บทที่ 7
สหาย
หลายวันต่อมา จือชิงหยวน ได้ส่งจดหมายมาชวน หยางเหม่ยอวี้ออกไปจิบน้ำชาที่ร้านน้ำชา หอมหมื่นลี้ ด้วยกัน และนางก็ได้ตอบตกลงไปแล้ว
เมื่อวันนัดหมายมาถึง หยางเหม่ยอวี้ก็เดินทางไปที่ร้านตามที่ได้นัดหมายกันไว้
“แม่นาง เชิญขอรับ เชิญ” เสี่ยวเอ้อออกเมื่อเห็นว่ามีลูกค้าคนใหม่เข้ามา ก็รีบออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูของข้านัดสหายเอาไว้” เสี่ยวอ้ายบอกกับเสี่ยวเอ้อที่ออกมาต้อนรับ
“คุณหนูจือหรือขอรับ”
“ใช่”
“เช่นนั้นเชิญตามข้าน้อยมาขอรับ คุณหนูจือได้แจ้งเอาไว้แล้ว” พูดจบก็เดินนำทั้งสองไปห้องที่คุณหนูผู้นั้นอยู่
“ห้องนี้ขอรับ”
“ขอบใจมาก” เสี่ยวอ้ายขอบคุณ พร้อมทั้งยื่นเงินให้เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ
“ขอบคุณมากขอรับ” เขารีบรับเงินมาด้วยความดีใจ หายากที่จะมีคนใจดีแบบนี้ เพียงแค่เขาเดินมาส่งก็ได้ตั้งหลายอีแปะ เห็นที่ต้องจำหน้าคุณหนูผู้นี้ไว้ให้ขึ้นใจเสียแล้ว
“คุณหนูหยาง คุณหนูของบ่าวรออยู่ในห้อง เชิญเจ้าค่ะ” อาเฉียว เมื่อเห็นคนที่เจ้านายของตนนัดเอาไว้มาแล้วจึงเดินเข้ามาทักทาย
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามสาวใช้นางนั้นเข้าไปในห้อง
จือชิงหยวนเมื่อเห็นคนที่ตนเองนัดหมายไว้เดินเข้ามาในห้อง ก็ลุกขึ้นมาทักทาย
“คุณหนูหยาง”
“คุณหนูจือ” หยางเหม่ยอวี้ก็ทำการทักทายนางตามมารยาทเช่นกัน
“นั่งก่อน ๆ” เมื่อเห็นว่าในห้องเงียบเกินไป จือชิงหยวน จึงเอ่ยทำลายความเงียบโดยการชวนสตรีอีกคนให้นั่งลง
หลังจากนั่งลงแล้ว จือชิงหยวนก็ทำการเทน้ำชาให้หญิงสาวอีกคน และก็เป็นเหมือนเดิม นางเริ่มพูดไปเรื่อย ไม่สนว่าอีกคนจะสนใจฟังหรือไม่
“นี่เป็นชาดีที่สุดของร้าน เจ้าลองชิมดูว่าถูกปากหรือไม่” เมื่อรินชาเสร็จก็ยื่นไปให้ หยางเหม่ยอวี้ แต่ปากก็ยังคงพูดต่อไป “ข้าชอบชาร้านนี้ที่สุด ร้านอื่น ๆ ในเมืองหลวง หาร้านชาดี ๆ แบบนี้ยากนัก”
เมื่อเห็นว่าหยางเหม่ยอวี้ลองชิมดูแล้วจึงได้เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง ด้วยสีหน้าคาดหวัง
“เป็นอย่างไร ถูกปากเจ้าหรือไม่”
“อืม อร่อยดี” ในที่สุดหยางเหม่ยอวี้ก็ยอมเปิดปาก นางส่งยิ้มน้อย ๆ ส่งกลับไปให้
“คิดว่าจะไม่ถูกปากเจ้าเสียแล้ว” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างโล่งอก
เมื่อเห็นท่าทางของ จือชิงหยวน หญิงสาวก็ได้เกิดความสงสัย นิสัยของนางก็น่าคบหาอยู่ไม่น้อย เหตุใดจึงมีคนคิดรังแกนางเช่นนั้น
“เจ้าไม่มีสหายหรือ”
จือชิงหยวนเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็ได้แต่นิ่งไป ได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความเศร้าใจ ก่อนจะเปิดปากเล่าเรื่องราวของตนเองให้สหายคนใหม่ฟัง
“บิดาของข้าเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร สตรีหลายคนไม่ชอบหน้าข้า จึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งข้าอยู่เสมอ จนทำให้คนที่เคยคบหาตีตัวออกห่าง…” หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เพราะกลัวจะเดือดร้อนไปด้วย แต่ข้าก็เข้าใจ ไม่มีผู้ใดอยากถูกกลั่นแกล้งตลอดเวลาหรอก”
แม้นางจะพยายามยิ้มแย้มออกมา แต่น้ำเสียงของนางปนความเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“สหายไม่จริงใจเช่นนั้น เจ้าอย่าสนใจเลย” นางไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยปลอบอย่างไร เพราะนางก็ไม่เคยมีสหายมาก่อน จึงได้พูดแบบนั้นออกไป
“ข้าจะไม่สนใจพวกนางแล้ว” จือชิงหยวนยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะยืนมือไปจับมือของหยางเหม่ยอวี้เอาไว้ “ขอบคุณเจ้ามาที่ยอมรับข้าเป็นสหาย”
หยางเหม่ยอวี้ ก้มลงมองมือของตนเอง ที่ตอนนี้มีมือของสตรีนางหนึ่งจับเอาไว้อยู่ นางยิ้มออกมาบาง ๆ แต่ในใจเกิดความโต้แย้ง นางไม่เคยเอ่ยคำนั้นออกมาเสียหน่อย
หลังจากดื่มชากันเสร็จแล้ว จือชิงหยวนก็ชวนหยางเหม่ยอวี้ออกไปเดินเล่นในตลาดด้วยกัน และนางก็ตอบตกลงไปแล้ว
“เจ้าว่าสวยหรือไม่” จือชิงหยวน ถามหยางเหม่ยอวี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางยื่นกำไลไปให้นางดู
“เหมาะกับเจ้าดี”
“จริงหรือ” นางถามด้วยแววตาเป็นประกาย นานแล้วที่ไม่มีสหายออกมาเดินซื้อของด้วยกันแบบนี้
“อืม” หยางเหม่ยอวี้พยักหน้าเบา ๆ
“เถ้าแก่ ข้าเอาอันนี้” นางยื่นกำไลไปให้เถ้าแก่
“รอสักครู่นะขอรับ” เขายื่นมือไปรับ แล้วรีบห่อของอย่างรวดเร็ว
“ได้แล้วขอรับ”
อาเฉียวยื่นมือออกไปรับของและจ่ายเงินไป เมื่อได้ของแล้วก็เดินไปเลือกดูสิ่งอื่นต่อ
หยางเหม่ยอวี้เมื่อเห็นว่าออกมาจากจวนแล้วจึงขอตัวกลับจวน เพราะกลัวว่าบิดาจะเป็นห่วง แต่ความเป็นจริงคือนางเบื่อที่จะต้องเดินปั้นหน้าแบบนี้ จึงต้องหาข้ออ้าง
“ข้าคงต้องกลับก่อน นี่ก็ออกมานานแล้ว”
“จริงด้วย ข้าสนุกจนลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย” จือชิงหยวนพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด นางสนุกมากเกินไปจนลืมเวลา
“ข้าขอตัวก่อน” นางเอ่ยลา จากนั้นจึงหมุนตัวเพื่อจะเดินกลับรถม้า แต่ก็ชนกับคนผู้หนึ่งเข้า
“โอ้ย…” หญิงสาวร้องออกมาด้วยความตกใจ
คนที่ถูกชนรับตัวของนางเอาไว้อย่างพอดิบพอดี แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย เพราะนางรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าอย่างแรง
“เป็นอันใดหรือไม่” เสียงนุ่มดังขึ้นบนหัวของหญิงสาว
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ร่างกายของหญิงสาวก็แข็งทื่อไปทันที นางจำเสียงของเขาได้ ซ่งเฉินคุน
***********
“คุณหนู เป็นอันใดไหมเจ้าคะ” เสี่ยวอ้ายเมื่อเห็นว่าเจ้านายได้รับอันตราย ก็รีบพุ่งเข้ามาทันที
“ไม่เป็นไร” นางพยายามดันตัวออกจากวงแขนของบุรุษผู้นั้น แต่ก็ไม่เป็นผล
“ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ” จือชิงหยวน หลักจากหายจากอาการตกใจ ก็เอ่ยทำความเคารพบุรุษผู้สูงศักดิ์
“ตามสบายเถิด”
หยางเหม่ยอวี้แสร้งเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของคนที่นางเดินชน ก็รีบพูดออกมาด้วยความตกใจ
“อ…องค์รัชทายาท” นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ปะ…ปล่อยหม่อมฉันเกินเถิดเพคะ คนมองกันใหญ่แล้ว”
องค์รัชทายาท ซ่งเฉินคุน หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะปล่อยให้นางได้เป็นอิสระ
เสี่ยวอ้ายรีบเข้าไปประคองนายสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู เจ็บหรือไม่เจ้าคะ”
หยางเหม่ยอวี้ไม่ตอบ ทำเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ เท่านั้น ก่อนจะหันไปกล่าวกับองค์รัชทายาท
“หม่อมฉันขอประทานอภัยด้วยเพคะ ที่ไม่ทันระวัง เกือบทำให้พระองค์ได้รับบาดเจ็บ”
“คุณหนูหยางอย่างได้กังวล เปิ่นหวางมิเป็นอันใด” เขายังคงรักษาท่าทีสุขุมลุ่มลึกเอาไว้อยู่ ก่อนจะเอ่ยถามนางกลับบ้าง “แล้วคุณหนูหวางได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่ แต่ดูแล้วเหมือนเจ้าจะเจ็บข้าใช่หรือไม่”
เขาไม่เว้นจังหวะให้นางได้ตอบ ก็เอ่ยถึงอาการบาดเจ็บของนางทันที
“หม่อมฉันไม่เป็นอันใดมากเพคะ หากไม่มีอะไรแล้ว หม่อมฉันของตัวก่อน” นางพยายามจะพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยนางไปเสียที จนนางแทบจะเก็บอารมณ์ของความโกรธแค้นเอาไว้ไม่อยู่
“ให้เปิ่นหวางไปส่งที่รถม้าดีหรือไม่ เจ้าบาดเจ็บเช่นนี้อาจจะเกิดอันตรายขึ้นอีก” ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง เขายังไม่ยอมให้นางออกไปจากตรงนี้ง่าย ๆ อย่างน้อยวันนี้นางก็ต้องได้ไปส่งนางที่หน้าจวน
“ไม่รบกวนองค์รัชทายาทหรอกเพคะ” นางก้มหน้าตอบด้วยท่าทางที่สุภาพ
“ไม่เป็นไร แค่ไปส่งที่รถม้า ไม่ได้รบกวนอะไรมากมาย” เขายกยิ้มขึ้น ทำให้สตรีที่มองเหตุการณ์อยู่ต่างก็เขินอายไปตาม ๆ กัน
“เช่นนั้นก็แล้วแต่พระองค์เพคะ” หยางเหม่ยอวี้เดินกลับรถม้าโดยมีเสี่ยวอ้ายคอยประคอง และมีองค์รัชทายาทคอยเดินตาม
“ขอบคุณองค์รัชทายาทที่มาส่ง” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณเขาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ไม่ได้มีความเขินอายแต่อย่างใด
“เปิ่นหวางมาส่งเจ้าถึงรถม้าแล้ว ไปส่งถึงที่จวนคงจะไม่เป็นอะไร” ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างไม่ให้นางสามารถปฏิเสธได้ และส่งมือไปเพื่อรอส่งหญิงสาวขึ้นรถม้า
“ขอบพระทัยเพคะ” นางไม่อาจหักหน้าเขาได้ จึงยอมให้เขาประคองนางขึ้นรถม้าและไปส่งที่จวน
จือชิงหยวน ยืนมองทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสงบนิ่ง และหันไปมองหยางเหม่ยอวี้ที่ขึ้นรถม้า ไม่แม้แต่จะเอ่ยลานางสักคำ
เมื่อเห็นว่านางไม่ปฏิเสธเขาก็ขึ้นไปนั่งรถม้าคันเดียวกับนาง ภายในรถม้าตกอยู่ในความเงียบ
หยางเหม่ยอวี้ไม่แม้แต่จะมองหน้าของเขา นางพยายามเก็บสายตามาดร้ายเอาไว้ ไม่ให้เขารับรู้
ซ่งเฉินคุน นั่งมองหน้าหญิงสาวด้วยสีหน้าที่ไม่อาจคาดเดาได้ สตรีผู้นี้ยิ่งได้มองใกล้ ๆ ยิ่งสามารถรับรู้ว่านางงดงามไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบได้ เสน่ห์ของนางนั้นมีมากมายจนบุรุษทั้งหลายไม่อาจห้ามใจได้ เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น ขอเพียงแค่เขาได้ครอบครองนาง เขาจะมีทั้งอำนาจและหญิงงามอยู่ข้างกาย
แต่นางเหมือนมีกำแพงหนาขว้างกั้นนางและคนรอบกายเอาไว้ แม้แต่ จือชิงหยวน ยังไม่สามารถทำลายกำแพงนั้นได้ เท่าที่เขาตามสังเกตนาง นอกจากคนในครอบครัวแล้ว นางก็ไม่ยินดีที่จะทำความรู้จักกับผู้ใด
“คุณหนูหยาง วันหน้าหากข้าต้องการมาเยี่ยมเยียนเจ้าที่จวนจะเป็นไปได้หรือไม่” เขาถามด้วยสีหน้ามีความหวัง ตัวเขาเป็นถึงองค์รัชทายาท ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องอยากรู้จัก และสนิทสนมเป็นธรรมดา
หญิงสาวเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก็หันไปมองหน้าของเขาตรง ๆ มิใช่ว่าองค์รัชทายาทผู้นี้ชอบพอกับฟานเจียวจิงหรอกหรือ เหตุใดจึงปฏิบัติตัวเช่นนี้กับนาง
“เพคะ” นางตอบตกลงอย่างแผ่วเบา แล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่างเหมือนเดิม
นางพยายามคิดว่าเรื่องนี้แปลกไปที่ใด ไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางก็คิดไม่ออก จึงได้เลิกคิดถึงเรื่องนี้ไป
ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูจวนสกุลหยาง องค์รัชทายาทก็ลงจากรถม้า เพื่อมารอประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างก็หยุดมอง
เขาประคองนางลงจากรถม้าด้วยอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่านางจะได้รับบาดเจ็บอีก
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทมากเพคะที่มาส่งหม่อมฉัน” นางเอ่ยขอบคุณก่อนจะส่งยิ้มไปให้เขาอย่างงดงาม
“เรื่องเพียงเท่านี้ไม่ต้องคิดเป็นบุญคุณ เพียงแค่เจ้ายอมเลี้ยงอาหารเปิ่นหวางสักมื้อเพื่อเป็นการตอบแทนก็พอ”
“ได้เพคะ” แม้ปากจะตอบตกลงไป แต่ในใจกลับก่นด่าไม่หยุด มาส่งข้าเพียงแค่ครั้งเดียว ข้าไม่ถือว่าเป็นบุญคุณ แต่เรื่องที่เจ้าทำกับข้าในอดีต ข้าไม้เคยลืม หญิงสาวคิดในใจ พลางยืนมองเขาขี่ม้าออกไปจนสุดสายตา
“ไม่ว่าเจ้าคิดจะทำอันใด เจ้าจะไม่มีวันทำสำเร็จอย่างแน่นอน” หยางเหม่ยอวี้พึมพำอยู่คนเดียว จนทำให้เสี่ยวอ้ายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถามขึ้นด้วยความงุนงง
“คุณหนูว่าอย่างไรนะเจ้าคะ”
“ข้าบอกว่าเราเข้าไปในจวนกันเถิด” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ให้กับท่าทางของสาวใช้ จากนั้นก็เดินเข้าจวนด้วยความช่วยเหลือของนาง
เมื่อนางกำลังเดินผ่านศาลาเหลียนฮวาก็พบพี่ชายคนโตนั่งอยู่ในนั้น จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป เหตุใดออกจากจวนไปไม่นานถึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้กลับมา” หยางถังสวีเดินออกมาหาน้องสาว และถามขึ้นด้วยความกังวล
“ข้าชนองค์รัชทายาทเข้า จึงได้รับบาดเจ็บ” นางบอกความจริงออกไป
“จะ…เจ้า เจ้าชนกับผู้ใดนะ” หยางเล่อผิงที่เข้ามาทันได้ยินพอดี ก็ถามขึ้นอย่างตกใจ
“องค์รัชทายาท”
“พระองค์ได้รับบาดเจ็บหรือไม่” ยังคงเป็นพี่ชายคนรองของนางที่ถามออกมาด้วยท่าทางเช่นเดิม
“เจ้าจะใส่ใจไปทำไม เจ้าดูน้องสาวของเจ้านี่ นางได้รับบาดเจ็บ เห็นหรือไม่” หยางถังสวีเอ็ดน้องชายไปคำหนึ่ง น้องสาวตัวเองได้รับบาดเจ็บแบบนี้ ยังมีอารมณ์ไปห่วงผู้อื่นอยู่อีก
“น้องสามได้รับบาดเจ็บหรือ” เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย เขาก็รีบเข้าไปสำรวจน้องสาวด้วยความเป็นห่วงทันที
“ข้าเพียงแค่เจ็บขาเท่านั้น” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ให้กับท่าทางที่ห่วงจนเดินเหตุของเขา
“หมอ หมอ ไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างร้อนรน และทำท่าจะเข้าไปอุ้มน้องสาว หยางถังสวีเห็นแบบนั้นจึงได้เอ่ยปราม
“นางโตแล้ว เจ้าจะอุ้มนางได้อย่างไร”
“ข้าไม่สน พี่ใหญ่จะให้นางเดินไปเช่นนั้นหรือ” หากนางเดินไปเอง มีหวังคงเจ็บมากกว่าเดิมแน่
“แต่…” เขาหันไปมองน้องสาวอย่างถามความเห็น ก่อนจะเงียบไปเมื่อเห็นว่านางไม่ได้คัดค้าน
หยางเล่อผิงอุ้มน้องสาวกลับเรือน แต่ปากก็ยังบ่นไปเรื่อย
หยางเหม่ยอวี้มองพี่ชายทั้งสองคนถกเถียงเรื่องของตนเองก็ยิ้มออกมา เหตุใดนางไม่เคยเห็นด้านนี้ของพี่ชายเลย นางคิดมาตลอดว่าพวกเขามีนิสัยที่สุขุม นิ่งครึ้ม เป็นพวกเขาที่เปลี่ยนไป หรือเป็นนางกันเองที่มองผิดไปตั้งแต่แรก