ยินดีต้อนรับสู่...ลานเกียร์

1376 Words
ทันทีที่เท้าของ 'นิตา' เหยียบลงบนลานเกียร์ผืนกว้างที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เฟืองยักษ์ เธอก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดช็อปสีเลือดหมูและสีกรมท่าที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ เสียงตะโกนก้องกังวานที่เรียกกันว่า 'เสียงว้าก' ดังระงมจนนกที่เกาะอยู่บนต้นจามจุรีบินหนีไปคนละทิศละทาง "ปีหนึ่ง! รวมแถว! ช้ากว่านี้ไปวิ่งรอบลานเกียร์สิบรอบ!" เสียงกัมปนาทนั้นทำเอาเฟรชชี่หน้าใสหลายคนสะดุ้งสุดตัว นิตารีบวิ่งเข้าไปต่อแถวกับเพื่อนใหม่ที่ยืนหน้าซีดกันเป็นแถว หัวใจของเธอเต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นที่ปนเปไปกับความกดดัน "ผมชื่อ 'พี่ถัง' เป็นเฮดว้ากของโยธาปีนี้!" ชายหนุ่มร่างยักษ์ที่มีรอยสักรูปเฟืองที่ต้นคอเดินมาหยุดตรงหน้านิตา สายตาของเขาจ้องเขม็งราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงตับไตไส้พุง "คุณชื่ออะไร! ตะโกนบอกผมมา!" "นิตาค่ะ! รหัสนิสิต 0XX โยธาปีหนึ่งค่ะ!" นิตาตะโกนสุดเสียงจนหน้าดำหน้าแดง "เสียงเบาเหมือนยุงกัด! เป็นวิศวะโยธาต้องแบกปูน แบกเหล็ก ถ้าแค่อ้าปากพูดแล้วไม่มีใครได้ยิน ก็ลาออกไปเรียนคหกรรมไป๊!" นิตาเม้มริมฝีปากแน่น มือที่กำสายเป้สั่นระริก 'นี่มันยุคไหนแล้วยังมาว้ากกันแบบนี้อีก' เธอคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะรู้ดีว่ากฎเหล็กของที่นี่คือ 'ระเบียบวินัย' และ 'ความอดทน' กิจกรรมรับน้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจากการแนะนำตัวไปสู่การ 'ธำรงวินัย' นิตาและเพื่อนๆ ต้องลุกนั่งสลับกับการหมอบราบไปกับพื้นปูนที่ร้อนระอุด้วยแดดเมืองไทยตอนสิบโมงเช้า เหงื่อเม็ดโตไหลซึมตามไรผมหยดลงบนพื้นปูนจนเปียกเป็นวง "โยธาเราไม่เน้นสบาย! ใครทนไม่ได้ลุกออกไป!" พี่ถังยังคงแผดเสียง ในจังหวะที่นิตากำลังจะยันตัวขึ้นจากการหมอบครั้งที่ห้าสิบ สายตาของเธอก็พลันไปเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยเดินผ่านหน้าลานเกียร์ไปพอดี 'เกื้อหนุน' ในชุดนิสิตบัญชีที่ดูสะอาดสะอ้านเกินเบอร์ เขากำลังเดินคุยอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ในมือถือแฟ้มเอกสารดูเป็นงานเป็นการ เขามองมาที่ลานเกียร์... และสายตาของเราประสานกันพอดี นิตารู้สึกเสียหน้าอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่อยากให้เขาเห็นสภาพที่เธอกำลังคลุกฝุ่น หน้าม้าแตกกระจาย และเหงื่อไหลไคลย้อยแบบนี้ เธอรีบก้มหน้าลงติดพื้นปูน หวังว่าเขาจะเดินผ่านไปเร็วๆ แต่คนอย่างเกื้อหนุน... มีหรือจะพลาด เขายืนนิ่งอยู่ตรงฟุตบาทข้างลานเกียร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดอะไรบางอย่างกับเพื่อน แล้วเดินตรงมาทางกลุ่มพี่ว้ากวิศวะ! "เฮ้ย! นั่นใครวะ? พวกบัญชีมาทำอะไรแถวนี้" รุ่นพี่วิศวะคนหนึ่งตะโกนถาม เกื้อหนุนหยุดยืนห่างจากพี่ถังเพียงไม่กี่ก้าว ท่าทางนิ่งสงบของเขาขัดกับบรรยากาศดุดันรอบตัวอย่างรุนแรงเขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วพูดเสียงเรียบ "ขอโทษนะครับ นี่เวลา 10.30 น. ตามตารางกิจกรรมที่ยื่นขอสโมสรนิสิตไว้ พวกคุณต้องปล่อยให้น้องไปพักกินน้ำและเข้าห้องน้ำ 15 นาทีไม่ใช่เหรอครับ?" พี่ถังขมวดคิ้ว "มันเรื่องของคณะเรา พวกบัญชีอย่ามายุ่ง" "ไม่ใช่เรื่องของคณะครับ แต่มันคือเรื่องของ 'ระเบียบ' ที่พวกคุณเซ็นรับรองไว้กับฝ่ายกิจการนิสิต" เกื้อหนุนขยับแว่นสายตาเล็กน้อย "ผมในฐานะกรรมการสโมสรนิสิต มีหน้าที่ตรวจสอบว่าทุกกิจกรรมดำเนินไปตามที่ตกลงไว้ หรือต้องให้ผมโทรเรียกอาจารย์ที่ปรึกษามาดูสภาพ 'การทารุณกรรม' กลางแดดนี่ดีครับ?" บรรยากาศเงียบกริบลงทันที พี่ถังมองหน้าเกื้อหนุนอย่างเคืองๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเกื้อหนุนพูดเรื่องจริงและมีตำแหน่งค้ำคออยู่ "เออ! พัก 15 นาที! ปีหนึ่งไปกินน้ำ!" พี่ถังตะโกนสั่งอย่างเสียไม่ได้ นิตารีบลุกขึ้นยืนพยายามปัดฝุ่นออกจากกระโปรงพลีท เธอเดินเลี่ยงออกไปทางแท็งก์น้ำหลังตึก แต่เกื้อหนุนก็เดินตามมาทัน "สภาพดูไม่ได้เลยนะคุณ" เขาพูดพร้อมยื่นขวดน้ำแร่แช่เย็นเจี๊ยบที่ถือติดมือมาให้ "ใครใช้ให้พี่เข้ามาวุ่นวายเนี่ย! หนูทนได้น่า พี่ทำแบบนี้พวกพี่ว้ากจะเขม่นหนูเอาได้นะ" นิตารับขวดน้ำมาแนบแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง "ทนได้? เมื่อกี้ผมเห็นคุณหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม" เกื้อหนุนมองสำรวจใบหน้าเล็กที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะแดด "อีกอย่าง ผมไม่ได้ช่วยคุณคนเดียว ผมช่วยเพื่อนคุณอีกร้อยกว่าคนด้วย อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย" "ปากเสีย!" นิตาเปิดขวดน้ำดื่มรวดเดียวเกือบครึ่งขวด "แต่ก็... ขอบใจนะ (ครั้งที่สาม) " "เปลี่ยนจากขอบใจ เป็นการดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้เถอะครับ" เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่พับไว้อย่างดีส่งให้เธอ "เช็ดหน้าซะ มอมแมมอย่างกับแมวตกถังขยะ" นิตามองผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแล้วสลับมองมือตัวเองที่เปื้อนฝุ่น "ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวผ้าพี่เลอะ" "เลอะก็ซักครับ ไม่ได้มีไว้โชว์" เขาคว้ามือเธอมาแล้วแปะผ้าเช็ดหน้าลงบนฝ่ามือ "ตอนเที่ยงรออยู่ที่ซุ้มน้ำนะ ผมจะเอาข้าวกล่องมาให้ ป้าอัญสั่งไว้ว่าต้องให้คุณกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ใช่กินแต่มาม่าเหมือนตอนอยู่บ้าน" "ไม่ต้อง! หนูจะกินกับเพื่อน!" "จะกินกับเพื่อนหรือจะกินในห้องพยาบาล เลือกเอาครับ" เกื้อหนุนพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้นิตายืนถือผ้าเช็ดหน้าค้างอยู่แบบนั้น ช่วงบ่าย กิจกรรมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น รุ่นพี่เริ่มให้น้องๆ จับกลุ่มทำฐานวิศวกรรม นิตาต้องแบกท่อ PVC ยาวสามเมตรวิ่งไปมาร่วมกับเพื่อนร่วมทีม ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินแรงกาย แต่คำพูดดูถูกของเกื้อหนุนที่ว่าเธอจะ 'ซ่อมตั้งแต่เทอมแรก' กลับกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี "ยัยเด็กวิศวะสู้ตาย!" เธอตะโกนเรียกพลังให้ตัวเอง จนกระทั่งจบกิจกรรมตอนหกโมงเย็น นิตาแทบจะคลานออกจากคณะ สภาพของเธอบอกเลยว่า 'เละ' ยิ่งกว่าตอนเช้าหลายเท่า เสื้อนิสิตมีรอยนิ้วมือเปื้อนโคลน กระโปรงยับยู่ยี่ และที่สำคัญ... รองเท้าผ้าใบสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ที่หน้าคณะ รถเก๋งสีขาวจอดรออยู่แล้ว "ขึ้นรถครับ" เกื้อหนุนพูดสั้นๆ เมื่อเห็นสภาพของเธอ คราวนี้นิตาไม่มีแรงจะเถียง เธอเปิดประตูเข้าไปนั่งอย่างหมดสภาพ กลิ่นเหงื่อและกลิ่นฝุ่นลอยคลุ้งในรถแอร์เย็นฉ่ำของเกื้อหนุนจนเธอรู้สึกผิด "ขอโทษนะพี่เกื้อ รถพี่เหม็นหมดเลย" เกื้อหนุนไม่ได้ว่าอะไร เขาเอื้อมไปหยิบถุงกระดาษจากเบาะหลังยื่นให้เธอ "ในนั้นมีเสื้อยืดสะอาดกับทิชชูเปียก เช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อซะ เดี๋ยวเป็นหวัด" นิตามองของในถุงแล้วความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้ามาในอก มันคือความรู้สึกอุ่นๆ ที่มากกว่าแดดตอนเที่ยงเสียอีก "พี่นี่... เตรียมพร้อมจังเลยนะ" "ผมบอกแล้วไง บัญชีต้องมีการวางแผนรองรับความเสี่ยงทุกรูปแบบ" เขาออกรถอย่างช้าๆ "และดูเหมือน 'ความเสี่ยง' ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตผมตอนนี้... ก็คือนิตานี่แหละ" นิตาไม่ตอบ แต่แอบอมยิ้มอยู่เงียบๆ ในมุมมืดของรถ โดยที่เกื้อหนุนเองก็ไม่ได้สังเกตว่ามือที่จับพวงมาลัยของเขานั้น... กำลังเกร็งเพราะความประหม่าที่เห็นสาวจอมซ่าข้างๆ อยู่ในโหมดอ่อนแรงแบบนี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD