บทที่ 6 งานเลี้ยง

2448 Words
บทที่ 6 งานเลี้ยง ทันทีที่คนสกุลหยางปรากฏตัวขึ้น ต่างก็ถูกหลายสายตาจับจ้อง แต่พวกเขาก็หาได้ใส่ใจไม่ ยังคงเดินไปที่นั่งของตนเองด้วยท่าทางที่มั่นคง หยางเหม่ยอวี้เดินอยู่หลังสุดด้วยท่าทางที่สง่างาม และใบหน้าที่งดงามราวกับปีศาจ ทำให้เหล่าบุรุษต่างมองสายตาหลงใหล ไม่มีใครสามารถต้านทานความงามของนางได้สักคน เหล่าฮูหยินก็นึกชื่นชมในใจ แต่เมื่อคิดถึงข่าวลือที่ผ่านมาก็ถึงกับส่ายหน้า สตรีที่ขาดมารดาอบรมสั่งสอนทั้งยังไม่ฝักใฝ่ในการเรียน อย่างนี้จะสามารถเชิดหน้าชูตาได้อย่างไร เหล่าสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนก็มองนางด้วยสายตาอิจฉาริษยา ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมใส่ หน้าผม ทุกอย่างล้วนลงตัว สตรีที่ตั้งใจมาหาคู่ครองในวันนี้ต่างก็ต้องหมดหวังไปตาม ๆ กัน เพราะสายตาของบุรุษทั้งงานต่างมองที่หยางเหม่ยอวี้เพียงคนเดียว ขุนนางทั้งหลายต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความยินดีกับหยางเค่อเทียนและหยางถังสวี ครั้งนี้พวกเข้าทั้งสองสร้างความดีใหญ่หลวง เขามาทำความรู้จักไว้ก็ถือว่าไม่เสียหายอะไร แต่ว่าพูดคุยกันได้นิดหน่อยก็ต้องแยกย้าย เพราะใกล้ถึงเวลาที่ฝ่าบาทจะเสด็จแล้ว รอได้ไม่นานขบวนเสด็จของฮ่องเต้และฮองเฮาก็มาถึง ตามด้วยขบวนเสด็จขององค์รัชทายาท และเหล่าสนม ทันทีที่ฮ่องเต้นั่งลง เสียงถวายความเคารพก็ดังขึ้นอย่างกึกก้องตำหนักจิ่งซิน “เอาละ วันนี้เป็นวันดี ทุกท่านเชิญตามสบาย” สิ้นสุดคำพูดของโอรสสวรรค์ ทุกคนที่อยู่ในงานเลี้ยงก็นั่งลง และดนตรีก็บรรเลงสร้างความรื่นเริงในคนในงานทันที วันนี้เป็นงานเลี้ยงรื่นเริงเฉย ๆ ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรมากมาย เพราะรางวัลที่ควรมอบก็มอบไปตั้งแต่วันที่กองทัพสกุลหยางเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว งานวันนี้ก็จัดขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้เหล่าผู้กล้าเท่านั้น ภายในงานเลี้ยงเป็นหยางเหม่ยอวี้ที่โดดเด่นที่สุด ทุกคนในงานล้วนสนใจนาง สตรีที่ไม่มีมารดาอบรมเลี้ยงดูทั้งยังไม่มีอาจารย์สั่งสอน ยังสามารถวางตัวได้สง่าเพียงนี้ ช่างเป็นสตรีที่หาตัวจับยากเสียจริง เหล่าบุรุษได้แต่นึกชมในใจ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเขามาทักทายหญิงสาว เพราะพี่ชายที่นั่งตีหน้านิ่งขนาบสองข้าง “ท่านทั้งสองมิไปดื่มกับเหล่าสหายหรือ” เมื่อเห็นว่าเหล่าพี่ชายเอาแต่นั่งตีหน้านิ่ง หยางเหม่ยอวี้ถามพี่ชายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “จะให้ข้าไปได้อย่างไร ดูเหล่าบุรุษพวกนั้นสิ จ้องจะหาแต่โอกาสมาสนทนากับเจ้า หากข้าออกไปพวกนั้นคงแย่งกันเข้ามาหาเจ้า” หยางถังสวีพูดขึ้นอย่างมีอารมณ์ “จริงดั่งพี่ใหญ่พูด บุรุษเหล่านั้นน่าตายที่สุด” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างไม่ยอมเหมือนกัน เขาพึ่งจะได้น้องสาวที่มีนิสัยน่ารักกลับคืนมา จะปล่อยให้ผู้ใดมาแย่งไปไม่ได้ เพียงแค่แย่งกับบิดาและพี่ใหญ่เขาก็เหนื่อยมากพอแล้ว “หึหึ พวกท่านกล่าวเกินจริงไปมาก” หญิงสาวหัวเราะออกมาเบา ๆ ให้กับคำพูดของพี่ชาย คิดไม่ถึงว่าที่พวกเขาไม่ไปสนทนากับเหล่าสหายเพราะเหตุนี้ “เกินจริงที่ไหน เจ้าดูสายตาของพวกเขาสิ” หยางถังสวีพูดขึ้นพลางใช้สายตากดดันมองไปทางบุรุษเหล่านั้น องค์รัชทายาท ซ่งเฉินคุน มองหยางเหม่ยอวี้ด้วยใบหน้าใช้ความคิด เขาพึ่งขึ้นรับตำแหน่งองค์รัชทายาทได้ไม่นาน และตอนนี้ตำแหน่งของเขายังไม่มั่นคง หากได้สกุลหยางมาหนุนหลังคงจะดีไม่น้อย เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่วางแผนในใจ เขาคงต้องเขาไปตีสนิทกับแม่นางที่งามหาผู้ใดเปรียบคนนั้นแล้ว แต่เข้าไปตอนนี้คงจะไม่เหมาะสมเท่าใดนัก ไว้เขาจะหาโอกาสไปทำความรู้จักกับนางทีหลัง หยางเหม่ยอวี้เมื่อรู้สึกตัวว่ามีคนมองมา ก็หันไปมองหาสายตาของคนผู้นั้น ก็พบกับสายตาของซ่งเฉินคุนที่มองมาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจส่งมาให้นางแทน หญิงสาวเมื่อเห็นแบบนั้นก็ส่งยิ้มอ่อนหวานส่งคืนไปให้ แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้ม แต่มือของนางภายใต้แขนเสื้อกลับกำเข้าหากันแน่น จากนั้นจึงหันมาสนทนากับพี่ชายต่อ นางไม่มีสหาย และที่สำคัญนางก็ไม่ได้อยากมี จึงไม่ได้เดินไปที่ใด เอาแต่นั่งอยู่ที่เดิม โดยมีพี่ชายนั่งคุยเป็นเพื่อน พี่ชายสองคนนั่งร่ำสุรากันอย่างรื่นเริง โดยมีนางนั่งฟังพวกเขาสองคนคุยกัน แต่ในหัวของนางไม่ได้รับฟังเรื่องที่เขาพูดกันเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหวนคิดไปถึงสายตาที่ ซ่งเฉินคุนมองมาเมื่อครู่ สายตาแบบนั้นมันคืออันใดกันแน่ ในครั้งก่อน แม้นางจะได้รับราชโองการให้สมรสเป็นพระชายาของเขา เขาก็ยังไม่แม้แต่จะหันมามองนาง แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น เขาจึงมองนางแบบนั้น “อวี้เอ๋อร์ ได้ยินที่พี่พูดหรือไม่” หยางเล่อผิงเห็นน้องสาวเอาแต่เหม่อลอย จึงยื่นมือไปสัมผัสแขนของนางเพื่อเรียกสติ “พี่รองมีอันใดหรือเจ้าคะ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างงุนงง “ไม่มีอันใด ว่าแต่เจ้าเบื่อหรือไม่ ออกไปเดินเล่นผ่อนคลายหน่อยไหม” เมื่อเห็นว่าน้องสาวหายเหม่อลอยแล้ว เขาจึงพูดเปลี่ยนเรื่อง “ข้าเห็นด้วย เจ้าออกไปเดินเล่นหน่อยดีหรือไม่ เผื่อจะได้สหายเพิ่มมาสักคน” หยางถังสวีเอ่ยเสริม เขาก็อยากให้น้องสาวมีสหายไว้คุยเล่นด้วยกันสักคน “พวกท่านไม่กลัวบุรุษเหล่านั้นตามข้าไปหรือ” หยางเหม่ยอวี้ถามขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ นางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ให้คนที่มองมา “พวกเขากล้าหรือ” ทั้งสองหันไปมองรอบ ๆ อย่างข่มขู่ เหล่าบุรุษเมื่อเห็นสายตาของพี่ชายทั้งสองคนของนางก็พากันหันหน้าหนีทันที บ้างก็หันไปสนทนากัน บ้างก็ยกสุราขึ้นจิบ แต่สายตาก็ยังคงเหลือบมามองหญิงสาวบ้าง “เช่นนั้นข้าออกไปเดินเล่นข้างนอกนะเจ้าคะ” “อืมไปเถิด” หยางถังสวีพยักหน้าตอบรับ “อย่าลืมหาสหายสักคนเล่า” หยางเล่อผิงไม่วายพูดทิ้งท้าย ก่อนที่น้องสาวจะเดินออกไป ทั้งสองมองน้องสาวไปจนสุดสายตา จากนั้นจึงแยกย้ายไปหาสหายของตน น้องสาวของเขาต้องมีสหายบ้าง จะเอาแต่อยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ได้ ********** หยางเหม่ยอวี้ออกมาเดินเล่นคนเดียวในอุทยานหยุนเจา ไม่ได้คิดหาสหายเช่นที่พี่ชายย้ำก่อนออกมาสักนิด เมื่อเดินเล่นได้สักพักหนึ่ง ก็พบเข้ากับสตรีกลุ่มหนึ่งที่รุมรังแกคุณหนูผู้หนึ่งอยู่ ตอนแรกนางไม่คิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่เมื่อเห็นสตรีที่เป็นหัวหน้าคนกลุ่มนั้น นางจึงเลือกที่จะเดินเข้าไป สตรีกลุ่มนั้นเมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาจึงได้หยุดมือ และหันไปมองคนที่มาใหม่อย่างพร้อมเพรียง “เป็นเจ้าอีกแล้ว” ฟานเจียวจิง พูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย วันนี้ท่านพ่อบอกนางว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนสกุลหยาง หรือทำให้หยางเหม่ยอวี้ไม่พอใจในวันนี้ วันอื่นท่านล้วนไม่ยุ่งเกี่ยว “เป็นข้าแล้วทำไม” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่ได้หันไปมองหญิงสาวที่นางพึ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือเลยสักนิด “วันนี้ข้าไม่อยากยุ่งกับเจ้า เพียงแค่เจ้าไม่ยุ่งเรื่องของข้า ข้าก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้า” ฟานเจียวจิงพูดขึ้นอย่างรำคาญ นางไม่อยากจะเสียเวลากับหยางเหม่ยอวี้มากนัก “ข้าเป็นบุตรสาวแม่ทัพ เห็นคนเดือดร้อนจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้อย่างไร” หยางเหม่ยอวี้พูดไม่ช้าไม่เร็ว เห็นได้ชัดว่าไม่ได้กลัวคำพูดของฟานเจียวจิงแม้แต่น้อย “ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คนเช่นเจ้าเนี่ยนะ คิดจะช่วยผู้อื่น” ฟานเจียวจิงพูดขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ คนที่ไม่เคยสนใจผู้ใดแบบนาง คิดจะยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่น “คนเช่นข้ามันทำไม?” “ฮ่าฮ่า คนที่ไม่เคยเห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาอย่างไรเล่า” ดูจากการปฏิบัติตัวของหยางเหม่ยอวี้แล้ว คำพูดของนางคงไม่เกินจริง “หึ” หญิงสาวไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่หัวเราะในลำคอเท่านั้น “เจ้าถอยออกไปได้แล้ว ข้าจะได้จัดการนางเสียที” ฟานเจียวจิงพูดขึ้นอีกครั้ง “หากข้าไม่ถอยเล่า?” หยางเหม่ยอวี้เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี “เจ้า!!” นางคิดอยากจะเข้าไปตบตีหยางเหม่ยอวี้สักครั้ง แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของบิดา จึงยอมหยุดเพียงเท่านี้ “กลับ!!” “เจียวจิงแต่…” ยังไม่ทันที่สตรีนางนั้นจะพูดจบ ฟานเจียวจิงก็พูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย “ข้าบอกให้กลับ เจ้าคิดจะให้ข้าผิดใจกับท่านพ่อหรือ” พูดจบนางก็เดินออกไปทันที สตรีที่เหลือเมื่อเห็นแบบนั้นก็เดินตามฟานเจียวจิงไป เมื่อเห็นว่าสตรีกลุ่มนั้นออกไปแล้ว จือชิงหยวน ก็เดินไปหยุดตรงหน้าของหยางเหม่ยอวี้ และเอ่ยขอบคุณนางด้วยท่าทางจริงใจ “คุณหนูหยาง ขอบคุณเจ้ามากที่ยื่นมือมาช่วยเหลือข้า” “ไม่เป็นไร” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างไม่แยแส นางไม่ได้คิดจะยื่นมือไปช่วยเหลือสตรีผู้นี้แต่แรก “ข้าชื่อ จือชิงหยวน” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่คิดที่จะเอ่ยถามชื่อตน จือชิงหยวน จึงเอ่ยแนะนำตัวอย่างกล้า ๆ กลัว หยางเหม่ยอวี้ไม่พูดอะไร และเตรียมที่จะเดินออกไปจากตรงนี้ แต่สตรีอีกคนที่อยู่ด้วยก็รวบรวมความกล้าและพูดขึ้นอีกครั้ง “คุณหนูหยางจะไปที่ใดหรือ ข้าขอตามไปด้วยได้หรือไม่” เมื่อได้ยินคำถามนั้น หยางเหม่ยอวี้ก็หยุดความคิดที่จะเดินออกไป แล้วหันกลับมามองสำรวจสตรีตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง สตรีผู้นี้หน้าตาสะสวย ดูจากเสื้อผ้าแล้ว บิดาของนางคงจะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร สตรีกลุ่มนั้นถึงกล้าทำเพียงนี้ “ตามใจเจ้า ที่นี่ข้าไม่มีสิทธิ์บังคับไม่ให้ผู้ใดเดิน” น้ำเสียงไร้อารมณ์ถูกเปล่งออกมา ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเดินออกไป ไม่คิดรั้งรอสตรีอีกคน และนางก็คิดผิดที่ยอมให้จือชิงหยวน เพราะตั้งแต่เดินออกมาจากบริเวณนั้น นางก็ยังคงพูดไม่หยุด เล่าเรื่องที่โดนรังแกให้ฟังว่าสาเหตุมาจากอะไร เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความซุ่มซ่ามของนางทั้งหมด นางทำน้ำชาหกใส่ ฟานเจียวจิง จึงถูกนางลากมาทำร้าย หยางเหม่ยอวี้ฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้สนใจสิ่งที่นางพูดมากนัก เอาแต่ขบคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซ่งเฉินคุนมองนางด้วยสายตาที่แปลกไป เท่าที่นางรู้จักและได้ยินเรื่องของเขามา เขาเป็นคนที่ฉลาด สิ่งที่เขาทำล้วนประสบความสำเร็จทุกอย่าง รวมถึงใส่ร้ายนางด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะชอบสตรีที่มีนิสัยแบบฟานเจียวจิงได้หรือ นางคิดเรื่องนี้อย่างไรก็คิดไม่ตก “อวี้เอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์” หยางเหม่ยอวี้หลุดออกจากหวงความคิดของตัวเอง เพราะเสียงเรียกของจือชิงหยวน นางหันไปมองยังต้นเสียงก็พบกับสตรีที่ยืนทำหน้าตาใส่ซื่ออยู่ และเลิกคิ้วถามว่ามีเรื่องอะไร “อ่อ ใกล้ถึงเวลางานเลี้ยงเลิกแล้ว เรากลับเข้าไปที่ตำหนักจิ่งซินเถิด” เมื่อเห็นหน้าของหยางเหม่ยอวี้ นางก็รู้ทันทีว่านางต้องการที่จะพูดอะไร นางจึงได้ตอบไป ทั้งสองเดินเข้าไปในงานพร้อมกัน ทำให้สายตาของคนทั้งงานจับจ้องมาที่พวกนางทั้งสอง สตรีคนหนึ่งงดงามราวกับปีศาจจำแลงกายลงมา ส่วนอีกคนหนึ่งดูน่ารัก น่าทะนุถนอม แต่เมื่อเดินมาเคียงคู่กันมา ก็ทำให้จือชิงหยวนดูด้อยกว่าหลายส่วน พี่ชายทั้งสองเมื่อเห็นว่าน้องสาวเดินเจ้ามากับสหายก็พากันโล่งใจ พวกเขาคิดว่านางจะไม่ได้สหายกลับมา “พี่คิดว่าเจ้าไม่คิดจะหาสหายเสียแล้ว” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างต้องการหยอกล้อน้องสาว “ใช่ วันหลังก็ชวนนางไปคุยเล่นที่จวนบ้าง ว่าแต่นางเป็นคุณหนูจวนใดหรือ” หยางถังสวีพูดขึ้นอย่างเห็นด้วย ก่อนจะถามว่านางมาจากสกุลใด “แต่นางชื่อ จือชิงหยวน” หญิงสาวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “อ่อ นั่นนางเดินมาหาเจ้าแล้ว” เมื่อเห็นว่าสตรีผู้นั้นเดินมาหาน้องสาว ทั้งสองก็แยกตัวออกไปทันที “วันหน้าเราไปสนทนาจิบชาด้วยกันหรือไม่” เมื่อเดินมาถึง จือชิงหยวนก็พูดออกมาอย่างรวดเร็วด้วยความเขินขาย นางมองท่าทางของหญิงสาวครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง “ได้” หญิงสาวยิ้มหวานส่งไปให้ จือชิงหยวน แต่กับเป็นบุรุษที่มองนางอยู่ก่อน หลงใหลในรอยยิ้มนั้นของนาง ไม่ว่านางจะทำอะไรทุกท่วงท่าของนาง สามารถดึงดูดผู้คนได้เสมอ ราวกับนางเป็นปีศาจที่แปลงกายลงมาจริง ๆ เมื่องานเลี้ยงจบลง ทุกคนต่างก็ทยอยกลับจวนของตัวเอง บางคนดื่มหนักไม่สามารถเดินทางกลับจวนได้ ก็พักผ่อนที่ห้องรับรองก่อน เมื่อรู้สึกดีขึ้นจึงเดินทางกลับจวน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD