∞∞∞∞∞
"มึงว่าครั้งนี้ติณณ์จะปฏิเสธอีกหรือเปล่า? คนนี้เป็นดาวโรงเรียนเลยนะ!"
"ไม่รู้สิ มึงก็ลองดูต่อไปเรื่อยๆ สิ"
ฉันยัดอมยิ้มรสโปรดเข้าปากพร้อมกับยักไหล่ตอบปัดๆ ซันชายน์ด้วยท่าทีไม่สนใจก่อนจะก้มหน้าวาดรูปก๊อกๆ แก๊กๆ ของฉันต่อในสมุดสเกตช์ภาพประจำตัวของฉันต่อแต่ซันชายน์มันก็ยังไม่หยุดสงสัยในตัวของฉัน
"นี่มึงเป็นเพื่อนกับติณณ์ตั้งแต่สมัยอนุบาลจริงหรือเปล่าเนี่ย! ดูมึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรของติณณ์เลยนะ"
ฉันอดที่จะกลอกตามองบนใส่ซันชายน์ไม่ได้ก่อนจะดึงอมยิ้มออกจากปากและหันไปจับไหล่มันให้หันมาสบตากับฉันที่ตอนนี้กำลังทำหน้าจริงจังสุดๆ ขัดกับภาพลักษณ์ตัวเองมากๆ ซึ่งครั้งนี้ฉันต้องคุยเรื่องนี้กับมันให้รู้เรื่องแล้วล่ะ
"เพื่อนต้องฟังนะ บางทีเพื่อนก็ต้องเข้าใจนะว่าฉันกับติณณ์เราเรียนอยู่ชั้นเดียวกันห้องเดียวกันมาตลอดตั้งแต่อ.หนึ่งก็ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันต้องสนิทกับติณณ์เว้ยเพื่อน บางทีเพื่อนก็ต้องเข้าใจนะว่าเราไม่ค่อยได้คุยกันแล้วจะให้กูเอาอะไรมาสนิทกับเขา แล้วอีกอย่างคือมึงต้องถามติณณ์ด้วยว่าเขาอยากจะสนิทกับกูหรือเปล่า? "
อันนี้ฉันพูดจริงนะ เพราะถ้าหากตุ้ยนุ้ยอยากจะสนิทกับฉันจริงเขาก็คงเข้าหาฉันตั้งนานตั้งนมแล้วแหละแต่ว่าตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้เข้ามาตีซี้อะไรเลย นั่นมันก็ชัดแล้วไหมว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากจะสนิทกับฉันสักเท่าไหร่ -_-
แล้วเรื่องที่เราเคยเรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาลน่ะ ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้เพราะส่วนใหญ่แล้วเมื่อเรียนจบชั้นประถมก็มักจะไปต่อมัธยมต้นกันที่อื่นในขณะเดียวกันก็มีนักเรียนใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ และทุกๆ การเลื่อนชั้นปีจากมัธยมต้นไปมัธยมปลายนักเรียนเดิมๆ ก็เริ่มออกไปเรียนที่อื่นกัน ทำให้คนที่ยังเรียนตั้งแต่อนุบาลยันมัธยมปลายนั้นเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นแหละ
ส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าฉันกับตุ้ยนุ้ยนั้นเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมห้องที่อาจจะเข้ามาเรียนตอนมัธยมต้นอะไรกันอย่างนี้ซะมากกว่า สำหรับฉันเขาก็ไม่ต่างกับเพื่อนบางคนในห้องเรียนนั่นแหละที่ฉันแทบจะนับคำพูดกับคนอื่นได้เลย ถ้าไม่มีใครพูดกับฉันก่อนฉันก็จะไม่พูดก่อนเหมือนกัน มันไม่ได้หยิ่งหรอกนะเพียงแต่ว่าฉันไม่รู้ว่าตัวเองต้องเข้าหาคนอื่นก่อนยังไง มันเป็นปัญหาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วล่ะ
"ก็ดูอย่างมึงสิ เพิ่งเข้ามาเรียนตอน ม.สี่แต่กูก็สนิทกับมึงมากกว่าที่กูสนิทกับติณณ์ที่เรียนมาด้วยกันตลอดหลายปีอีก"
ซันชายน์ทำหน้าคิดตามก่อนที่มันจะพยักหน้ารับเบาๆ คล้ายกับเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด
"เออ ก็จริงของมึง"
ซันชายน์เป็นเพื่อนสนิทของฉันแต่เราก็เพิ่งมาสนิทกันตอนที่นางย้ายเข้ามาเรียน ม.ปลาย ในขณะที่ฉันกับติณณ์นั้นเราเรียนด้วยกันตั้งแต่ อ.หนึ่งซะด้วยซ้ำแต่ก็ไม่ได้สนิทกันอะ อ้อ มีโอบกอดอีกคนแต่รายนั้นบางชั้นปีก็ได้อยู่ห้องเดียวกับฉันและบางชั้นปีก็อยู่กันคนละห้องแต่สองคนนี้จับพลัดจับผลูยังไงก็ไม่รู้ถึงได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ชั้นประถมเลยล่ะ
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ทั้งฉัน ซันชายน์ โอบกอดและตุ้ยนุ้ยเราก็เรียนห้องเดียวกัน แน่นอนว่าฉันสนิทกับซันชายน์และโอบกอดเพราะว่าโอบกอดนั้นถือว่าเป็นพี่ชายฝาแฝดและเราก็อยู่บ้านเดียวกันแต่ทว่าความสนิทระหว่างฉันกับตุ้ยนุ้ยนั้นมันกลับ...บางเบาเสียเหลือเกิน
ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วตุ้ยนุ้ยไม่ใช่คนช่างพูดหรือเข้าหาใครก่อนอยู่แล้วในขณะที่ฉันเองก็ไม่ใช่คนเข้าหาใครก่อนเช่นกันหรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะคำพูดของฉันในวัยเด็กที่พลั้งเผลอพูดออกไปว่า ‘เราขาดกัน’ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นฉันพูดเพราะความโกรธและน้อยใจตุ้ยนุ้ยเท่านั้น
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่านั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเราสองคนที่มันเป็นอะไรครึ่งๆ กลางๆ กันมาตลอดแม้จะเห็นหน้ากันตั้งแต่อายุสี่ขวบแต่ทว่าความสนิทสนมนั้นกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ได้จางหายไปไหน
เรารู้จักกันคล้ายเหมือนกับจะผิวเผินแต่ทว่าเขากลับเป็นคนที่วนเวียนอยู่รอบตัวฉันไม่ไปไหน...ไม่รู้สิ ฉันเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าระหว่างฉันกับตุ้ยนุ้ยนั้นมันคือความสัมพันธ์แบบไหน
อาจจะเป็นประมาณว่า ‘ไม่ใช่เพื่อนสนิทแต่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า’ อะไรประมาณนั้นแหละมั้ง?
∞∞∞∞∞
เนื้อเรื่องเน้นพัฒนาความสัมพันธ์และเติบโตไปด้วยกันนะคะ
#นิยายเรื่องนี้มีอี บุ๊คน้าาา สามารถตามไปอ่านกันได้นะคะ