EP 1 | ป๊ะกั๋น

1621 Words
@คณะศิลปศาสตร์ ‘พลิ้ว~ บานาน่า~~ พลิ้วพลิ้ว~ บานาน่า~~’ เสียงร้องเพลงสันทนาการสำหรับกิจกรรมรับน้องดังไปทั่วทั้งลานกิจกรรมใต้ตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอ็มยูที เหล่านิสิตนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องเฟรชชี่กำลังเต้นกันอย่างสนุกสนานหลังจากผ่านการร่วมกิจกรรมกันมาเกือบทั้งวัน เฟรชชี่ที่เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องใหม่ทุกคนจะต้องสวมเสื้อยืดสีดำและกางเกงวอร์มขายาวสำหรับถอดทิ้งได้ รุ่นพี่ย้ำนักย้ำหนาว่าถอดทิ้งไม่ใช่ถอดซักเพราะกิจกรรมในครั้งนี้อาจจะทำให้เสื้อสกปรกเลอะเทอะจนผลิตภัณฑ์ซักผ้าทุกยี่ห้อก็เอาไม่อยู่ แครอท ภริตา กิจกุลหรือชื่อเล่นพยางค์เดียวที่เธอแนะนำให้เพื่อนใหม่เรียกว่าแคร์กำลังเต้นอย่างสนุกสนานอยู่ในชุดที่ไม่สามารถบ่งบอกสีได้อย่างชัดเจนเพราะเธอผ่านกิจกรรมช่วงเช้ามาอย่างสมบุกสมบัน ผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตยาวประมาณขอบชั้นในถูกรุ่นพี่จับมัดเป็นสามจุกคือช่อซ้าย ช่อขวาและช่อตรงกลางยังถูกติดด้วยกิ๊บรูปแครอทขนาดใหญ่ซึ่งเป็นกิ๊บที่เธอพกติดกระเป๋ามาด้วย ใบหน้าขาวใสที่ไม่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ณ ตอนนี้ถูกวาดหนวดแมวสีแดงที่แก้มทั้งสองข้าง มีจุดสีดำวงใหญ่ตรงกลางหน้าผากซึ่งรุ่นพี่บอกไว้ว่าคือไฝเสน่ห์ แถมยังโดนวาดวงกลมสีดำที่ขอบตาทั้งสองข้างราวกับหมีแพนด้าบวกกับแครอทเป็นคนสายตาสั้นมาก แว่นตาหนาเตอะที่เธอสวมอยู่ตลอดเวลายิ่งทำให้เธอดูเหมือนคนสวมแว่นตาสองชั้น ปลายจมูกโด่งรั้นแต้มจุดสีแดงเล็กๆ และริมฝีปากอวบอิ่มถูกฉาบด้วยลิปสติกสีแดงสดซึ่งเลยขอบปากจนเกือบถึงแก้ม รวมๆ สีสันที่อยู่บนใบหน้าสวยตอนนี้สรุปได้ว่าเธอไม่ควรเดินไปไหนคนเดียวในตอนกลางคืน “แคร์มันๆ กว่านี้หน่อยดิวะ” ลูกฟูกเพื่อนใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จักกันที่โต๊ะลงทะเบียนในช่วงเช้าและเธอก็บังเอิญเรียนสาขาการโรงแรมเหมือนกันหันมาพูดกับคนตัวเล็กพลางเต้นร่อนเอวเป็นตัวอย่างความมันที่เธอกำลังพูดถึง ลูกฟูกคือหญิงสาวที่มีหน้าตาตรงข้ามกับนิสัยอย่างลิบลับ ใบหน้าสวยเก๋ราวกับนางแบบแต่กลับมีนิสัยที่ห้าวหาญเกินผู้ชายบางคน เป็นคนพูดตรงๆ ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแกหรือเอาเปรียบ “นี่ก็ปวดเอวไปหมดแล้วแก” “พลิ้วพลิ้วน่ะ รู้จักมั้ยคะ พลิ้วแบบนี้ค่ะ” ข้าวตูเก้งสาววัยใสซึ่งเป็นเพื่อนใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จักเช่นกัน โดยชื่อเล่นเดิมของเขาคือ ‘ตู๋’ แต่เขามีความรู้สึกว่ามันแมนเกินไปแถมช่วงหลังๆ ก็มีคนทักว่าอัปมงคลจึงขอใช้โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยเปลี่ยนชื่อเล่นใหม่เสียเลย ข้าวตูเป็นเก้งที่ตัวเล็กผอมบาง ผิวขาวออร่าไม่ต่างไปจากเพื่อนสาวทั้งสองคนเพราะเธอเทคฮอร์โมนฯมาตั้งแต่อายุสิบสี่จึงทำให้ผิวพรรณดูดีไม่มีหนวดหรือปัญหาเสียงใหญ่มาให้กวนใจ “พลิ้วยังไงอ่ะ แบบนี้เหรอ” แครอทถามพร้อมกับพยายามขยับเอวตามข้าวตูซึ่งกำลังทำให้ดูเป็นตัวอย่างแต่สิ่งที่คนภายนอกมองมากลับเห็นพ้องต้องกันในใจว่าสภาพของเธอเหมือนป้ารำไทเก็กมากกว่า “พอๆๆ ขอร้องอุจาดตามาก” ลูกฟูกรีบเอ่ยห้ามเพราะทนมองไม่ไหว ส่วนข้าวตูได้แต่ยืนหัวเราะกับท่าทางของเพื่อนสาวจนท้องแข็ง อาจจะเป็นเพราะแครอทมีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าเซนติเมตรจึงทำให้เธอตัวเล็กกว่าเพื่อนอย่างลูกฟูกที่สูงหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดและข้าวตู่เก้งคนเดียวในกลุ่มที่สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร บวกกับความขี้อาย ดูซื่อๆ ไม่มีพิษไม่มีภัยของเธอทำให้ลูกฟูกและข้าวตูรู้สึกเอ็นดูตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ทั้งคู่จึงชวนเธอมานั่งด้วยกันและจับกลุ่มเป็นเพื่อนกัน “ฮิ้ววววววว~” เสียงโห่ร้องพร้อมเสียงปรบมือดังสนั่นขึ้นอีกครั้งหลังจากจบกิจกรรมเต้นสันทนาการที่รุ่นพี่เตรียมมาให้ “น้องๆ ทุกคนกลับมานั่งเรียงแถวตามสาขาของตัวเองได้เลยค่าาาา” รุ่นพี่สาวประกาศผ่านโทรโข่งที่ถืออยู่พร้อมกับส่งสัญญาณให้รุ่นพี่แต่ละสาขาเข้าไปช่วยดูน้องๆ ของตนเอง การรับน้องครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อการละลายพฤติกรรม สร้างความคุ้นเคยระหว่างนักศึกษาใหม่ด้วยกันและรุ่นพี่ในคณะฯซึ่งเป็นการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ทางคณบดีของคณะฯจึงอนุญาตให้จัดขึ้นได้ “เหนื่อยกันมั้ยค่าาาา~” “ไม่เหนื่อยยย~” “น้องๆ กินอะไรกันเข้าไปวะ พี่แมร่งโคตรเหนื่อยเลย” รุ่นพี่สาวพูดพลางทำท่าทางหอบหายใจเรียกเสียงหัวเราะจากนักศึกษาใหม่ขึ้นมาได้เพราะทุกคนรู้ดีว่าตัวเองเหนื่อยมากแค่ไหนแต่ไม่มีใครกล้าตอบความจริงกลับไปน่ะสิ “ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้วเนาะ ก่อนจะเลิกกิจกรรมวันนี้พี่มีรุ่นพี่ดาวเดือนของคณะฯเรามาแนะนำให้รู้จักด้วยค่าาา” แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับรุ่นพี่นักศึกษาชายหญิงสองคนเดินออกไปยืนอยู่ข้างหน้าลานกิจกรรม “อุ้ย!น่ากินเวอร์” ข้าวตูโน้มตัวลงมากระซิบกับกลุ่มเพื่อนสาวทันทีเมื่อเห็นเดือนคณะฯเดินมายืนอยู่ข้างหน้าเรียบร้อย “สวัสดีครับ พี่ชื่อพี่เปานะครับเรียนอยู่ปีสามสาขาภาษาจีนเพื่อการสื่อสารเป็นเดือนคณะฯครับ” ฮิ้ววววววว~ เสียงโห่ที่คาดว่าเป็นเสียงต้อนรับด้วยความปลื้มปริ่มจากสาวๆ ในคณะฯดังขึ้นทันทีที่เปาแนะนำตัวจบ “ยินดีต้อนรับน้องๆ นักศึกษาใหม่ทุกคนนะครับ ขอให้มีความสุขและสนุกกับการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ครับ” เปาพูดพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกิจกรรมก่อนจะปะทะเข้ากับสาวน้อยที่เขากำลังมองหาและส่งยิ้มหวานมาให้ “แก~ พี่เค้าส่งยิ้มมาฉันด้วยอ่า” ข้าวตูพูดพลางบิดตัวไปมาด้วยความรู้สึกเขินอายจนลูกฟูกต้องยื่นมือไปตรงหน้าก่อนจะดีดนิ้วเรียกสติ เปาะ! “ตื่นค่ะ ฉันว่าเขายิ้มให้ไอ้แคร์มากกว่า” ไม่ใช่แค่ข้าวตูและลูกฟูกที่หันมามองทางแครอทแต่สาวๆ เกือบทั้งคณะฯก็มองมาทางเธอเช่นกัน “เค้าเป็นรุ่นพี่ข้างบ้านอ่ะแก” แครอทรีบตอบกลับไปตามความจริง เปาคือรุ่นพี่ข้างบ้านที่ชลบุรีของเธอจริงๆ ซึ่งเธอและเปาก็สนิทกันพอสมควรเพราะเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ แม้เพื่อนทั้งสองจะหรี่ตามองเธออย่างจับผิดแต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อเสียงโทรโข่งจากข้างหน้าก็ดังขึ้นเสียก่อน “สวัสดีค่ะ พี่ชื่อพี่ลดานะคะเรียนอยู่ปีสามสาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเป็นดาวคณะค่ะ ยินดีต้อนรับน้องๆ เข้าสู่คณะของเรานะคะถ้ามีอะไรอยากให้พี่ช่วยก็บอกพี่ได้เลยน้า” โหหหหหหห~ เสียงของผู้ชายในคณะฯก็ดังขึ้นไม่แพ้กับเสียงสาวๆ เช่นกัน หลังจากการแนะนำตัวดาวเดือนคณะฯผ่านไป รุ่นพี่ก็ทำการนัดแนะวันเวลาสำหรับกิจกรรมต่อไปอีกราวๆ ยี่สิบนาทีก่อนจะปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อน “พวกแกกลับกันยังไง” ลูกฟูกเอ่ยถามเพื่อนทั้งสองในขณะที่ตัวเองยังคงก้มหน้าก้มตาพิมพ์แชทสนทนาในโทรศัพท์ “ฉันจอดรถไว้หน้าอาคารจ้า” ข้าวตูตอบ “แคร์จอดรถไว้ใต้อาคารอ่าาา~” แครอทตอบเสียงหงอยพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ เธอไม่คิดว่ากิจกรรมวันนี้จะเลิกค่ำก็เลยไปจอดรถใต้อาคารแต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินลงไปเอารถคนเดียวนี่สิ ‘บรรยากาศวังเวงชะมัด’ “หล่อนไม่ต้องกลัวผีหรอกจ๊ะ สภาพพวกเราตอนนี้น่ะผีสิที่ต้องกลัว” “เออจริง ฮ่าๆๆๆ” ทั้งสามคนหันมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมาเพราะแต่ละคนก็โดนสีวาดหน้าจนเละเทะ ทรงผมแปลกประหลาดแถมยังเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนยิ่งกว่าออกมาจากสนามรบ เอ่ยร่ำลากันอีกสองสามคำแครอทก็เดินแยกออกมาเพื่อลงไปยังลานจอดรถใต้อาคาร เธอไม่แน่ใจว่าหลอดไฟที่ติดอยู่แค่สองสามดวงนั้นช่วยเพิ่มความสว่างหรือความหลอนกันแน่ “อ๊ะ!” ขาเรียวหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นว่าลานจอดรถตอนนี้มีเพียงรถยนต์จอดอยู่สองคัน ซึ่งคันแรกคือรถเก่าๆ ของพ่อเธอที่ยกให้เธอไว้ใช้ขับกลับหอพักส่วนอีกคันคือรถสปอรต์สีดำที่กำลังโยกไปมาราวกับมีคนกระโดดอยู่บนหลังคา ‘ทะ...ทำไมรถมันโยกแบบนั้นล่ะ’ แม้ความกลัวจะเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจแต่ความอยากรู้ก็ตีตื้นขึ้นมาไม่แพ้กันเพราะยิ่งยืนมองรถก็ยิ่งโยกแรงขึ้น “เอาวะ!” เรียกกำลังใจในตัวเองอีกเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ก้าวขาไปหยุดยืนอยู่ข้างกระจกรถสปอร์ตที่ติดฟิล์มมืดสนิท มือเรียวทั้งสองข้างค่อยๆ วางลงตรงกระจกรถก่อนใบหน้าสวยที่ตอนนี้ถูกแต่งแต้มจนเละทะจะก้มลงไปส่องจนเห็นภาพเหตุการณ์ภายในรถ “เหี้ย!” “กรี๊ดดดดดดดดด!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD