“นั่นไบเบิ้ลนิ แล้วก็มากับพี่เฟิร์ส พี่เพทาย แต่….” แพรวที่พอรู้จักตอนประกวดดาวมหา’ลัยพูดขึ้น ก่อนจะหยุดเสียงลงราวกับต้องการพูดอะไรสักอย่าง
“แต่อะไรเหรอ?” เจ้าขาที่เห็นเพื่อนเงียบไปก็รีบถามย้ำด้วยหัวใจลุ้นระทึก เพราะเธอจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ไม่ได้เผลอพูดคณะที่เรียนไปแน่นอน
“ขาดพี่ไตเติ้ลนะสิ” แพรวเอ่ยด้วยความเสียดาย เพราะอยากเจอกับคนหล่อในระยะแบบนี้ ทั้งใครต่างก็อยากจะครอบครองหัวใจน้ำแข็งของไตเติ้ลกัน
“แกชอบพี่เขาเหรอ?” เจ้าขาเอ่ยถามตามตรงและถึงเธอจะไม่ได้บอกว่าทำงานอยู่ที่ผับไหนก็ตามด้วยคิดว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร
“เปล่าหรอก…ฉันว่าพี่เขาดูเย็นชาไปหน่อยไม่ค่อยเหมาะกับฉันหรอก” ถึงแม้ปากแพรวจะเอ่ยแบบนั้น ทว่าในใจก็มีหวังว่าจะถูกอีกฝ่ายสนใจกันบ้าง
“จริงเหรอ?” เจ้าขาว่าถามต่อ เพื่อความแน่ใจด้วยไม่เคยเห็นเพื่อนดูตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน
“ก็แค่พี่เขาหล่อดีเท่านั้นเอง” แพรวพูดตอบตามตรงใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้อยากคาดหวังด้วยเธอคงต้องแข่งกับหลายคนแน่นอน
“แหมเพื่อนฉัน…ไปเรียนกันเถอะ มองไปก็ไม่ได้คะแนนวิชาการแสดงหรอกนะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจพลางลุกขึ้นยืนและเก็บของใส่กระเป๋า
“รอด้วยสิแก” แพรวเมื่อเห็นเพื่อนเก็บของใส่กระเป๋าก็รีบทำบ้างด้วยกลัวว่าจะโดนทิ้งไปก่อน
“โอ๊ย!!” ทว่าในตอนที่เจ้าขากำลังหันหน้าลุกออกจากเก้าอี้ร่างเล็กก็ชนเข้ากับร่างหนาเข้าอย่างจัง จนร่างเล็กเซถลาไปเล็กน้อย
“ยัยซุ่มซ่าม” น้ำเสียงทุ้มต่ำว่าขึ้นพลางจ้องมองคนตัวเล็กที่ใส่แว่นหนาจนปิดไปเกือบครึ่งหน้า ทั้งยังถักเปียสองข้างบวกกับการแต่งตัวที่เชยราวกับเป็นอาจารย์ป้ามากกว่านักศึกษาเสียอีก
“พี่เติ้ล” แพรวถึงกับพึมพำเบาๆ เพราะเพื่อนเธอดันไปชนคนที่ไม่ควรเข้านะสิ
“เอ่อ…ขอโทษค่ะ คือฉันไม่ได้ตั้งใจจะชนพี่นะคะ” เจ้าขาที่ไม่อยากมีเรื่องรีบพูดขึ้นด้วยความตกใจ
“มีตั้งสี่ตาแล้วสายตายังแย่อีก” น้ำเสียงทุ้มต่ำพูดด้วยความไม่ใส่ใจตามประสา
“เฮ้ย มึงก็อย่าไปว่าน้องมันดิวะ” เพทายที่เห็นว่าเพื่อนกำลังใช้ปากในการเสียดสีผู้หญิงตัวเล็ก ทั้งที่ไม่น่ามีอะไรให้ต้องใส่ใจกันขนาดนั้น
“อืม ไปเถอะ” ไตเติ้ลหันหน้าไปมองเพื่อนพร้อมกับจำหน้าของยัยเฉิ่มตรงหน้าเอาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งที่เขามาคณะนิเทศในวันนี้ก็เป็นเพราะอาจารย์อยากจะให้คณะวิศวะมาช่วยในเรื่องของการแสดง พวกเขาทั้งสี่คนเลยต้องมาที่นี่แม้จะขี้เกียจก็ตาม
“เกือบไปแล้วฉัน” เจ้าขาที่เห็นว่าไตเติ้ลเดินออกไปไกลแล้ว เธอก็ได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เป็นยังไงบ้างแก” แพรวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะไม่คิดว่าไตเติ้ลคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดจะน่ากลัวขนาดนี้
“นึกว่าจะถูกตีแล้วนะสิ” เธอพูดพร้อมกับเดินนำเข้าไปในตัวอาคาร
“เขาไม่ทำแบบนั้นหรอก แกสบายใจเถอะ” แพรวพูดพร้อมกับกอดแขนเรียวของเพื่อนให้เดินไปด้วยกัน
“ฉันก็หวังแบบนั้นแหละ อย่ามาแกล้งฉันเลยนะ” เธอได้แต่พึมพำอย่างต้องการความเห็นใจ
“พี่สาวคนนี้จะปกป้องเธอเอง เธอสบายใจเถอะ” น้ำเสียงร่าเริงพูดพร้อมกับกอดคอของเพื่อนอย่างเบิกบานใจ
“ไม่ต้องหรอก เราเข้าไปเรียนกันได้แล้ว” เจ้าขาพูดออกมาเบาๆ อย่างไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับใครมากนัก
“โอ๊ย ฉันอยากนอนมากกว่าเรียนซะอีก” เสียงหวานที่ยิ้มกว้างในตอนแรกถึงกับหุบยิ้มลงทันที พลางนั่งลงยังที่ว่างข้างกันกับเจ้าขา
“ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งใจเรียนหน่อย…เดี๋ยวจะคะแนนไม่ดีเอานะ” เจ้าขาเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง เพราะเธออยากให้แพรวเลิกทำตัวสนุก ซึ่งเธอก็เข้าใจดีว่าคณะนิเทศไม่ได้เรียนหนักมากจนตึงเครียด
“เข้าใจแล้วๆ สั่งฉันเหมือนแม่เลย” แพรวยิ้มกว้าง ก่อนจะเงียบลงเมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้อง
“นักศึกษา เดือนหน้าเราจะมีละครเวทีกัน...ซึ่งมาจากคณะวิศวะต้องการความร่วมมือจากเราในการหานางเอกไปแสดง” อาจารย์ที่เข้ามาถึงก็พูดเข้าตรงประเด็น
“แพรวเธออยากลองไปแคสบทดูไหม?” เจ้าขาอยากจะให้กำลังใจกับเพื่อน ด้วยรู้ดีว่าเพื่อนอยากจะลองทำอะไรพวกนี้ที่สุด แม้จะเป็นแค่การลองดูก็ตามที
“แกว่าฉันจะได้ไหม?”
“เธอทำได้แน่นอนแพรว” เสียงนุ่มหวานพูดให้กำลังใจเพื่อนอย่างนอบน้อม
“ฉันจะลองดูก็แล้วกัน เธอล่ะไปลองดูด้วยกันไหม?” แพรวที่คิดว่าเพื่อนไม่ค่อยอยากจะเป็นจุดสนใจ แต่ก็ควรได้ใช้ชีวิตที่ท้าทายแบบนี้บ้าง
“ไม่ล่ะ ฉันขอไปทำงานดีกว่า” เจ้าขาปฏิเสธออกไปอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดสักนิด
“แกก็สนใจแต่เรื่องงานนั่นล่ะ” แพรวพูดอย่างเบื่อหน่าย เพราะอยากจะให้เพื่อนได้ใช่ชีวิตซะบ้าง
“เรียนเสร็จแล้ว ฉันไปทำงานก่อน…ไว้เจอกันนะ” เจ้าขาพูดเสร็จก็รีบออกจากห้องไปอย่างไม่ต้องการให้เลยเวลาในการทำงาน
“จะรีบอะไรขนาดนั้น…”
ร้านอาหารกึ่งบาร์
“นึกว่าจะมาสายซะแล้วนะเนี่ย?”
“โธ่พี่จ๋ายใครจะกล้ามาสายให้ถูกหักเงินกันล่ะ” เจ้าขาแสร้งพูดติดตลกตามประสาคนที่สนิทกัน
“เพราะเสื้อผ้าเชยๆ เธอนั่นล่ะ”
“เสื้อฉันมันทำไมคะ?” เสียงหวานเอ่ยถามกับคนตรงหน้าที่กำลังจ้องมองกันตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มันเกะกะ จนเดินไปไหนลำบากนะสิ” เสียงทุ้มต่ำที่พยายามดัดเสียงให้เล็กลงมากอย่างตั้งใจ
“ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” เจ้าขาพูดตัดบทและเดินเข้าไปด้านในหลังร้าน เธอได้แต่มองเสื้อผ้าที่รัดรูปอย่างเอือมระอาในการถูกเห็นสัดส่วนทุกอย่างอย่างชัดเจน
“เสื้อบ้าบออะไรกันเนี่ย?” เธอได้แต่บ่นกับเสื้อผ้าของตัวเองที่ดูอึดอัดไปซะทุกส่วน ทั้งมันยังไม่เข้ากับแว่นที่สวมใส่อยู่ตอนนี้เสียเลย
“โอ๊ย ชุดนี้เธอดูดีนะ…แว่นนี่ถอดออกไม่ได้เลยหรือยังไงกัน?” จ๋ายที่พยายามจะให้คนตรงหน้าเปลี่ยนแปลงตัวเองว่าขึ้นอย่างใจเย็น
“มะ ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันสายตาสั้นมากเลยค่ะ” เสียงหวานพูดตะกุกตะกักออกมาอย่างไม่อยากจะเปิดเผยตัวเองให้ใครรู้เลยด้วยซ้ำไป
“งั้นก็ไปทำงานเถอะ วันนี้คงเยอะแน่นอน”
“อย่าลืมให้ทิปฉันด้วยนะคะ ฉันจะตั้งใจทำงานแน่นอนค่ะ” เจ้าขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างพร้อมกับไปยังโซนบาร์และห้องวีไอพี
“นี่มันปลิงดูดเลือดชัดๆ”
เจ้าขาที่เปิดประตูห้องโซนวีไอพีถึงกับชะงักค้างไป เมื่อเห็นว่าคนด้านในเป็นใครบ้าง
“ดูสิใครเข้ามาในห้องเรากัน…” น้ำเสียงเย้ยหยันพูดกับคนตัวเล็กด้วยความดูถูกแววตาแฝงความสะใจเอาไว้
“ฉันจะให้พนักงานคนอื่นเข้ามาดูแลพวกคุณลูกค้านะคะ”
“เธออยู่นี่แหละ ทำหน้าที่ของเธอซะ!!”