไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่าตุ้ยนุ้ยจะสอนได้เพราะฉันรู้ดีว่าตัวเองนั้นเป็นคนสมาธิสั้นมากแค่ไหน ฉันไม่สามารถจมอยู่กับอะไรที่ไม่สนใจหรือไม่ชอบได้นานเกินห้านาทีเลยเพราะหลังจากนั้นสมาธิฉันก็จะแตกฟุ้งเลยล่ะ
"เออ ก็ต้องลองดูนะมึงเผื่อว่าคะแนนมึงจะดีขึ้น ถ้าคะแนนสอบในห้องมันย่ำแย่ก็ไม่เป็นไรหรอกแต่อย่างน้อยกูว่าถ้าติวกับคุณติณณ์เขาน่าจะประธานความรู้ให้มึงเอาไว้ประดับสมองก่อนสอบแอดมิชชั่นไม่มากก็น้อยล่ะนะ"
"-3-"
ฉันยู่ปากใส่ซันชายน์เมื่อมันพูดอย่างนั้นออกมา แต่เมื่อลองมาคิดๆ ดูแล้วก็จริงอย่างที่มันพูดนั่นแหละ เผื่อบางครั้งตุ้ยนุ้ยอาจจะมีวิธีสอนฉันในแบบของเขาและถ้าเขาสอนดีจริงๆ ฉันก็จะได้มีความรู้ประดับบารมีบ้าง อีกอย่าง...เขาก็ลั่นวาจากับอาจารย์ประจำวิชาคณิตแล้วว่าเขาจะติวให้กับฉัน
มันจะมีโอกาสสักแค่ไหนกันที่คนเก่งอย่างเขาลดตัวมาติวให้กับฉันเลยนะเว้ย!
"งั้นเย็นนี้มึงไปกับกูหน่อยดิ"
"ได้เลย กูเองก็อยากนั่งมองหน้าคนหล่ออย่างเขานานๆ เหมือนกัน คิกๆ "
เห็นท่าทีระริกระรี้ของเพื่อนแล้วฉันก็ได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยใจ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าอาการบ้าผู้ชายของซันชายน์มันจะมาถึงจุดนี้
เหน่ยค่ะ! กูเหน่ยค่ะ! -_-*
- ติณณ์ -
"ไอ้ติณณ์"
"..."
"เห็นครูบอกว่ามึงขอถอนตัวไม่แข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกแล้ว? "
น้ำเสียงเรียบเฉยของคนที่เดินมาหย่อนตัวนั่งข้างๆ กันซึ่งก็คือที่นั่งของไอ้โอบเพื่อนสนิทของผมเองนั่นแหละทำให้ผมจำต้องละสายตาจากใครบางคนที่กำลังนั่งคุยกับเพื่อนสาวของเธออย่างออกรสออกชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนที่ผมจะทำทีเป็นดึงสายตากลับมามองใบหน้าเรียบเฉยของมันอย่างแนบเนียนคล้ายกับว่าเพิ่งดูอย่างอื่นที่ไม่ใช่น้องสาวของมัน
"เออ กูเบื่อ กูขี้เกียจซ้อมขี้เกียจแข่ง"
ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเนือยๆ แต่ไอ้โอบกลับหรี่ตามองผมราวกับจับผิด
"แน่ใจว่าสาเหตุนั้น? "
"เออ"
"แล้วคือยังไงทำไมมึงถึงไปติวให้น้องกูได้? "
คำถามนั้นของไอ้โอบทำเอาผมชะงักไปเพียงนิด ไม่แน่ใจว่ามันไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะอิ่มอุ่นบอกก็คงจะเป็นเพราะครูคนนั้นนั่นแหละซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่าไม่งั้นมันไม่จั่วหัวทำเป็นถามผมเรื่องที่ผมถอนตัวแข่งคณิตนั่นหรอก
อีกอย่างอิ่มอุ่นก็คงยังไม่มีเวลาไปบอกไอ้โอบเพราะเราเพิ่งแยกกันเมื่อกี้นี้เอง ส่วนเรื่องที่ผมโผล่เข้าไปในห้องพักครูตอนที่อิ่มอุ่นถูกเรียกไปพบได้ยังไงนั้นก็เป็นเพราะว่าผมเอางานของเพื่อนๆ ไปส่ง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วนั้นคนที่ต้องเอางานไปส่งคือหัวหน้าห้องต่างหากแต่ผมก็ทำเป็นมีน้ำใจช่วยเอาไปส่งแทนหัวหน้าห้องเพียงเพราะอยากรู้ว่าอิ่มอุ่นนั้นจะโดนต่อว่าอะไรบ้าง
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เมื่อเธอถูกเปรียบเทียบกับไอ้โอบพี่ชายฝาแฝดของเธอที่เรียนเก่งกว่ามากโข แต่ที่ทำให้ผมทนไม่ไหวจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่เขาพูดขึ้นมาประมาณว่าไม่รู้จะสอนให้อิ่มอุ่นเข้าใจบทเรียนได้ยังไงทั้งๆ ที่เขาเป็นครูเขาไม่น่าจะพูดอย่างนั้นเลย
ยอมรับว่าตอนนั้นผมโกรธมากแต่ก็ยังเก็บอาการเอาไว้ก่อนจะเอ่ยปากออกตัวว่าจะเป็นคนสอนอิ่มอุ่นเองทั้งๆ ที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสอนอิ่มอุ่นได้ไหม
ตลอดชีวิตนี้ผมไม่เคยต้องมานั่งติวให้ใครเลยนอกจากตัวเองคนเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะไหนๆ ผมก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับอิ่มอุ่นแล้วผมก็จะพยายามทำให้มันดีที่สุด ทั้งเรื่องติวทั้งเรื่องเข้าหาเธอนั่นแหละ!
ใช่ ได้ยินไม่ผิดหรอก ผมกำลังจะเข้าหาเธอ! เข้าหาในรอบสิบสองปีหลังจากที่ตอนเรียนชั้น อ.สาม เราทะเลาะกันขั้นรุนแรงถึงขั้นที่อิ่มอุ่นประกาศกร้าวออกมาว่าตัดขาดความสัมพันธ์กับผมและหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดคุยกันเลย จริงๆ ก็คุยกันบ้างเท่าที่จำเป็นซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยกล้าคุยกับเธอสักเท่าไหร่ บอกเลยว่ามันเป็นความเศร้าที่อยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่ใครบางคนอาจจะมองว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ในใจของผมมันรู้สึกเสียดลึกในใจทุกครั้งที่ผมนึกประโยคนั้นขึ้นมาในหัว
"ก็ครูบอกให้กูช่วยติวให้น้องมึงไง? "
"เหรอ? แต่ทำไมไม่เห็นครูบอกอะไรกูเลย"
"ทำไมวันนี้มึงถามมากจังวะโอบ? ถ้ามึงสงสัยกูขนาดนี้มึงไม่กลับไปถามครูเลยล่ะว่าใช้ให้กูติวน้องมึงทำไม? "
ผมเลือกที่จะโกหกไอ้โอบเรื่องที่ความจริงแล้วผมต่างหากที่บังคับอิ่มอุ่นให้ติวกับผมเองก่อนที่ผมจะทำทีเป็นหงุดหงิดกลบเกลื่อนเมื่อถูกมันจับผิดมากๆ ซึ่งมันรู้ว่าผมไม่ชอบคนที่ถามอะไรเซ้าซี้เรียกว่าเป็นนิสัยขี้หงุดหงิดของผมเองแหละแต่ผมก็รู้นะว่ามันเป็นคนหวงน้องสาวในระดับหนึ่งเลยล่ะถึงได้ถามจับผิดผมอย่างนี้
แต่โทษทีว่ะ ผมมันเป็นคนเนียน...
"กูก็แค่ถาม ไม่เห็นต้องหงุดหงิดเลยแต่จริงๆ แล้วกูติวให้น้องกูเองได้นะ"
"ทำเหมือนมึงว่างงั้นแหละ"
ไอ้โอบชะงักนิ่งไปเหมือนกับคิดอะไรบางอย่างก่อนจะถอนหายใจออกมาเหมือนมันเพิ่งคิดได้ว่าตัวมันนั้นไม่ว่างเพราะหลังจากเลิกเรียนมันต้องไปติวแข่งคณิตโอลิมปิก
"เออๆ ยังไงกูก็ฝากมันด้วยละกัน ถึงมันอาจจะดื้อด้านบ้างแต่ก็อย่าถือสามันเลย มึงต้องใจเย็นๆ กับมันนะ"
ผมอยากจะบอกมันเหลือเกินว่าผมนั้นใจเย็นมาตั้งแต่อายุสี่ขวบแล้ว...จนตอนนี้ผมก็ยังใจเย็นอยู่แต่ในความใจเย็นของผมนั้นมันมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ต่างหากล่ะ
"เออ"
ผมตอบรับมันเพียงแค่นั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรมันต่อเพราะครูที่สอนวิชาต่อไปนั้นเดินเข้าห้องมาพอดี ผมเหลือบตาขึ้นมองผู้หญิงที่ถัดจากโต๊ะคู่หน้าผมไปอีกหนึ่งคู่ก็เห็นว่าคนที่ไอ้โอบเพิ่งฝากฝังให้ผมติวนั้นเริ่มหาวออกมาทั้งๆ ที่ครูยังไม่ทันจะเริ่มสอนซะด้วยซ้ำ
อืม...ก็เป็นซะอย่างนี้แล้วจะเอาอะไรมาเข้าใจบทเรียนล่ะ -_-