บทที่ 4 การกลับมา

2408 Words
บทที่ 4 การกลับมา และวันที่หยางเหม่ยอวี้รอคอยก็มาถึง วันที่กองทัพสกุลหยางเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง ตั้งแต่วันที่นางได้รับข่าวก็เป็นเวลาเกือบสามเดือน กว่ากองทัพสกุลหยางจะเดินทางมาถึง หยางเหม่ยอวี้และพี่ชายออกไปต้อนรับบิดาและพี่ชายที่ประตูเมืองด้วยความยินดี วันนี้ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวกระทบหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย ต่างจากคราก่อน ๆ ที่หญิงสาวออกมาเดินเล่นข้างนอก เพราะครั้งนี้แม่ทัพใหญ่หยางสร้างความดีความชอบไว้มาก ไม่มีผู้ใดกล้าทำให้เขาขุ่นเคืองใจ “พี่รอง นั่นท่านพ่อและพี่ใหญ่” หยางเหม่ยอวี้ชี้ให้พี่ชายดูอย่างดีใจ ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นบิดาและพี่ชายอีกครั้ง หากไม่มีเขาผู้นั้น ก็ไม่รู้ว่านางจะได้พบกับพวกเขาเมื่อใด “ข้าเห็นแล้ว ท่านพ่อและพี่ใหญ่ของเราเก่งกาจที่สุด” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “นั่นสิ ทั้งสองคนเก่งมากจริง ๆ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา พลางมองทั้งสองด้วยแววตาคิดถึง หยางเค่อเทียนและหยางถังสวี นำกองทัพเข้าเมืองหลวงด้วยท่าทีดุดัน แต่แฝงไปด้วยความสง่างาม ทุกคนต่างมองพวกเขาด้วยความนับถือ หากไม่มีพวกเขา ทุกคนคงไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเช่นนี้ หลังจากขบวนของกองทัพหายเข้าไปในวังหลวง ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานของตัวเองต่อ รวมถึงสองพี่น้องสกุลหยาง “เรากลับไปรอพวกเขาที่จวนกันเถิด” หยางเล่อผิงเอ่ยชวนน้องสาว หลังจากทุกคนทยอยกันออกไปแล้ว “เจ้าค่ะ” ทั้งสองเดินทางกลับจวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม การที่บิดาและพี่ชายกลับมาในครานี้ถือว่าเกินคาดไปมาก ศึกทางชายแดนทิศบูรพาหนักหนากว่าทิศอื่น แต่แม่ทัพหยางสามารถจัดการข้าศึกได้รวดเร็ว ถือว่าพวกเขามีฝีมือไม่น้อย หยางเล่อผิงพาน้องสาวและคนในจวนออกมาต้อนรับบิดาและพี่ชายที่ประตูจวน ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ต่างตบเท้ามารอตอบรับอย่างเนืองแน่นเช่นกัน “ท่านพ่อ!! พี่ใหญ่!!” ทันทีที่ทั้งสองลงจากหลังม้า หยางเหม่ยอวี้ก็พุ่งเข้าไปกอดทั้งสองด้วยความคิดถึง โดยไม่สนสายตาที่ผู้ใดที่มองมา นางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก นางคิดถึงอ้อมกอดที่อบอุ่นนี้ที่สุด “อวี้เอ๋อร์ ร้องไห้ด้วยเหตุใด” หยางเค่อเทียน ถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พลางลูบผมของนางด้วยความรักใคร่ “ข้าเพียงแค่คิดถึงท่านพ่อและพี่ใหญ่มากเกินไปเท่านั้น” หญิงสาวแก้ตัวออกไป นางก็ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะต้องเป็นอย่างไรต่อไป แต่ตอนนี้นางขอใช้ชีวิตให้มีความสุขเสียก่อน “ฮ่าฮ่า ตอนนี้พ่อก็ยืนอยู่ต้องหน้าของเจ้าแล้วไง” เขาพูดขึ้นอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยต่อ “เราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด” พูดจบก็เดินนำบุตรชายทั้งสองเข้าจวน โดยมีบุตรสาวเดินคล้องแขนเขาอยู่ “ท่านพ่อและพี่ใหญ่เดินทางมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง เมื่อเดินมาถึงโถงกลาง ทั้งสองเดินทางมาไกล คงจะลำบากไม่น้อย “จริงอย่างพี่รองว่า ท่านพ่อและพี่ใหญ่ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อน เดี๋ยวข้าจะลงมือทำอาหารให้พวกท่านเอง” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี นางจะแสดงฝีทำอาหารให้พวกเขาได้ทานเอง “ข้าอยู่กับเจ้ามานาน เหตุใดจึงไม่เคยได้กินฝีมือของเจ้าเลย” หยางเล่อผิงกล่าวอย่างไม่ยอม เขาอยู่ที่จวนทุกวัน เหตุใดจึงไม่มีโอกาสได้กินอาหารฝีมือของน้องสาว “เจ้าไม่มีความสำคัญอย่างไรเล่า” หยางถังสวีพูดขึ้นอย่างเหนือกว่า “ได้อย่างไร น้องสาวเห็นข้าสำคัญที่สุด” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างไม่ยอม น้องสามจะต้องเห็นเขาสำคัญที่สุด “ข้าเห็นท่านพ่อสำคัญที่สุด” หยางเหม่ยอวี้พลางหันไปกอดบิดา และพูดขึ้นเพื่อขัดการถกเถียงของพี่ชายทั้งสอง “ฮ่าฮ่า พวกเจ้าหยุด แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด” หยางเค่อเทียนพูดขึ้นอย่างขบขัน นานแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพของคนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันแบบนี้ “ท่านพ่อและพี่ใหญ่ไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าทุกคนยังไม่มีวี่แววที่จะแยกย้าย หยางเหม่ยอวี้จึงเอ่ยย้ำอีกรอบ “ได้ ได้” เห็นว่าเบี่ยงเบนไม่สำเร็จ ทุกคนจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามคำของนาง หยางเหม่ยอวี้เมื่อเห็นว่าทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว นางก็เดินไปที่ห้องครัว เพื่อทำอาหารให้ทุกคนได้ทาน เมื่อถึงเวลาทานอาหาร ทุกคนก็มารอที่โถงกลางกันอย่างพร้อมหน้า และลงมือทานอาหารกันอย่างมีความสุข “ท่านพ่อทานเยอะ ๆ นะเจ้าคะ” หยางเหม่ยอวี้ คีบอาหารใส่จานของบิดาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พี่ชายทั้งสองคนเมื่อเห็นแบบนั้นก็แสดงสีหน้าบึ้งตึงออกมาทันที หยางเหม่ยอวี้เมื่อเห็นแบบนั้นก็คีบอาหารให้พี่ขายทั้งสองเช่นกัน “พี่ใหญ่และพี่รองก็ทานให้มากนะเจ้าคะ” “ขอบคุณน้องสาม” ทั้งสองยิ้มออกมาในที่สุด น้องสาวของเขาก็ยังคงใส่ใจพวกเขาอยู่เสมอ ทั้งหมดพูดคุยระหว่างทานอาหารด้วยกันอย่างรื่นเริง หยางเหม่ยอวี้ถามเรื่องการเป็นอยู่บิดาและพี่ชายยามอยู่ที่ชายแดน ทั้งสองจึงเล่าเรื่องที่น่าสนใจให้ทั้งนางได้ฟัง หยางเหม่ยอวี้และหยางเล่อผิงรับฟังเรื่องราวอย่างสนใจ พวกเขาไม่เคยออกไปเผชิญเรื่องราวเหล่านี้ จึงพากันรับฟังอย่างตั้งใจ หวังอยากออกไปเผชิญโลกกว้างแบบทั้งสองคนบ้าง “ครั้งหน้า พวกท่านพาข้าไปได้หรือไม่” หยางเหม่ยอวี้ถามอย่างมีความหวัง นางอยากออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่ทุกอย่างต้องเป็นหลังจากที่นางแก้แค้นคนพวกนั้นเสียก่อน “ที่ชายแดนยังคงไม่ปลอดภัย แม้พ่อจะเอาชนะพวกข้าศึกได้ แต่ก็ไม่รู้เมื่อใดพวกมันจะกลับมาอีก” เขาพูดอย่างจนใจ การศึกครั้งนี้ถือว่าแปลกอยู่บ้าง เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพวกข้าศึกจึงได้พ่ายแพ้ง่ายปานนั้น “เช่นนั้นรอทุกอย่างสงบ ท่านพ่อพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ” หยางเหม่ยอวี้พูดขึ้นอย่างออดอ้อน นางอยากทำเช่นนี้แบบนี้กับบิดามานานแล้ว แต่ก่อนนางเป็นคนที่นิ่งครึ้มเกินไป ไม่เคยแสดงความรักต่อบิดาหรือพี่ชายเลยสักครั้ง นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นางต้องการกลับมาแก้ไข “ได้สิ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว พ่อจะพาเจ้าไปด้วยตัวเอง” เขาไม่อาจต้านทานการออดอ้อนของบุตรสาวได้ จึงตกปากรับคำไป “ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะ” หยางเหม่ยอวี้พูดขึ้นอย่างดีใจ “ได้ ได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “อีกเจ็ดวันทางวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงให้กองทัพสกุลหยาง พวกเจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อม” ทั้งสามตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียง และลงมือทานอาหารกันต่อ หยางเหม่ยอวี้นั่งนิ่ง ลงมือทานอาหารอย่างเงียบ ๆ พลางคิดไปถึงงานเลี้ยงในครั้งก่อน ทุกอย่างเกิดขึ้นในวันนี้ วันที่บิดาของนางชนะศึกกลับมา แล้วฮ่องเต้ก็พระราชทานงานสมรสให้นางกับองค์รัชทายาท และทุกอย่างก็เริ่มขึ้นในวันนี้ ทุกอย่างจะต้องไม่เป็นเหมือนเดิม ครั้งก่อนชื่อเสียงของนางดีงาม เพียบพร้อมทุกอย่าง ต่างจากตอนนี้ ที่ชื่อเสียงของนางไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน หากคิดอยากจะให้นางเป็นพระชายาองค์รัชทายาทอีก คงจะโง่งมเต็มทน ******* หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้ว ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนที่เรือน เมื่อหยางเหม่ยอวี้มาถึงที่เรือน ก็พบว่ามีคนมารออยู่ก่อนแล้ว “ข้ามาทำตามที่นัดเจ้าเอาไว้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว เมื่อเห็นหญิงสาวที่เขารอคอยมาถึง หยางเหม่ยอวี้มองไปรอบ ๆ อย่างระแวง แต่เมื่อเห็นว่ารอบ ๆ ไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนี้ก็เบาใจ “นัดกันไว้?” “เจ้าลืมคำพูดของข้าไปแล้วหรือ” เขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ นาง พร้อมกับเชยคางของนาง บังคับให้หันมาสบตากับเขา พลางมองนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แฝงไปด้วยความกดดัน “ข้าไม่ลืม” เมื่อเห็นสายตาของของเขาที่มองมา นางก็จำสิ่งที่เขาพูดขึ้นมาได้ “ดี” เขาปล่อยมือออกจากปลายคางของนาง แล้วเอ่ยต่อ “ข้าคงจะเสียใจไม่น้อย หาเจ้าจดจำคำพูดของข้าไม่ได้” แม้สีหน้าของเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่น้ำเสียงของเขากลับแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย “ข้าจะไม่ลืมคำพูดของท่านอีก” นางไม่รู้ว่าตัวเองตกปากรับคำไปได้อย่างไร แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูเศร้าสร้อยของเขา นางก็รู้สึกว่าไม่อาจทนได้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น โม่เทียนก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ “ได้เวลาแล้ว เราไปกันเถิด” เขาดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แล้วหายออกไปพร้อมกัน เมื่อมาถึงจุดหมาย ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของหญิงสาวคือ จวนขนาดใหญ่ด้านหน้าติดป้ายเอาไว้อย่างเด่นชัด ‘สำนักเทียนหยาง’ “ท่านพาข้ามาที่นี่เพราะเหตุใด” หยางเหม่ยอวี้ถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ ชื่อสำนักนี้นางพอได้ยินมาบ้าง เห็นว่าก่อตั้งมาได้ไม่ถึงปี ก็ขึ้นเป็นหนึ่งในยุทธภพ สำนักอื่น ๆ ไม่สามารถต่อกรได้ “สำนักนี้คือของเจ้า เป็นสิ่งที่ข้าจัดเตรียมไว้เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ” เขาใช้เวลาจัดเตรียมของขวัญชิ้นนี้ให้นางหลายเดือน หวังว่านางจะถูกใจกับของขวัญชิ้นนี้ “ท่านพูดจริงใช่หรือไม่” หญิงสาวถามอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หากสำนักนี้เป็นของนาง ทุกอย่างที่นางอยากจะทำคงจะง่ายขึ้น “คำพูดที่ออกมาจากปากของข้า เจ้าสามารถเชื่อได้เสมอ” เขามองท่าทางที่พึงพอใจของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เข้าไปดูข้างในกันเถิด พวกเขาควรได้รู้จักเจ้านายที่แท้จริง” เขาเดินนำนางเข้าไปในด้านใน ทันทีที่เหยียบเข้ามาด้านใน ก็ทำให้นางต้องตกตะลึง ด้านในของสำนักดูลึกลับ ดุดันและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ช่างดูเข้ากับบุคลิกของเขายิ่งนัก นางมองเพียงแค่แวบเดียวก็รู้ว่าคนในสำนักนี้ไม่ธรรมดา เขาพานางเดินมาหยุดอยู่หน้าของคนในสำนัก ก่อนจะเอ่ยแนะนำนางด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม “ต่อจากนี้ไป คนที่จะมาเป็นผู้นำของพวกเจ้าคือ นาง” ทันทีที่โม่เทียนกล่าวจบ คนทั้งสำนักก็พากันคุกเข่า ทำความเคารพเจ้านายคนใหม่ด้วยท่าทางดุดัน สายตาของเขาแสดงถึงความพอใจออกมาชัดเจน ทุกคนในนี้ล้วนเป็นคนของเขา และแน่นอน พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่ยอมพูดอะไร โม่เทียนจึงยื่นมือไปสัมผัสที่แขนของนางเพื่อเป็นการเตือนสติ หยางเหม่ยอวี้รับรู้ได้ว่ามีคนสัมผัสตัวเอง ก็หันหน้าไปมอง และเห็นสายตาของเขาที่มองมา นางจึงรู้ตัว และรีบสั่งให้ทุกคนลุกขึ้น แม้จะยังคงตะลึงกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาของนางก็น่าเกรงขามอยู่หลายส่วน “ลุกขึ้น” “ขอรับ” พวกเขาตอบรับและลุกขึ้นด้วยความคล่องแคล่ว “แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเถิด” น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเปล่งออกมา เหล่าคนในสำนักก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองตามคำสั่งทันที “เป็นอย่างไร ถูกใจกับของขวัญที่ข้ามอบให้หรือไม่” โม่เทียนถามขึ้นในขณะที่พานางเดินชมส่วนต่าง ๆ ของสำนัก “ขอบคุณท่านมาก ข้าคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ” หยางเหม่ยอวี้ยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ คิดไม่ถึงว่าเขาจะทำเพื่อนางขนาดนี้ “ต่อจากนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้เจ้าคิดไม่ถึงอีกมาก” เขาว่ายิ้ม ๆ ทั้งสองเดินเคียงคู่กัน ดูสำนักต่อเงียบ ๆ โดยโม่เทียนจะเดินตามหลังหญิงสาว พลางมองสำรวจนางอย่างเงียบ ๆ นานแล้วที่ไม่ได้เดินเคียงข้างนางแบบนี้ หากเป็นไปได้ เขาอยากจะอยู่ข้างกายนางแบบนี้ทุกวัน “เจ้าอยากกลับหรือยัง” โม่เทียนเอ่ยทำลายความเงียบ “กลับก็ดี ข้าก็ชักจะง่วงนอนเหมือนกัน” นี่ก็ดึกมากแล้ว นางควรที่จะกลับได้แล้ว แต่เมื่อคิดเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงได้เอ่ยถามเขา “แล้วข้าจะมาที่นี่ได้อย่างไร” “พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปให้เจ้าหนึ่งคน เจ้าก็รับนางเอาไว้เสีย” เขาลืมบอกเรื่องนี้นางไปเสียสนิท เขาจะส่งคนของเขาไปให้นางหนึ่งคน เพื่อที่นางจะได้ทำอะไรสะดวกขึ้น “ท่านวางแผนเอาไว้หมดทุกอย่างแล้ว” คิดไม่ถึงว่าทุกอย่างได้ถูกเขาคิดคำนวณเอาไว้หมดแล้ว “หึหึ ทุกอย่างข้าล้วนคิดเผื่อเจ้าทั้งนั้น” โม่เทียนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะรวบตัวนางมาไว้ในอ้อมกอด แล้วหายตัวออกไปจากสำนักทันที หยางเหม่ยอวี้ ถูกพากลับมาที่เรือนแต่กับมีนางคนเดียวที่ยืนอยู่กลางห้อง บุรุษที่พานางกลับมาไม่รู้หายตัวไปไหน แต่นางก็หาใส่ใจไม่ เพราะอย่างไรเขาก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หญิงสาวเดินไปนอนลงที่เตียงด้วยความอ่อนเพลีย วันนี้นางก็ลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ทั้งยังเดินดูสำนักจนทั่ว จะไม่ให้นางเหนื่อยได้อย่างไร
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD