เมื่อเดินมาถึงห้อง ฉันมองไปรอบห้องทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม ข้าวของเครื่องใช้ บนหัวเตียงยังคงมีรูปครอบครัวตั้งไว้เช่นเดิม ที่ผ่านมาแม่คงดูแลห้องฉันเป็นอย่างดี พอคิดขึ้นได้ฉันก็รีบเดินออกจากห้องทันที
“แล้วแม่อยู่โรงพยาบาลไหนนะ” ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าตอนนี้ ก็ปาไปตีสองแล้ว ถ้าไปหาแม่ตอนนี้หมอจะให้เจอไหมนะ
ฉันตัดสินใจเดินไปหาพ่ออีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะโกรธแค่ไหนแต่ฉันก็ต้องถามเรื่องแม่ เรื่องอื่นไว้ทีหลังแล้วกัน และเมื่อเขาเห็นหน้าฉันอีกครั้ง พ่อก็สั่งให้ลูกน้องเดินออกจากห้องไป บอดี้การ์ดพวกนั้นไม่มีใครกล้ามองมาทางฉันสักคน
“ไม่รอต่อคิวก่อนเหรอ” ฉันยืนกอดอก มองดูบอดี้การ์ดที่กำลังเดินก้มตัวผ่านหน้าฉันไปคิดว่าจะสักแค่ไหนที่แท้ก็แค่นั้นแหละ
กลัวจนหัวหด..
“แม่อยู่โรงพยาบาลอะไร” ฉันเอ่ยถามคนที่นั่งทำหน้าตาเฉยชาอยู่ตรงหน้า
“พูดเหมือนคนเป็นไหมยัยเดีย ฉันเป็นพ่อแกนะ”
“ขี้เกียจเถียง แม่อยู่ไหน เดียจะไปหาแม่” ฉันว่าพร้อมกับยืนจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา พ่อรู้ดีในนิสัยของฉัน ว่าฉันเป็นคนนิสัยแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว และเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด
อาจเป็นเพราะตอนเด็ก คุณปู่ตามใจมากไปหรือเปล่า แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ ทุกคนอิจฉาที่ปู่รักฉันมาก เลยพาลพากันเกลียดฉันไปหมด ไม่ใช่แค่พวกลุงป้าน้าอาแต่รวมพ่อไปด้วยอีกคน
“ให้คนไปส่งด้วย เดียจะออกไปรอหน้าบ้าน ให้เวลาสิบนาที” ว่าแล้วฉันก็เดินออกมาจากห้อง ไม่อยู่รอให้พ่อด่าหรอก แต่ถึงจะด่ามาฉันก็ด่ากลับอยู่ดี ฉันมันลูกเลวตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว
ตายไปคงตกนรกขุมที่ลึกสุดนั่นแหละ แต่ก็ช่างเหอะ คิดว่าจะสนหรือไง จะตกขุมที่เท่าไหร่ก็ช่าง
ที่ผ่านมาไม่ตายก็เหมือนตายไปแล้ว คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าตอนที่ต้องระหกระเหินออกไปอยู่นอกบ้านเป็นเด็กข้างถนน ทั้งที่พ่อเป็นถึง สส.ใหญ่หรอก
ยิ่งคิดยิ่งน่าสมเพชตัวเอง
ไม่นานรถก็ถูกเลื่อนมาจอดตรงหน้า ฉันไม่รอให้ใครพูดอะไรก็เดินขึ้นบนรถทันที ตอนนี้ในใจคิดถึงแต่เรื่องแม่
@โรงพยาบาล
ฉันเดินตรงไปยังห้องพักของแม่ทันที ตอนนี้ค่อนข้างดึกพอสมควร ไม่นานฉันก็เจอเข้ากับพยาบาลพิเศษ สงสัยว่าพวกเขาคงจ้างให้ดูแลแม่
ฉันเดินตรงเข้ายังเตียงของคนไข้ แต่เชื่อไหมตอนนี้เข่าฉันแทบทรุด สายยางระโยงระยางเต็มเตียงแม่ไปหมด ใบหน้าของฉันเห่อร้อนขึ้นมาทันที ฉันไม่ได้คุยกับแม่แค่ไม่นาน ทำไมแม่กลายเป็นแบบนี้ไปได้
ฉันเดินไปถึงตัวแม่ ก่อนจะเข้าไปสวมกอดแม่ด้วยความคิดถึง ถึงที่ผ่านมาเราจะพูดคุยกันตลอด แต่เราก็ไม่เคยได้เจอกันแบบนี้มานานกว่าสิบปี
“แม่คะ เดียกลับมาแล้วค่ะ แม่ได้ยินเดียไหม” ฉันเอ่ยบอกแม่ แต่ดูเหมือนว่าแม่จะไม่รู้สึกอะไรเลย น้ำใส ๆ ในดวงตาเอ่อล้นออกมาอย่างไม่สามารถห้ามได้
“ใครทำแม่ขนาดนี้” ดูจากลักษณะภายนอกก็รู้ ว่าแม่ไม่ได้ตรอมใจ นี่แม่โดนอะไรกันแน่ ฉันต้องรู้ให้ได้ หากฉันรู้ว่าใครคือต้นเหตุที่ทำให้แม่เป็นแบบนี้ ก็รอรับหมายศาลจากยมทูตได้เลย
ฉันจะไปส่งถึงบ้านแน่
ไม่นานฉันก็ได้ยินเสียงประตูถูกเปิดเข้ามา น่าจะเป็นพยาบาลที่มาตรวจคนไข้หรือเปล่า แล้วถ้าฉันถามพยาบาลเขาจะรู้มั้ยนะ
“ขออนุญาตตรวจอาการคนไข้สักครู่ค่ะ เชิญญาติรอด้านนอกก่อนนะคะ” พยาบาลเอ่ยบอกฉัน ฉันที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบพยักหน้าให้พยาบาล แล้วเดินตรงออกมาจากห้องทันที
ฉันนั่งรอไม่ถึงสิบนาที พยาบาลคนที่เข้าไปก็ออกมา
“คุณพยาบาล แม่ฉันเป็นยังไงบ้างคะ”
“อาการก็ทรงตัวเหมือนทุกวันนะคะ แต่ว่าสมองส่วนที่ได้รับการกระทบกระเทือน ต้องรอถามคุณหมออีกทีค่ะ แต่คุณหมอเคยแจ้งญาติคนไข้ไปแล้วนะคะว่าต้องรีบรับการผ่าตัด แต่ทางญาติปฏิเสธการรักษาค่ะ”
“ปฏิเสธการรักษา หมายความว่าไงคะ อย่าบอกว่าเขาไม่ยอมให้แม่เข้ารับการผ่าตัดเหรอคะ”
“ฉันไม่แน่ใจค่ะ เรื่องนี้คงต้องคุยกับคุณหมอเจ้าของไข้อีกทีนะคะ” ฉันที่ได้ยินก็แทบจะยืนไม่ไหว นี่พ่อเกลียดแม่ถึงกับต้องทำแบบนี้เลยเหรอ แค่คิดว่าแม่ต้องทนเจ็บมากแค่ไหน ในใจของฉันยิ่งเจ็บมากกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า
ฉันเดินเข้าไปในห้อง ก็เจอเข้ากับพยาบาลพิเศษที่เฝ้าไข้แม่อยู่ จึงได้เอ่ยถาม เขาน่าจะรู้เรื่องราวของแม่บ้าง
“พยาบาลคะ ขอถามได้ไหม พวกเขาจ้างคุณให้มาดูคนไข้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ แต่นี่ก็หลายอาทิตย์แล้ว ที่ไม่มีใครมาเยี่ยมคนไข้ ส่วนมากเป็นฉันที่โทรไปรายงานสามีคนไข้ค่ะ” หลายอาทิตย์งั้นเหรอ พวกเขาปล่อยแม่นอนอยู่ที่นี่คนเดียว เป็นอาทิตย์เลยงั้นเหรอ
“ขอบคุณนะคะ แล้วไม่ทราบว่าหมอเจ้าของไข้จะเข้ามากี่โมงคะ”
“น่าจะเข้ามาตรวจพรุ่งนี้ค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ” ว่าแล้วฉันก็เดินตรงไปยังเตียงของแม่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าความเข้มแข็งที่อดทนเรื่องราวเลวร้ายมาได้หายไปไหนหมด
แม้จะฝึกความอดทนมามากมายเพียงใด แต่พอเห็นแม่เป็นแบบนี้ ฉันก็แทบยืนไม่ไหว น้ำตาที่ไม่คิดว่ามันจะไหลก็กลับไหลออกมาไม่หยุด
“แม่คะ แม่ได้ยินเดียหรือเปล่า หนูกลับมาหาแม่แล้วนะ แม่ตื่นมาคุยกับหนูก่อนได้ไหม” ว่าแล้วฉันก็ก้มลงไปกอดแม่จนแน่น น้ำตามันไหลออกมาไม่หยุด นี่คงเป็นการร้องไห้ครั้งแรกในรอบสิบปี เพราะตั้งแต่ที่ออกจากบ้าน ฉันก็สัญญากับตัวเองไว้ว่า จะไม่มีวันอ่อนแออีก
ฉันนั่งกอดแม่นานจนเริ่มคิดอะไรได้ ไม่นานฉันหยิบโทรศัพท์ของฉันขึ้นมาโทรหาเพื่อนสนิท
“ฮัลโหล มีเรื่องให้ช่วยหน่อย”
(มีอะไรมาแลก)
“อย่ามาเล่นตัว เรื่องจริงจัง”
(ใหญ่ไหม)
“อืม ส่งคนตามหาน้องให้ที เดี๋ยวส่งรายละเอียดไปให้” ว่าแล้วฉันก็วางโทรศัพท์ ตอนนี้ญาดาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าน้องจะหนีตามผู้ชายไป
ฉันต้องรู้ให้ได้ ว่าเกิดเรื่องอะไรกับแม่และน้องของฉัน หากฉันรู้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือใคร ฉันไม่ปล่อยไว้แน่ ไม่ว่าจะเป็นเมียของพ่อคนที่เท่าไหร่ รอดูเถอะ ฉันจะจัดการให้หมด
-สามวันต่อมา-
“ยูโอเคไหมนาเดีย…” ฉันมองดูภาพตรงหน้าอย่างสุดจะทน ไม่เคยคิดมาก่อน ว่าน้องจะถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไปขาย ฉันนั่งมองดูข้อมูลที่ได้รับมาแทบไม่อยากเชื่อ
ญาดาจะเป็นอย่างไรบ้าง ฉันเป็นห่วงน้องมาก แต่ตอนนี้ฉันต้องเริ่มภารกิจแล้ว แต่ไหนแต่ไรเรื่องหนักหนาเท่าไหร่ฉันก็ไม่เคยกลัว ขนาดตัวเองโดนมาสารพัด ยังไม่รู้สึกปวดใจเท่ากับคนที่รักโดนแบบนี้
“แฟรงค์ ยูบอกองค์กรให้ช่วยเรื่องนี้ได้หรือเปล่า” แฟรงค์มองหน้าฉันนิ่ง เหมือนมีอะไรที่อยากบอก แต่ยังไม่ยอมบอก แค่มองดูเพื่อนฉันก็พอรู้ เพราะฉันอ่านสายตาของแฟรงค์ออกไง เราถึงได้เป็นคู่หูที่รู้ใจกันมากขนาดนี้
“ยูรู้ไหม ว่าพวกค้ามนุษย์กลุ่มนั้น มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจในครั้งนี้ด้วย” ฉันหันหน้าไปมองแฟรงค์ทันที ไอ้พวกชั่ว แค่ค้าอาวุธสงคราม ก็ถือว่าเลวมากแล้ว นี่ยังค้ามนุษย์อีก
“ไอ้พวกหนักแผ่นดิน” แค่คิดฉันก็แทบจะปรี๊ดแตกขึ้นมาทันที คนพวกนี้จิตใจโหดเหี้ยมเหลือเกิน
“เราต้องเริ่มภารกิจแล้ว เตรียมตัวเถอะ” ฉันที่ได้ยินก็พยักหน้าให้คู่หู แต่จะบอกเลยว่าในใจตอนนี้ มันแทบไม่นิ่งเหมือนที่ฉันแสดงออกมา
ใจมันร้อนจนลนลานไปหมด ห่วงน้อง ห่วงแม่ ฉันจะทำยังไงดีนะ ฉันตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดส่งข้อความบางอย่างให้กับมิลิน ก่อนที่ฉันจะเข้าภารกิจครั้งนี้ ก็คงมีแค่ยัยลินเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของฉัน
มิลินเป็นที่พึ่งของฉันมาตลอด และจนถึงตอนนี้เธอก็ยังเป็นคนเดียวที่ช่วยฉันได้ หลังจากที่พูดคุยกับมิลินเสร็จ เพื่อนรับปากจะดูแลแม่ให้ในตอนที่ฉันไม่อยู่ และฉันก็ต้องบอกให้มิลินรู้ หากเห็นฉันหลังจากนี้อย่าทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักฉันเพราะเธออาจจะไม่ปลอดภัย
“พร้อมหรือยัง” ฉันยืนมองดูตัวเองวันนี้ ฉันดูใจลอยไปสินะ แต่เอาเถอะฉันต้องนิ่งกว่านี้ อย่าให้ใครสงสัยได้ เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่จะได้เข้าไป
ฉันมีโอกาสไม่มาก การทำงานแบบนี้เสี่ยงแค่ไหน ก่อนหน้านี้จะเป็นตายยังไงก็ไม่เคยกลัว แต่พอรู้ว่ามีแม่กับน้องที่รอฉันอยู่ ฉันก็กลัวตายขึ้นมาซะงั้น
แต่ฉันจะตายไม่ได้เด็ดขาด