บทที่ 5
สาวใช้คนใหม่
หยางเหม่ยอวี้ตื่นขึ้นมาแต่เช้า หลังจากทานอาหารกับบิดาและพี่ชายทั้งสองเสร็จแล้ว ก็ขอตัวออกไปเดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร นางเดินชมนกชมไม้จนมาอยู่ใกล้ประตูจวน ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงเดินออกไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ท่านพ่อบ้าน เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ” หญิงสาวถามพ่อบ้านที่ยืนไล่สตรีผู้หนึ่งอยู่
“คุณหนู นางมาขายตัวเป็นทาสที่จวนขอรับ แต่ที่จวนคนเยอะแล้ว จึงไม่อาจรับไว้ได้”
เมื่อได้ยินว่าสตรีผู้นี้เป็นคุณหนูของจวน ฉางลี่ก็พุ่งเข้าไปเพื่อขอความเห็นใจทันที แต่ก็ถูกบ่าวในจวนจับเอาไว้ได้ทัน ทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้นางได้
“คุณหนู ช่วยข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ ข้าน้อยไม่มีที่ไปแล้ว คุณหนูได้โปรดรับข้าเป็นบ่าวด้วยนะเจ้าคะ” นางขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
หยางเหม่ยอวี้ก้มมองหญิงสาวที่ต้องการพุ่งเข้ามาหานางด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง สตรีผู้นี้คงเป็นคนที่เขาบอกกระมัง และเหตุผลที่นางออกมาเดินเล่นบริเวณใกล้หน้าประตูจวนก็เพราะเหตุนี้ และนางก็เจอคนที่เขาส่งมาให้จริง ๆ
“ท่านพ่อบ้าน ให้อยู่ที่นี่เถิด นางเป็นสตรีที่ไม่มีที่พึ่ง เราควรจะยื่นมือช่วยเหลือ” เมื่อคิดว่าสตรีผู้นี้คงเป็นคนที่เขาส่งมา หยางเหม่ยอวี้ก็พูดขึ้นด้วยท่าทางสงสารเหลือคณา
“แต่ที่นี่ไม่มีตำแหน่งใดว่างแล้วนะขอรับ” จวนนี้มีบ่าวรับใช้และทาสมากมายจนไม่มีสิ่งใดจะให้ทำ หากรับนางมาอีกจะไม่สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ
“เช่นนั้นก็ให้นางมาอยู่ที่เรือนข้าเถิด” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างใจกว้าง ทำให้คนที่อยู่โดยรอบต่างมองด้วยความนับถือ
“ขอบคุณคุณหนูมากเจ้าค่ะ ขอบคุณ ขอบคุณ” ฉางลี่กล่าวขอบคุณอย่างดีใจ พลางโคกศีรษะอยู่หลายครั้ง หยางเหม่ยอวี้ที่ทนมองไม่ได้ก็ส่งสายตาไปให้เสี่ยวอ้าย
เสี่ยวอ้ายเมื่อเห็นสายตาของนายสาวก็รับรู้ทันทีว่านางต้องการอะไร จึงเข้าไปพยุงสตรีที่โคกศีรษะอยู่ให้ลุกขึ้น
“พานางไปที่เรือนเถิด” นางหันไปบอกเสี่ยวอ้าย จากนั้นจึงหันไปพูดกับพ่อบ้านที่มีสีหน้าลำบากใจ “ท่านพ่อบ้านอย่าได้กังวล ข้าจะแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านพ่อรู้เอง”
“ขอรับ” เมื่อไม่สามารถทำอะไรต่อได้ เขาจึงต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง เรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น ก็ให้คุณหนูเป็นผู้จัดการ
หยางเหม่ยอวี้เดินเล่นไปเรื่อย ๆ จนไปถึงห้องทำงานของบิดา นางจึงแวะเจ้าไปบอกเรื่องที่นางรับทาสคนใหม่เข้ามาในเรือน
“ข้ามาพบท่านพ่อ”
“คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” บ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตู ก็รีบเข้าไปแจ้งเจ้านายอย่างรวดเร็ว
“เชิญขอรับ” เมื่อออกมาแล้วก็เปิดประตูให้หญิงสาวเข้าไปในห้อง และตัวเองก็ทำหน้าที่เฝ้าประตูต่อไป
“ท่านพ่อ” หยางเหม่ยอวี้ย่อกายทักทายบิดาด้วยท่าทางงดงาม
“อวี้เอ๋อร์ นั่งลงก่อนสิ มาหาพ่อมีเรื่องอันใดหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นจากงาน แล้วหันไปพูดกับบุตรสาวที่เข้ามาหา
“ข้าออกไปเดินเล่นที่สวนหน้าจวน เห็นมีสตรีนางหนึ่งมาขายตัวเป็นทาส เกิดความสงสารจึงรับเข้ามาอยู่ในเรือนเจ้าค่ะ”
“จะดีหรือ นางเป็นใครก็ไม่รู้ พ่อเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้าได้” เขาพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล คนที่ไม่รู้ที่ไปที่มาแน่ชัด เขาจะสามารถไว้ใจให้อยู่ในเรือนของบุตรสาวได้อย่างไร
“ข้าเชื่อว่าท่านพ่อสามารถปกป้องข้าได้” หยางเหม่ยอวี้แสดงสีหน้ามั่นใจออกมา ทำให้ผู้เป็นบิดาไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงได้แต่ยอมตามใจบุตรสาว
“ตามใจเจ้าเถิด” คงไม่มีผู้ใดกล้าคิดก่อเรื่องใต้จมูกเขาหรอกกระมัง
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้บิดาอย่างสดใส ก่อนจะขอตัวกลับเรือนเพื่อให้บิดาได้ทำงานต่อ
หลังจากออกจากห้องทำงานของบิดาแล้ว หยางเหม่ยอวี้ก็ตรงกลับเรือนทันที นางอยากจะสนทนากับสตรีผู้นั้นเสียหน่อย
เมื่อมาถึงเรือนก็เห็นแต่เสี่ยวอ้ายที่นั่งรออยู่ในห้องรับรองในเรือน นางจึงได้ถามหาสตรีนางนั้น
“นางไปไหนเสียแล้ว”
“บ่าวให้นางไปล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเจ้าค่ะ หากคุณหนูต้องการพบนาง บ่าวจะไปเร่งนางให้”
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวนางก็คงมา” หญิงสาวพูดขึ้น พลางรินน้ำชาให้ตัวเอง นางยังไม่ทันที่จะดื่มน้ำชาในถ้วย สาวใช้ที่นางพึ่งรับเข้ามา ก็เดินเข้ามาในห้องด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านขึ้น
“บ่าวคารวะคุณเจ้าค่ะ” ฉางลี่เมื่อเห็นว่าเจ้านายคนใหม่เข้ามารอในห้องแล้วก็ทักทายอย่างรู้ความ
“เจ้ามีชื่อว่าอันใด” ถามจบก็ยกชาขึ้นจิบเพื่อดับกระหาย เพราะนางค่อนข้างจะเดินไกลอยู่พอสมควร
“บ่าวชื่อว่าฉางลี่เจ้าค่ะ”
“เสี่ยวอ้าย ออกไปเฝ้าหน้าประตูเถิด ข้ามีเรื่องจะพูดกับนางเสียหน่อย” นางหันไปพูดกับสาวใช้คนสนิท นางต้องการที่จะพูดกับฉางลี่นิดหน่อย และไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้เรื่องนี้
“เจ้าค่ะ” แม่ในใจจะไม่ยินยอม แต่นางก็ไม่อาจขัดคำสั่งเจ้านายได้ จำต้องออกไปรอด้านนอก แต่ก็เฝ้าจับตาทั้งสองเอาไว้ เผื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น นางจะได้เข้าไปช่วยเหลือคุณหนูได้
*********
เมื่อเห็นว่าเหลือกันเพียงสองคน ฉางลี่จึงเอ่ยขึ้น
“นายท่านถามข้ามาได้เลย สิ่งที่เราสองคนคุยกันจะไม่มีผู้ใดได้ยิน”
“เป็นเจ้าจริง ๆ สินะ” ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของฉางลี่ นางก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่นางคิดนั้นถูกต้อง
“เจ้าค่ะ นายท่านโม่เทียนส่งข้ามาให้ดูแลท่าน”
“เจ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง?” นางยังไม่รู้ว่าพวกเขานั้นมีความสามารถอะไรบ้าง
“ทุกอย่างที่นายท่านต้องการ จ้าสามารถทำได้หมด”
“ดี จากนี้เจ้าคอยช่วยเสี่ยวอ้ายดูแลข้า ไปพักผ่อนเถิดคนอื่นจะได้ไม่ต้องสงสัย พรุ่งนี้ค่อยเริ่มงาน” นางสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจบอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ” ฉางลี่รับคำอย่างว่าง่าย แม่ในใจจะไม่อยากทำตาม นางไม่เคยรู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อมาอยู่ในโลกมนุษย์ นางย่อมต้องปฏิบัติตัวเหมือนมนุษย์
หยางเหม่ยอวี้ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องรับรอง เมื่อหมดเรื่องที่จะสนทนากับฉางลี่แล้ว เสี่ยวอ้ายเห็นคุณหนูเดินออกมาก็เดินตามไปเพื่อรอรับใช้
หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะสั่งให้เสี่ยวอ้ายไปหยิบกล่องพัดออกมา เพราะตอนนี้อากาศเริ่มที่จะร้อนแล้ว
“เสี่ยวอ้าย ไปหยิบกล่องพัดมาให้ข้าเลือกหน่อย” เมื่อสั่งจบก็เดินไปนั่งรอที่ตั่ง
“นี่เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวอ้ายเดินที่กล่องพัดเข้ามา แล้วว่างลงเพื่อให้หญิงสาวได้เลือก
หยางเหม่ยอวี้เลือกเพียงครู่เดียวก็ได้พัดที่ถูกใจ หน้าร้อนแบบนี้ไม่ดีเอาเสียเลย หญิงสาวได้แต่คิดในใจ
วันนี้เป็นวันที่ฮ่องเต้ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองให้กับเหล่าทหารที่ชนะศึกและเหล่าขุนนางอย่างยิ่งใหญ่ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ เผ่าต่าง ๆ หรือแคว้นอื่น ๆ คงต้องคิดให้มากหากต้องการเข้ามายึดแคว้นซ่ง
หยางเหม่ยอวี้ถูกเสี่ยวอ้ายปลุกขึ้นมาแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวไปร่วมงาน งานนี้ฮ่องเต้อนุญาตให้จวนขุนนางทุกจวนเข้าร่วมงานเลี้ยงได้ คุณหนูของนางจะต้องงดงามกว่าผู้ใด คนที่เคยดูถูกคุณหนูของนางจะได้เงียบปากเสียที
“คุณหนูจะใส่ชุดใดหรือเจ้าคะ”
หลังจากที่นางอาบน้ำ ขัดตัวเสร็จ เมื่อเดินออกมาที่ห้องแต่งตัวก็พบว่าเสื้อผ้าที่นายยังไม่เคยใส่ถูกนำออกมาเตรียมรออย่างดี ให้นางได้เลือกว่าจะใส่ชุดไหน
แต่นางก็ได้สะดุดตาอยู่ชุดหนึ่ง ชุดนี้นางไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ และยื่นมือออกไปสัมผัส นางพบว่าเป็นเนื้อผ้าชั้นดี การตัดเย็บงดงาม ใส่แล้วคงจะไม่ร้อน เหมาะกับอาการตอนนี้ยิ่งนัก
“ข้าเลือกชุดนี้” หญิงสาวหันไปสั่งฉางลี่ที่นั่งรอรับคำสั่งอยู่ นางพอจะรู้ที่ไปที่มาของชุดนี้แล้วว่ามาได้อย่างไร
“เจ้าค่ะ”
“คุณหนูรีบมานั่งลงเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา” เสี่ยวอ้ายพูดขึ้นอย่างรีบร้อน
“เสี่ยวอ้าย เจ้าจะรีบร้อนไปทำไม งานเลี้ยงเริ่มยามบ่าย เหลือเวลาอีกมากนัก” นางพูดขึ้นอย่างขบขันปนเอ็นดูกับท่าทางของสาวใช้ เสี่ยวอ้ายมักเป็นเช่นนี้เสมอ
“ได้อย่างไร วันนี้บ่าวจะแต่งให้คุณหนูออกมางดงามที่สุดในงานเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายพูดขึ้นอย่างไม่ยอม วันนี้เป็นวันสำคัญของนายท่าน จะอย่างไรวันนี้คุณหนูของนางจะต้องโดดเด่นที่สุด
หยางเหม่ยอวี้ไม่เอ่ยอะไร ทำเพียงยิ้มออกมา แล้วเดินมานั่งตามที่สาวใช้บอก และปล่อยให้เสี่ยวอ้ายจัดการทุกอย่าง นางมั่นใจในฝีมือของเสี่ยวอ้าย ว่าจะต้องแต่งหน้าทำผมของนางออกมาได้ดี
“ฉางลี่ ไปบอกแม่ครัวเตรียมของว่างให้ข้าหน่อย” หยางเหม่ยอวี้พูดขึ้นในขณะที่เสี่ยวอ้ายกำลังทำผมให้นางอยู่
“เจ้าค่ะ”
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูของบ่าวจะต้องโดดเด่นที่สุดเป็นแน่” หลังจากฉางลี่ออกไปไม่นาน เสี่ยวอ้ายก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
หยางเหม่ยอวี้มองตัวเองในกระจกด้วยความตะลึง ไม่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ เสี่ยวอ้ายไม่ทำให้นางผิดหวังจริง ๆ นางล้วนจัดการหน้าผมของนางได้อย่างไม่มีที่ติ
“ฝีมือของเจ้าสุดยอดจริง ๆ ทำให้ข้างดงามได้ถึงเพียงนี้” นางเอ่ยชมสาวใช้ข้างกายด้วยความจริงใจ
“ที่ไหนกัน คุณหนูมิเคยสังเกตตัวเองหรือเจ้าคะ ช่วงนี้คุณหนูงดงามขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ผิวพรรณก็ดีขึ้น นุ่มและขาวดุจหยก” ช่วงนี้คุณหนูของนางงามขึ้นจริง ๆ
“จริงหรือ ข้าไม่เคยสังเกตตัวเองมาก่อน” นางมองตัวเองในกระจก พลางลูบผมของตัวเองเล่น ใช่ว่านางจะไม่รู้ตัว นางรู้สึกว่าร่างกายของนางเปลี่ยนแปลงไปมาก ดูโตเกินวัย อะไรที่ยังไม่ควรมีก็มีแล้ว
“จริงที่สุดเจ้าค่ะ คุณหนูงดงามขึ้นมาก…” เสี่ยวอ้ายยังคงชมคุณหนูของนางต่อไปไม่หยุดปาก จนหยางเหม่ยอวี้ต้องเอ่ยปราม
“หยุดเถิด ไปเอาชุดมาเปลี่ยนได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายเดินไปหยิบชุดมา แล้วช่วยนายสาวสวมใส่ เมื่อสวมชุดเสร็จแล้ว ฉางลี่ก็นำของวางเขามาทันที
หยางเหม่ยอวี้ลงมือทานของว่าง หลังจากทานเสร็จก็ตรงไปที่โถงกลาง เพื่อรอออกไปงานเลี้ยงพร้อมบิดาและพี่ขาย
หยางถังสวีเมื่อเห็นน้องสาวเดินเข้ามาโถงกลางก็เอ่ยทักด้วยความชื่นชม
“อวี้เอ๋อร์ของเราโตเป็นสาวแล้วจริง ๆ ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดงดงามกว่าน้องสาวของพี่อย่างแน่นอน”
“พี่ใหญ่ก็กล่าวเกินไป ข้าไม่กล้ารับคำชมนี้ไว้หรอกเจ้าค่ะ” หญิงสาวย่อกายคำนับทุกคน ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายคนโตด้วยท่าทีเขินอาย
“ฮ่าฮ่า ที่ไหนกัน ที่ข้ากล่าวออกไปล้วนเป็นความจริง” เขาหัวเราะให้กับท่าทีของน้องสาว น้องสาวของเขาคงจะโตเป็นสาวแล้วจริง ๆ
“ฮ่าฮ่า เราไปกันเถิด เดี๋ยวจะถึงงานเลี้ยงสายได้” วันนี้ฮ่องเต้ทรงจัดงานฉลองให้กองทัพสกุลหยาง เขาจะไปถึงล่าช้าไม่ได้
“ขอรับ” “เจ้าค่ะ”
ทั้งหมดตอบรับบิดาแล้วเดินตามเขาไปขึ้นรถม้าเพื่อไปสถานที่จัดงานเลี้ยงทันที
สามคนพี่น้องพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากไม่ได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแบบนี้นานแล้ว โดยมีบิดานั่งฟังทั้งสามพูดกันอย่างสุขใจ
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในวังหลวง ที่ตำหนักจิ่งซิน ทุกคนจะต้องเดินเข้าไปที่สถานที่จัดงาน เพราะรถม้าสามารถเข้ามาได้ถึงประตูวังชั้นนอกเท่านั้น
เมื่อสกุลหยางเดินทางมาถึง สกุลอื่น ๆ ก็เจ้าไปในงานเลี้ยงกันจนเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงไม่กี่สกุลเท่านั้น
คนที่ยังไม่ได้เข้าไปในงานเลี้ยงเมื่อเห็นว่าเป็นคนจากสกุลหยางก็เข้ามาทักทายและสนทนากันนิดหน่อย จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
หยางเค่อเทียนเมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว ตึงเดินนำบุตรทั้งสามไปที่ตำหนักจิ่งซินทันที เพราะกลัวจะไม่ทันเวลา