คนบนรองเท้าสลิปเปอร์เดินเข้ามาในห้องรับแขกที่กำลังเอะอะโวยวายจากเสียงของคนสองคน หญิงวัยชรากำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กมีผ้ายาวห้อยลงมาจากโคมไฟแชนเดอเลียร์ มีป้าแม่บ้านกอดขาห้ามปรามคนที่กำลังทำเรื่องไร้สาระ นั่นคือการปลิดชีพตัวเอง
“ปล่อยฉันมาลัย ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว” หล่อนโวยวายแต่หางตากลับแอบมองหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามา เจนิสไม่สนใจเดินไปนั่งกอดอกบนโซฟาตัวยาว
“ไม่ได้ค่ะคุณท่าน อย่าคิดสั้นสิคะ”
“ปล่อยฉัน ฉันไม่รู้จะอยู่โลกนี้ไปทำไมแล้ว ฮือ ๆ” ยิ่งไม่สนใจหล่อนก็ยิ่งโหมใช้น้ำเสียงสะอื้นเรียกร้องความสนใจ และครั้งนี้ได้ผล! เจนิสถอนหายใจเฮือกยาว ก่อนจะเงยมองคนบนเก้าอี้
“ตั้งนานแล้วย่ายังไม่ทำอะไรอีกเหรอ”
สองคนที่กำลังเล่นละคร หันขวับมองหน้ากันก่อนป้าแม่บ้านจะส่ายศีรษะนิด ๆ บอกเป็นนัยว่าถูกจับได้แล้ว หญิงชราก็ก้าวลงจากเก้าอี้เดินมานั่งข้างหลานสาวสุดที่รัก
ใช่! คุณท่านที่ทุกคนหมายถึงคือ คุณหญิงอรุณี ย่าแท้ ๆ ที่เลี้ยงเจนิสมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไอ้ที่แสดงละครคิดสั้นแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่หล่อนสร้างเรื่องเป็นสิบ ๆ ครั้งแล้วเพื่อบีบบังคับหลานสาวเพียงคนเดียวให้ทำตามคำสั่งตัวเอง แต่ไฉนเลยคนดื้ออย่างเจนิสจะเชื่อ
“คุณย่าเลิกใช้มุกนี้สักทีเถอะค่ะ คิดว่าหนูจะเชื่อเหรอ”
“ไม่เชื่อ แต่หลานก็กลับมาหาย่านี่ไง”
“เพราะงานหนูเสร็จแล้วต่างหาก”
“เลิกงานแบบนั้นเหอะไอ้ช่องที่เรียกว่าอะไรนั่นน่ะ”
“คุณย่าก็รู้ว่านั่นแหล่งทำเงินของหนู”
“แล้วไง เงินย่ามีเยอะแยะหลานจะเอาไปจ่ายเท่าไหร่ก็ได้” หล่อนตามใจหลานสาวที่สุด แต่เจนิสกลับหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่แพ้กัน เธอใช้เงินเปลืองก็จริงแต่นั่นก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
“ไม่ค่ะ เงินที่หนูไม่ได้หาเอง มันไม่ภาคภูมิใจหรอก”
“ก็ได้ ๆ ว่าแต่เราทำหน้าบูดมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“มีคนบ้าที่ไหนก็ไม่รู้ขับรถชนยาหยีของหนู”
“รถชน! เจ็บตรงไหนไหม ย่าพาไปหาหมอ หรือจะเรียกหมอมารักษาที่บ้านดี” เจ้าของเสียงตื่นเต้นสำรวจดูร่างกายหลานรักเสร็จ จะลุกยืนเพื่อจะลากไปหาหมอ แต่เธอกลับรั้งไว้
“หนูไม่เป็นไรค่ะ”
“มันเป็นใครกล้าทำหลานย่า”
“ช่างเถอะค่ะ หนูกับไอ้บ้านั่นคงไม่เจอกันอีกแล้ว คนอะไรขับในซอยแท้ ๆ ไม่คิดจะลดความเร็ว”
“ซอยบ้านเราเหรอ”
“ใช่ค่ะ มันชนหนูตรงปากซอย พรุ่งนี้ให้คนเอารถหนูไปซ่อมให้หน่อยนะคะ หนูจะโก่งราคามันเยอะ ๆ เลยคอยดู”
“จ้า ๆ ว่าแต่เรากลับไทยมาเป็นปีแล้ว ย่าไม่เห็นบ่นเรื่องรพีภัทรเลยนะ”
“ชิ! ไอ้ทรพีนั่นน่ะเหรอ ตายแล้วมั้ง หนูไม่อยากพูดถึง” ได้ยินชื่อปุ๊บในใจหญิงสาวก็เดือดดาลขึ้นมา จะไม่ให้โกรธแค้นได้ไง เพราะแฟนเก่าที่คบกันตอนเรียนอยู่เมืองนอกดันมีผู้หญิงอื่น แถมอีนางนั่นไม่ใช่คนไกลแต่เป็นเพื่อนสนิทของเธอเอง พวกมันเลวด้วยกันทั้งคู่
“ย่าถามหน่อยว่าเรายังรักมันอยู่ไหม”
“ไม่ค่ะ มันทำหนูไว้เจ็บแสบจะรักมันลงได้ไง”
ใช่! แม้นจะคบกับมันได้ปีเดียว แต่คนอย่างเจนิสไม่ยอมหรอกให้ใครหักหลัง กะจะแก้แค้นสักหน่อยแต่ไอ้สองคนนั้นดันหนีกลับประเทศซะก่อน มันเจ็บใจก็ตรงที่ยังไม่ได้เอาคืนนี่สิเพราะพวกมันหนีกลับประเทศมาเสียก่อน
“ดี ๆ หลานก็รู้ว่าตระกูลเราไม่เคยมีใครรังแกได้ ใครทำเราเจ็บเราต้องทำมันคืน หลานต้องล้างแค้นมัน” ย่าทำหน้าจริงจังทีกับเรื่องแบบนี้ แสดงเก่งกว่าเรื่องเมื่อครู่เสียอีก
“นั่นสิคะ หนูก็เพิ่งรู้ข่าวดี ๆ มาด้วย” รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้าสะสวย ย่าหลานทำท่าเดียวกันถอดแบบกันมาเป๊ะ
“เอาเลย ย่ายินดีช่วยหลานทุกอย่างแลกกับที่หลานไม่ต้องทำช่องบ้า ๆ นั่นอีก”
ขวับ!
เจนิสหันมองเจ้าของเสียงทันที ว่าแล้วทำไมใจดีจังที่แท้วางแผนไว้สินะย่า...
“ตกลง” เธอรับปากส่ง ๆ ไป เรื่องทำช่องแอบไปทำก็ได้ย่าไม่รู้หรอก ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้สองตัวก็แล้วกัน