บทที่ 8 เปลี่ยนไป

2516 Words
บทที่ 8 เปลี่ยนไป หมอที่ถูกเชิญมารักษาหยางเหม่ยอวี้ ตรวจดูเท้าของหญิงสาวและทำการรักษาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายทั้งสองคนของนาง “คุณหนูสามไม่เป็นอันใดแล้วขอรับ ให้ดื่มยาตามเทียบนานี้ สี่หาวันก็หายแล้ว” เขายื่นใบเทียบยาไปให้ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ที่สำคัญในช่วงนี้อย่าพึ่งให้คุณหนูลุกเดินไปไหน จนกว่าอาการที่ข้อเท้าจะดีขึ้นนะขอรับ” “ขอบคุณท่านหมอมาก” หยางถังสวียื่นเงินให้เขาเพื่อเป็นการตอบแทน “เป็นหน้าที่ของข้าขอรับ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าคงต้องขอตัว” เขารับเงินมาแล้วเดินทางกลับทันที “ครั้งหน้าข้าจะวางใจปล่อยให้เจ้าไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้อย่างไร ออกไปจากจวนไม่ถึงวันก็ได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ได้แบบนี้” หยางเล่อผิงบ่นน้องสาวด้วยความเป็นห่วง ทำให้พี่ชายอย่างหยางถังสวีส่ายหน้าให้ “เจ้าน้อย ๆ ลงหน่อยเถิด” แม้เขาจะห่วงนางแต่ก็ไม่แสดงออกมาชัดเจนแบบนี้ “ก็…” ยังไม่ทันที่เขาจะโต้เถียง ก็ถูกพี่ชายถลึงตาใส่ เขาจึงได้เงียบปากไป “อวี้เอ๋อร์พักผ่อนเถิด พวกพี่จะออกไปแล้ว” เขาพูดขึ้นพลางลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเดินนำน้องชายออกไป หญิงสาวมองพี่ชายเดินออกไปจนสุดสายตา พลางคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น นางไม่เคยเห็นพี่ชายทั้งสองในรูปแบบนี้มาก่อน นางเห็นแค่ตอนที่พวกเขาฝึกการต่อสู้ หรือไม่ก็ตอนที่พวกเขาอ่านตำรา ด้านแบบนี้นางล้วนไม่เคยเห็น เป็นพวกเขาที่เฉยชา หรือเป็นนางกันแน่ที่เอาแต่เฉยชา ไม่ยอมแสดงสีหน้า หรือแสดงอารมณ์ด้านอื่น ๆ ออกมา จนพวกเขาไม่กล้าเข้าหา เมื่อหวนกลับไปคิดถึง นางก็ได้เสียดายโอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว คงต้องขอบคุณเขา ที่ทำให้นางได้กลับมาแก้ไขทุกอย่าง “อยากจะขอบคุณข้าหรือ” เสียงพูดดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่ตกอยู่ในภวังค์รู้สึกตัว นางหันไปทางต้นเสียง ก็พบกับชายหนุ่มที่นางกำลังนึกถึงเขาเมื่อครู่ “ข้า…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง “ใช่ จ้าอยากจะขอบคุณท่าน ที่…” นางยังเอ่ยไม่มันจะจบ เขาก็แทรกขึ้นมาก่อน “ระหว่างเจ้ากับข้า ไม่จำเป็นต้องมีคำขอบคุณ” นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา หวังจะค้นหาความอะไรบ้างอยากจากมัน แต่ก็ไม่เป็นผล นางไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ “มองพอหรือยัง” เขาถามเมื่อเห็นว่านางมองเขาอยู่นานแล้ว หญิงสาวหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย นางคิดว่าอย่างไรเขาก็ต้องรู้ ว่านางมองเขา แต่ไม่คิดว่าเขาจะเปิดโปงนางแบบนี้ นางจึงชวนเขาพูดคุยเพื่อเบี่ยงประเด็น “ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะถามท่าน” ใบหน้าของเขายังคงประดับรอยยิ้มเอาไว้ หยางเหม่ยอวี้เห็นเช่นนั้นจึงถามต่อ “เหตุใดเรื่องราวต่าง ๆ จึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ ซ่งเฉินคุนผู้นั้นเหตุใดจึงปฏิบัติตัวกับข้าต่างออกไป” หญิงสาวถามด้วยความไม่เข้าใจ เรื่องนี้คงมีแต่เขาที่สามารถบอกนางได้ “บิดาเจ้ากลับมาเร็ว เรื่องราวทุกอย่างจึงได้เปลี่ยนไป จ้าสามารถบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้” ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าซ่งเฉินคุนต้องการอะไร แต่เขาอยากให้นางจัดการด้วยตัวเอง ความแค้นของนางจะได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขีดจำกัด และทุกอย่างก็จะสำเร็จ “ท่านพ่อกลับมาเร็ว ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป” นางทวนคำพูดของเขาอีกครั้ง มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนไป องค์รัชทายาท นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรออก “จือชิงหยวน” นางพึมพำออกมาเบา ๆ ตั้งแต่ต้นจนตาย สตรีผู้นี้ไม่เคยเข้ามาวนเวียนในชีวิตของนางเลย คงต้องส่งคนไปสืบดู ว่านางเป็นเพียงสตรีธรรมดา หรือมีอะไรซุกซ่อนไว้หรือไม่ “ว่าแต่วันนี้มีอันใดหรือ ถึงได้มาหาข้า” เมื่อสิ่งที่อยู่ในใจของนางคลี่คลายแล้ว นางจึงถามหาสาเหตุที่เขามาในวันนี้ “มีคนคิดถึงข้า ข้าจึงมาหา” เขากล่าวที่เล่นที่จริง แต่ก็ทำให้หญิงสาวเสียอาการไม่น้อย “ผู้ใดคิดถึงท่านกัน ข้าไม่ได้คิดถึงท่านเสียหน่อย” หยางเหม่ยอวี้ตอบอย่างไม่เป็นตัวเอง ใบหน้าของนางขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัด “แต่ข้าคิดถึงเจ้า” เสียงที่ไม่ข้าไม่เร็วถูกเปล่งออกมา ทำให้หญิงสาวที่ได้ยิน หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง “ท่านว่าอย่างไรนะ” นางถามเพื่อความมั่นใจ ว่าสิ่งที่นางได้ยินนั้นถูกต้องหรือไม่ “ข้าคิดถึงเจ้า” เขาก็ยังคงพูดคำเดิม ยิ่งได้ยินคำยืนยัน หัวใจหัวใจของนางยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ “ท่าน…” นางหาคำพูดของตัวเองไม่เจอ จนเขาต้องยืนมือเข้ามาช่วย “หึหึ ข้าจะมาถามว่า เจ้าเป็นถึงนายท่านของสำนักเทียนหยาง เจ้าไม่คิดที่จะไปดูแลสำนักบ้างหรือ” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ยิ่งมองเขาก็ยิ่งหลงรักนาง ท่าทางที่นางแสดงออกมาเมื่อครู่น่าเอ็นดูยิ่งนัก “ข้าไม่ว่าง” ในที่สุดนางก็หาเสียงของตัวเองเจอ และพยายามรักษาท่าทีเอาไว้ “ไม่ว่าง…ทำความรู้จักกับสหายคนใหม่ หรือต้องรอต้อนรับองค์รัชทายาทเล่า” แม้ใบหน้าจะยังคงยิ้มแย้ม แต่น้ำเสียงกลับแข็งขึ้นหลายส่วน “ท่านรู้ทุกอย่าง?” “ใช่ ข้ารู้ทุกอย่าง” เขารู้ทุกอย่าง แต่เขาไม่สามารถห้ามอารมณ์ที่ขุ่นมัวของตัวเองได้ “ถ้าท่านรู้ทุกอย่างจริง ท่านต้องรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นข้าล้วนไม่เต็มใจ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างไม่ยอม นางก็ไม่อยากให้เขามายุ่งกับนางนักหรอก แต่นางสามารถปฏิเสธได้หรือ “ข้ารู้ ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับเจ้า ข้าแทบทนไม่ได้เมื่อเห็นเจ้าอยู่ในอ้อมกอดของผู้อื่น” เมื่อเห็นว่านางรู้สึกไม่พอใจ เขาจึงต้องเป็นฝ่ายที่ยอมลง ไม่ใช่ว่าเขากลัว เขาแค่ไม่อยากทำให้นางไม่พอใจ ************* หยางเหม่ยอวี้ไม่ยอมพูดอะไร เอาแต่นั่งทำหน้าบึ่งตึง ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา เขาจึงต้องหาวิธีต่าง ๆ มาเรียกร้องความสนใจ “เราออกไปที่สำนักดีหรือไม่” ยิ่งได้ยินคำพูดของเขา ก็ยิ่งทำให้นางโมโหยิ่งขึ้นกว่าเดิม “ท่านไม่เห็นหรือว่าข้อเท้าของข้าเจ็บ” “เจ็บหรือ เจ้าลองขยับดูอีกทีสิ” น้ำเสียงของเขากลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง หยางเหม่ยอวี้เมื่อได้ยินแบบนั้นก็รีบโน้มตัวลงไปจับดูข้อเท้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว จริงด้วย ตอนนี้ข้อเท้าของนางไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด หญิงสาวหันไปมองหน้าของเขาอย่างตกตะลึง เขาทำได้อย่างไร “ท่านเป็นคนทำหรือ” นางถามอย่างไม่อยากเชื่อ “ใช่ แต่ถึงข้าจะไม่ทำ อาการบาดเจ็บของเจ้าก็จะหายเร็วกว่ามนุษย์หลายส่วนนัก ไม่ถึงสองวันข้อเท้าของเจ้าก็จะหาย” เขาอธิบายให้นางฟังอย่างช้า ๆ ยิ่งนางมีพลังมากขึ้น ความเจ็บปวดแบบมนุษย์นางก็แทบจะไม่รู้สึก “จริงหรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ นางสามารถหายจากอาการเจ็บข้อเท้าเพียงแค่ไม่ถึงสองวัน “อย่าลืมสิ ตอนนี้เจ้าหาได้เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่” เขาเอ่ยเตือนนางอีกครั้งเผื่อว่านางจะหลงลืมเรื่องนี้ไป “ข้าไม่ลืม” หญิงสาวตอบรับอย่างหนักแน่น แต่เป็นแบบนี้ก็ดี ความเจ็บปวด ความตาย ไม่มีผู้ใดอยากสัมผัสมันหรอก “ถ้าอย่างนั้น เราไปที่สำนักกันดีหรือไม่ ข้าอยากแนะนำให้เจ้ารู้จักคนผู้หนึ่ง” เขาเอ่ยชวนนางอีกครั้ง “อืม” ครั้งนี้นางตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ครั้งนั้นนางยังไม่ได้ถามรายละเอียดเกี่ยวกับสำนัก นางยังไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสำนักเลย เมื่อหญิงสาวตอบตกลง เขาก็เข้าไปประชิดตัวและโอบกอดนางอย่างโหยหา หยางเหม่ยอวี้เงยหน้ามองโม่เทียน พอดีกับที่เขาก้มหน้าลงมามองนาง เขายกยิ้มที่ดูอบอุ่นส่งมาให้ นางมองเขาด้วยหัวใจสั่นระรัว เหตุใดถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับอ้อมกอดนี้ยิ่งนัก ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรทั้งสองร่างก็หายไป และไปโพลอยู่ที่ห้องห้องหนึ่งในสำนักเทียนหยาง เขาตัดใจปล่อยนางออกจากอ้อมกอดด้วยความอาวรณ์ แม้อยากจะกอดนางแบบนี้อีกสักพัก “ที่นี่คือที่ใดหรือ” หยางเหม่ยอวี้ถามขึ้น พลางเดินชมรอบ ๆ สำนักเทียนหยางนี้ ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยสีดำ ห้องนี้ก็เช่นกัน ทุกอย่างถูกประดับด้วยสีดำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน หรือโต๊ะเก้าอี้ มองดูแล้วช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก “นี่คือห้องทำงานของเจ้า” ไม่ทันที่นางจะได้ถามอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “เข้ามา” น้ำเสียงทรงพลังถูกเปล่งออกมา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยคนข้างนอก “คารวะนายท่านทางทั้ง” เมื่อเข้ามาในห้อง ฝูชุนก็เอ่ยทำความเคารพทั้งสองอย่างรู้ความ “ลุกขึ้น” น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะหันไปพูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “นี่คือฝูชุน เขาจะคอยรับใช้เจ้า ยามที่ข้าไม่อยู่สำนัก” “ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดเวลาหรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ไม่” “แล้วท่านอยู่ที่ใด” หญิงสาวถามขึ้นอย่างอยากรู้ นางคิดว่าเขาอยู่ที่นี่มาตลอด “เมื่อถึงเวลา เจ้าจะรู้เอง” เมื่อเห็นว่านานยังไม่จบเรื่องที่อยู่ของเขา ชวนนางพูดเรื่องอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “สำนักเทียนหยางตอนนี้ถือว่าเป็นหนึ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะได้ ตอนนี้พวกเรารับทำงานเฉพาะสืบข่าวเท่านั้น เรื่องอื่นยังไม่รับ” เขาเล่าเรื่องงานให้นางฟัง เพราะจากนี้ทุกอย่างในสำนักจะเป็นนางที่ดูแลทั้งหมด “ข้าสามารถเพิ่มอย่างอื่นได้หรือไม่” “ร้อนเงินหรือ หากเป็นเรื่องนั้นสามารถหยิบยืมข้าได้” เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “ท่าน!!… จวนแม่ทัพไม่ขาดเงิน ไม่รบกวน” นางก็ตอบเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเช่นกัน เรื่องแบบนี้ยังกล้าพูดออกมา “หึ เอาละเข้าเรื่องกันต่อเถิด” ชายหนุ่มชวนเข้าเรื่องงานอีกครั้ง ทั้งที่เขาเป็นคนพานอกเรื่องเอง “ที่นี่มีคนเท่าไหร่หรือ” วันนั้นเท่าที่นางเห็นก็ไม่ได้มากมายอะไร นางจึงถามเพื่อความแน่ใจ “มีมากเท่าที่นายท่านต้องการ” ฝูชุนตอบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ จนนางนึกสงสัย ว่าเขามีสีหน้าอื่นหรือไม่ “หากข้าต้องการหนึ่งพันคน” “ก็มีหนึ่งพันคน” เขาตอบอย่างไม่ลังเล แม้นายท่านจะต้องการหนึ่งหมื่นคน เขาก็มีให้ “ดี ข้าอยากให้สำนักรับงานคุ้มกันภัยด้วย” แม้ตอนนี้สำนักเทียนหยางจะเป็นสำนักอันดับหนึ่ง แต่ความสามารถด้านอื่น ๆ ล้วนไม่มีใครเคยเห็น นางอยากทำให้สำนักนี้เป็นสำนักที่ใครได้ยินก็ต้องหวาดกลัว “ตามที่นายท่านต้องการ” “ภายในหนึ่งเดือน สำนักเทียนหยางจะต้องเป็นสำนักที่มีแต่คนหวาดกลัว” น้ำเสียงดุดันถูกเปล่งออกมา ตอนนี้ที่พึ่งเดียวของนางคือสำนักเทียนหยาง นางจะต้องทำใหม่มันยิ่งใหญ่จนไม่มีสำนักหรือแคว้นอื่นเทียบได้ “ขอรับ” เขารับคำสั่งแล้วรีบออกไปจัดการทันที หลังจากที่ประกาศออกไป มีคนมากสนใจให้สำนักเทียนหยางคุ้มกัน แต่เพราะด้วยยังไม่เคยเห็นฝีมือจึงจ้างวานในระยะใกล้ ๆ ก่อน “ไม่เกินสิบวัน เพราะเขาจะต้องทำสำเร็จ” โม่เทียนพูดขึ้นอย่างมั่นใจ จนทำให้หญิงสาวอดหมั่นไส้ไม่ได้ “ท่านมั่นใจเพียงนั้น?” “หึหึ พนันกันหรือไม่เล่า” เขาถามอย่างนึกสนุก “พนัน?” หยางเหม่ยอวี้พูดขึ้นเหมือนสนใจ ก่อนจะหัวเราออกมา “หึ พนันไปอย่างไรข้าก็แพ้ พวกนั้นเป็นคนของท่านนิ” ใครจะยอมให้ตัวเองเสียผลประโยชน์กันเล่า “ไม่ลองดูหน่อยหรือ” เขาพยายามโน้มน้าวใจของนาง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ “ไม่ละ ท่านไม่ต้องมาล่อลวงข้า” จากนั้นนางจึงชวนเขาเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วที่สำนัก ข้าต้องทำอะไรบ้าง” “ไม่ต้องทำอะไร รอเพียงเก็บเงินก็พอ” พวกเขาไม่จำเป็นต้องกินต้องดื่ม เงินทั้งหมดล้วนตกเป็นของนาง “หากข้าต้องการใช้คนละ” “เจ้าเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ เพียงแค่บอก ฝูชุน” เขาพูดพลางพานางไปนั่งลงที่โต๊ะทำงาน “อ่อ” นางตอบรับพร้อมเดินไปนั่งตามที่เขาต้องการ “นี่คือเงินที่เจ้าต้องได้รับ” เขายื่นสมุดบัญชีให้นาง เมื่อได้เห็นรายงานในสมุดบัญชีก็ทำให้หญิงสาวตาโตขึ้นทันที สมุดบัญชีเล่มนี้มีแต่รายรับ รายจ่ายสักอีแปะก็ไม่มี สรุปแล้วพวกเขาทำงานกันอย่างไร “เหตุใดจึงมีแต่รายรับ” หญิงสาวถามอย่างไม่เข้าใจ “พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้อันใด” “แต่พวกเขาทำงาน จะให้พวกเขาทำงานอย่างไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือ” หยางเหม่ยอวี้พูดขึ้นอย่างไม่ยอม “ให้ไปพวกเขาก็ใช้ไม่ได้ จะให้ไปทำไม” เขาอธิบายอย่างใจเย็น “แต่…” เมื่อรู้ว่านางต้องการจะสื่ออะไร เขาจึงได้เอ่ยขัดนาง “พวกเขาล้วนมีค่าตอบแทน แต่ไม่ใช่เงินพวกนี้” “อ่อ เช่นนั้นก็แล้วไป” ได้ยินแบบนั้นนางก็เลิกเถียงกับเขา ก่อนจะก้มลงมองบัญชีที่อยู่ในมือ เงินพวกนี้มากกว่าที่บิดาได้มาแต่ละเดือนหลายส่วนนัก การค้าขายมันดีแบบนี้เอง หญิงสาวได้แต่คิดในใจ นางออกไปเดินเล่นในสวนเพื่อดูว่าคนในสำนักทำอะไรกันบ้าง แต่นางก็แทบจะไม่คนในนี้เลย หรือพวกเขาจะออกไปทำภารกิจกัน หลังจากเดินเล่นจนพอใจแล้ว นางก็ให้โม่เทียนกลับไปส่งที่เรือน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD