2 ปีที่แล้ว
ร่างบางในชุดนักศึกษาวิ่งเข้ามาภายในตึกของโรงพยาบาลแล้วรีบตรงไปยังลิฟต์ด้วยความคุ้นเคยเส้นทาง ตากลมมองตัวเลขชั้นของลิฟต์ด้วยใจที่จดจ่อ
ติ๊ง
แล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกเธอก็รีบวิ่งไปออกมาแล้วตรงไปยังห้องผ่าตัดทันที
“หมอ” ทันทีที่มาถึงหน้าห้องเธอก็เอ่ยทักบุรุษในชุดกาวน์ที่ยืนอยู่หน้าห้องแล้วมองเขาอย่างมีความหวัง
ซึ่งหมอหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรนอกจากยื่นมาเอกสารให้เธอเพียงเท่านั้น
รรัน หรือ รรันตา วงศ์สวัสดิ์ไพบูลย์ รับเอกสารมาอ่านด้วยใจที่เต้นแรง
“ตะ ต้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้เลยเหรอคะ” หลังจากที่อ่านเอกสารในมือแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นถามหมอเสียงสั่น
“ใช่ แต่ต้องไปรับการอนุญาตจากทางญาติก่อนถึงจะผ่าตัดได้” อิษณา หมอประจำตัวของเจ้าสัวเจริญชัย วงศ์สวัสดิ์ไพบูลย์ คุณปู่ของรรันตอบกลับมาแล้วมองหน้าหลานสาวของคนไข้อย่างลำบากใจ
“ฉันเซ็นเองได้ไหมคะ” เธอถามขึ้นอย่างเร่งรีบ เพราะกลัวว่าถ้าช้าไปกว่านี้ คุณปู่ของเธอจะเป็นอันตราย แต่คนที่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมเรื่องการรักษาคุณปู่ไม่ใช่เธอนี่สิปัญหา
“การผ่าตัดครั้งนี้ไม่ได้ถึงขั้นวิกฤติ ต้องรอญาติโดยชอบธรรมมาแสดงตัวนะครับ ผมแจ้งทางคุณรพีภัทร์ไปแล้วครับ อีกเดี๋ยวคงมา” หมอหนุ่มส่ายหน้าแล้วบอกถึงคนที่สามารถเซ็นอนุญาตการผ่าตัดครั้งนี้ของเจ้าสัวเจริญชัย
ซึ่งคำตอบทำให้รรันนิ่งไปทันที ตากลมมีน้ำตาเอ่อคลออยู่อย่างน่าสงสาร
“รรัน” เสียงเรียกพร้อมกับร่างของจันทร์เจ้าและวาเลน เพื่อนรักของรรันวิ่งเข้ามาหาเพื่อนอย่างเร่งรีบ เพราะตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัย ทันทีที่เพื่อนของพวกเธอกดรับสายโทรศัพท์ก็รีบเร่งมาที่โรงพยาบาลทันที จนพวกเธอเป็นห่วงแล้วรีบตามมาติดๆ
“มะ มึง” รรันหันไปมองหน้าเพื่อนพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา
“พี่อิษ” จันทร์เจ้าหันไปมองแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งก็คือหมอประจำตัวเจ้าสัวอย่างตั้งคำถาม
“คุณปู่ต้องผ่าตัดด่วน รอญาติมาเซ็นยินยอม” อิษณาตอบกลับแฟนสาวไป
“ไปนั่งก่อน” วาเลนพูดแล้วพยุงร่างของรรันเดินไปที่เก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด
พอนั่งลงแล้วรรันก็นิ่งเงียบ ตากลมมองไปที่ทางเดินอย่างรอคอย
แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีคนมา เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกไปยังเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้
สายโทรออก
092xxxxxxx
ตู้ด ตู้ด
“เมื่อไหร่จะมา” ทันทีที่มีคนกดรับแล้วเธอก็พูดขึ้นเสียงนิ่ง
‘กำลังขึ้นไป’
ติ๊ด
พอปลายสายตอบกลับมาแล้วเธอก็กดวางสายทันทีเพราะไม่ได้คุ้นเคยหรือคุยกับปลายสายบ่อยนัก
“กำลังขึ้นมาค่ะ” รรันหันไปพูดกับหมอที่ยืนรออยู่
รอไม่นานก็มีหลายคนเดินมา ซึ่งก็เป็นคนที่รรันค่อนข้างคุ้นเคย แต่ไม่ได้สนิท
รพีภัทร์ วงศ์สวัสดิ์ไพบูลย์ ลูกชายของท่านเจ้าสัว
ฤดีนาถ ศรีสวัสดิ์ ภรรยาของรพีภัทร์
ลลินิน วงศ์สวัสดิ์ไพบูลย์ ลูกสาวคนโตของรพีภัทร์
“สวัสดีครับคุณหมอ” พอทั้งสามคนเดินมาถึง รพีภัทร์ ลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวเจริญชัยเอ่ยทักหมออิษณาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ซึ่งไม่เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้เลยสักนิด
“ครับ ทางพยาบาลคงแจ้งทางคุณรพีภัทร์ไปแล้ว นี่เป็นเอกสารการผ่าตัดครับ” หมออิษณาตอบกลับแล้วยื่นเอกสารผ่าตัดของเจ้าสัวให้กับลูกชายของท่าน
“ต้องผ่าตัดด่วนเลยเหรอครับ” เมื่ออ่านเอกสารในมือแล้วท่าทางของเขากลับไม่ทุกข์ร้อนกับอาการป่วยของพ่อตัวเองเลยสักนิด เขาเงยหน้าขึ้นถามหมอด้วยท่าทีใจเย็น
“ใช่ครับ เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” หมออิษณาตอบกลับแล้วมองญาติคนไข้อย่างกดดัน เพราะการผ่าตัดได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อคนไข้
“คุณคะ” แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้พูดอะไรต่อ ฤดีนาถก็พูดขึ้นแล้วปรายตามองลูกเลี้ยงอย่างรรัน
“อื้ม ไปคุยกันหน่อยสิ” พอมองตามสายตาของภรรยาคู่ใจ พ่อของรรันก็พยักหน้ารับแล้วพูดกับลูกสาวเสียงนิ่ง
[Past Rarun]
“ทำไมไม่เซ็นก่อน” ฉันขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างไม่พอใจที่เขาไม่รีบเซ็นเอกสารยินยอม
“ฉันเรื่องจะคุยกับแกก่อนแล้วค่อยจะเซ็น ขอคุยส่วนตัว” พ่อที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อตอบกลับมาด้วยใบหน้านิ่งๆ ไม่ได้มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย ทั้งๆ ที่คุณปู่ที่เป็นพ่อของเขากำลังนอนรอการรักษาอยู่ในห้องผ่าตัด
“นะ นี่” ฉันถึงกับพูดไม่ออกเลยจริงๆ
“คุณอาก็ควรเซ็นก่อนนะคะ นี่คือชีวิตของคุณปู่เลยนะคะ” เป็นจันทร์เจ้าที่พูดอย่างไม่พอใจเช่นกัน
“นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะจ๊ะ คนนอกไม่ควรจะสอด” แต่ภรรยาของพ่อก็พูดขึ้นแล้วมองเพื่อนฉันอย่างไม่พอใจ
“ไม่เป็นไรเจ้า เชิญ” ฉันยกมือห้ามเพื่อนตัวเองที่กำลังจะพูดขึ้น จากนั้นก็เดินนำพวกเขาไปยังลิฟต์เพื่อที่จะพาพวกเขาไปคุยที่ห้องประจำของปู่
สวัสดี ฉันรรัน รรันตา วงศ์สวัสดิ์ไพบูลย์ เป็นหลานสาวของปู่เจริญชัย วงศ์สวัสดิ์ไพบูลย์ ปู่ที่เป็นครอบครัวหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต เพราะทุกคนคงจะเดาออกนะว่าครอบครัวของฉันเป็นยังไง
พ่อกับแม่ของฉันแต่งงานกันเพราะความเหมาะสม ไม่ได้มีความรักให้กัน และก่อนที่พ่อจะแต่งงานกับแม่ เขาก็มีภรรยาและลูกนอกสมรสอยู่แล้ว แต่แม่ฉันไม่รู้ จนแต่งงานแล้วมีฉัน
พอคุณย่าที่ไม่ชอบภรรยาคนแรกของพ่อเสีย พ่อก็เอาภรรยาและลูกนอกสมรสเข้ามาอยู่ในบ้าน ท่ามกลางความไม่พอใจของปู่ จนปู่พาฉันและแม่ไปอยู่ที่บ้านสวน แล้วตอนฉันอายุ 8 ปี แม่ก็จากฉันไปด้วยสภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้ชีวิตฉันเหลือแต่ปู่ที่เป็นที่พึ่ง และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ พอแม่เสีย ปู่ก็พาฉันกลับมาอยู่ที่บ้าน ไล่เมียรักของพ่อไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กและไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนั้นใช้นามสกุล ไม่ยอมแม้กระทั่งให้พ่อจดทะเบียนสมรสใหม่ ส่วนลินิน พี่สาวต่างแม่ของฉัน ปู่ไม่ได้ใจร้ายกับเธอนักหรอก ถึงจะไม่ได้รัก แต่ก็ยอมให้ใช้นามสกุลของท่าน
คุณปู่ของฉันป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะที่ 3 ต้องเข้ารับการรักษาตั้งแต่ฉันเรียน ม.6 และล่าสุดคือปีที่แล้วปู่ตรวจพบโรคหัวใจและก็กินยารักษามาโดยตลอดพร้อมกับบำบัดเคมีเกี่ยวกับมะเร็งด้วย แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้ปู่มีอาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับโรคหัวใจ จนต้องเร่งรีบผ่าตัดรักษา แต่ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา ปู่จะเป็นคนเซ็นยินยอมเองทุกครั้ง มีแค่ครั้งนี้แหละที่เกิดเรื่องแล้วทำให้คนพวกนี้ไม่รู้คิดจะทำอะไร
“รีบพูด รีบเซ็น” เมื่อเดินเข้ามาในห้องพักแล้วฉันก็พูดขึ้นเสียงนิ่ง แต่ไม่ได้หันไปมองพวกเขา
“แกรู้ใช่ไหมว่าตอนนี้ชีวิตปู่แกอยู่ในมือฉัน” พ่อพูดขึ้นเสียงนิ่ง
“ต้องการอะไร” นั่นทำให้ฉันตวัดสายตาไปมองพวกเขาอย่างไม่พอใจ นี่จะเล่นตลกอะไรกับฉันอีกกัน
แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรฉัน นอกจากลินินที่ยื่นเอกสารบางอย่างมาให้ฉัน
“หึ ที่มาช้าเพราะมัวแต่ไปเตรียมเอกสารบ้าๆ นี่มาเหรอ” ฉันรับมาอ่านแล้วเค้นหัวเราะอย่างสมเพช
“คุณยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่า” ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนที่เป็นพ่อตัวเองอย่างหมดศรัทธา ไม่สิ ฉันไม่เคยศรัทธาในตัวเขาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เคยทำหน้าที่พ่อเลย แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะทำได้ถึงขนาดนี้
“อย่าพูดมาก แกจะเอายังไง” พ่อหลบสายตาฉันแล้วพูดขึ้นนิ่งๆ
“ถ้าฉันไม่เซ็น” ฉันถามหยั่งเชิง
“ฉันก็ไม่เซ็น” และคำตอบของเขาทำให้เข่าฉันแทบทรุด นะ นี่
“นี่พ่อคุณนะ คุณปู่เป็นพ่อของคุณนะ” ฉันพูดขึ้นอย่างเหลืออด
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแก” แต่เขาก็โยนเผือกร้อนมาให้ฉันเป็นคนรับ
“หึหึ” ฉันหัวเราะออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม สงสัยใช่ไหมว่าเอกสารที่เขาให้ฉันคือเอกสารอะไร มันคือเอกสารสละสิทธิ์การรับมรดกของปู่ เอกสารที่จะทำให้ฉันไม่ได้รับอะไรเลยหลังจากที่เปิดพินัยกรรม หึ พินัยกรรมปู่พึ่งจะทำเมื่อเดือนที่แล้ว และพวกเขาคงรู้ว่าปู่มอบอะไรให้ฉันบ้าง หรือไม่ก็คงเดาว่าฉันได้มรดกเยอะ จึงวิ่งเต้นขนาดนี้ แต่ที่ฉันไม่รู้คือเหตุการณ์ที่ทำให้โรคหัวใจของปู่กำเริบครั้งนี้มันเกี่ยวกับพวกเขาหรือเปล่าก็เท่านั้น แต่ตอนนี้ฉันทำอะไรได้บ้างล่ะ เพราะพวกเขาเอาจุดอ่อนมาขู่แบบนี้
“ไม่อย่ามัวแต่โอ้เอ้รรัน” พอเห็นฉันนิ่งเงียบ เขาก็เร่งรัดฉัน
“คุณมันไม่ใช่คน” ฉันพูดแล้วจ้องหน้าเขาอย่างเคียดแค้น พอกันที ต่อไปนี้เขาไม่ใช่พ่อฉันอีกแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงฉันจะไม่ได้เคารพ แต่ก็ให้เกียรติเขามาโดยตลอด แต่ครั้งนี้มันเกินไปจริงๆ เขาไม่สนลูกอย่างฉัน ฉันไม่ว่า แต่นี่คุณปู่คือพ่อของเขานะ
“ฉันแค่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น” แล้วคำตอบที่แสนจะเห็นแก่ตัวที่เขาตอบกลับมาทำให้ฉันยิ่งรู้สึกสมเพชเขา
“โดยการเอาชีวิตพ่อตัวเองมาขู่เอาสมบัติบ้าๆ พวกนี้นะเหรอ”
“ทุกอย่างมันควรเป็นของฉัน” แล้วเขาก็ตะโกนใส่หน้าฉันเสียงดัง
ฉันหัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วเดินไปเซ็นเอกสารให้เขา จากนั้นก็เดินไปหาพวกเขาแล้วปาเอกสารใส่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อตัวเอง
พรึบ
“รรัน!!” แม่ลูกคู่นั้นที่มองอยู่เรียกชื่อฉันอย่างไม่พอใจ
แต่แล้วยังไงล่ะ เห็บหมัดพวกนี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก
“เซ็น” ฉันยื่นเอกสารแล้วจ้องหน้าผู้ชายตรงหน้าอย่างกดดัน
“ถ้าแกบอกเรื่องนี้กับปู่แก คงจะรู้นะว่าฉันทำอะไรได้บ้าง ปู่แกน่ะ ไม่ควรมีเรื่องให้กระทบจิตใจอีกนะ” ซึ่งเขาก็รับเอกสารยินยอมการรักษาไปเซ็นแต่โดยดี แต่พอยื่นเอกสารมาคืนให้ฉัน เขาก็ไม่วายพูดประโยคเห็นแก่ตัวออกมาอีก
ฉันรับเอกสารมาถือไว้แล้วเดินออกมาจากห้องนั้นทันที
พอก้าวขาออกมาจากห้องนั้นน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มฉันอีกครั้ง มันจุกจนพูดไม่ออกกับการกระทำอันน่าละอายของคนที่เป็นพ่อ
ฉันปาดน้ำตาออกแล้วรีบขึ้นไปยื่นเอกสารให้หมอเพื่อที่ปู่จะได้รักษาเร็วๆ
“รัน เป็นอะไรรึเปล่า” พอเดินมาถึงหน้าห้องผ่าตัด จันทร์เจ้าและวาเลนก็เดินมาหาฉันด้วยท่าทีเป็นห่วง นอกจากปู่แล้วฉันก็มีเพื่อนอย่างพวกมันนี่แหละที่อยู่ข้างๆ มาโดยตลอด
“เปล่าหรอก นี่ค่ะหมอ” ฉันยิ้มให้พวกมันเล็กน้อยแล้วยื่นเอกสารให้พี่หมออิษ
“ไม่ต้องห่วงนะ” หมออิษรับเอกสารไปอ่านแล้วก็รีบวิ่งไปที่ทางเคาน์เตอร์ จากนั้นทีมหมอผ่าตัดก็มาที่ห้องผ่าตัด พอหมอเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้วฉันก็นั่งลงที่เก้าอี้อย่างหมดแรง
ภาวนาให้ปู่ปลอดภัย เพราะตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ฉันเทหมดหน้าตักกับการผ่าตัดในครั้งนี้ สมบัติพวกนั้นฉันไม่มีก็ได้ แต่ฉันขาดปู่ไปไม่ได้จริงๆ
“เฮียโฟน เฮียดาร์ค สวัสดีค่ะ” เสียงวาเลนที่พูดขึ้นทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเป็นพี่ๆ ในคณะที่มากัน เฮียโฟน พี่ดาร์ค ค่อนข้างจะสนิทกับวาเลน ทำให้พวกฉันรู้จักไปด้วย ฉันยกมือขึ้นไหว้พี่ทั้งสองแต่ไม่ได้พูดอะไร
“อื้ม” เฮียโฟนพยักหน้ารับแล้วมองฉันอย่างให้กำลังใจ ส่วนพี่ดาร์คก็ทำหน้านิ่งแล้วมองฉันด้วยสายตาที่ฉันก็คาดเดาไม่ออกเหมือนกันว่าเขาคิดยังไง
แล้วพอฉันปรายตามองไปด้านหลังของพวกพี่เขาแล้วหน้าฉันก็ตึงทันที
“กลับไป” ฉันลุกขึ้นแล้วพูดเสียงนิ่ง
“รัน ใจเย็น” วาเลนรีบดึงฉันไว้แล้วลูบแขนฉันให้ใจเย็น
“ฉันจะรอฟังข่าวที่นี่” คุณรพีภัทร์พูดขึ้นนิ่งๆ
หึ ยังมีหน้ามาอยู่ตรงนี้อีกงั้นเหรอ
“คุณไม่ละอายใจกับการกระทำของตัวเองเลยเหรอ ไปให้พ้นหน้าฉันจะดีกว่านะ” ฉันเค้นหัวเราะแล้วพูดขึ้นอย่างเหลืออด
“นี่คุณพ่อนะรรัน พูดกับพ่อดีๆ สิ” เป็นลูกสาวที่แสนดีของเขาอย่างลินินที่พูดขึ้นเสียงหวาน
“พ่อที่ไม่เคยมีความเป็นพ่อ แถมยังไม่ใช่ลูกที่ดี ฉันไม่ได้เคารพสักนิด” แต่ขอโทษนะ ฉันไม่อินกับพ่อที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เลย
“รรันตา!!!” พอได้ยินฉันพูดอย่างไม่ให้เกียรติต่อหน้าทุกคนเขาก็ตะโกนขึ้นมาทันที
“ออกไป!!!” แต่ฉันไม่สนหรอก ฉันตะโกนไล่เขาเสียงดังไม่แพ้กัน
“ใจเย็นๆ” จันทร์เจ้ามายืนข้างฉันแล้วมองฉันอย่างเป็นห่วง
“กรุณาอย่าส่งเสียงดังนะคะ” พยาบาลรีบวิ่งมาเตือนทันทีเพราะเสียงของฉันและเขาไม่ได้เบาเลยสักนิด
“กลับกันก่อนเถอะค่ะคุณ” พ่อแม่ลูกพวกนั้นก็หน้าบางขึ้นมาทันที พวกเขาพากันเดินกลับไปอย่างท่าทีไม่พอใจ
ฉันมองตามหลังพวกเขาไปจนพ้นสายตาแล้วก็ทรุดนั่งลงอย่างหมดแรง
“ฮึก”
โรคอาจจะไม่แม่นนะคะ ไม่รู้อะไรเลย
แต่อยากจะสื่อถึงเรื่องนี้ อย่าว่าน้องโง่นะคะ เพราะมีชีวิตปู่เป็นเดิมพัน ส่วนเรื่องการยินยอมผ่าตัด เท่าที่อ่านมา ผู้ป่วยไม่ถึงขั้นวิกฤติเสียชีวิตทันที ต้องญาติมาเซ็นก่อน แต่เราเขียนให้รรันเซ็นไม่ได้นะคะ อย่าด่ากันเด้อ