หยางเหม่ยอวี้เหมือนอยู่ในห้วงความฝัน ทุกอย่างดูเลือนราง ในนั้นดูมืดมน แต่ก็แฝงไปด้วยความน่ากลัว นางเดินไปอย่างไร้จุดหมาย จบพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง ที่ยืนอย่างสง่างามแต่ก็แฝงไปด้วยความดุดัน
หญิงสาวเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ ไม่ได้นึกหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะนางได้ผ่านเรื่องเลวร้ายที่สุดมาแล้ว คงไม่มีอะไรที่ทำให้นางต้องนึกหวาดกลัวอีกต่อไป
“ท่านเป็นใครกัน แล้วที่นี่คือที่ไหน?” นางถามเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้นางในตอนแรก บัดนี้กับหันมามองหน้านางอย่างช้า ๆ หญิงสาวมองใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แม้ที่ผ่านมานางจะไม่เคยพบผู้ใดที่มีใบหน้าลึกลับชวนมองเช่นนี้มาก่อน แต่ในเวลานี้นางไม่มีอารมณ์ที่จะสนใจเรื่องนั้น
เขายกยิ้มขึ้นช้า ๆ ราวกับต้องการกวนโทสะ สายตาที่เขามองมาทำให้นางรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ไม่กล้าที่จะเอ่ยอันใดออกไปอีก
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ เรื่องสำคัญก็คือ เจ้าอยากกลับไปแก้แค้นผู้ที่ทำให้เจ้าต้องตายอย่างทรมานหรือไม่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับต้องการย้ำให้นางนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมา
เมื่อได้ยินคำถามของเขา ดวงตาที่ดำสนิทของนางก็แปลเปลี่ยนเป็นที่แดงในทันที ตอนนี้หากผู้ใดที่รู้จักนาง มาพบเจอนางในตอนนี้จะต้องหวาดกลัวอย่างแน่นอน
แตกต่างจากบุรุษที่อยู่ตรงหน้า เขาชอบที่นางเป็นแบบนี้ ความโกรธเกลียดของนาง จะทำให้นางยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
“เจ้าสามารถทำได้หรือ” นางถามอย่างไม่มั่นใจ หากเขาทำได้อย่างที่กล่าวมา นางก็พร้อมที่จะแลกทุกอย่าง
“ข้าทำได้ อยู่ที่เจ้าจะยอมรับเงื่อนไขของข้าหรือไม่” เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าอย่างไรนางก็ต้องยอมตกลง เพราะความเคียดแค้นในใจของนางนั้นมีมากจนไม่อาจวางลงได้
“แม้จะต้องแลกด้วยอะไร ข้าล้วนยอมทั้งนั้น ขอเพียงแค่ได้กลับไปแก้แค้นพวกมันเท่านั้น” นางตอบอย่างไม่ลังเล เมื่อชีวิตของนางต้องจบลงอย่างน่าอนาถ และไม่ได้ความเป็นธรรม เมื่อมีโอกาสอีกครั้งมีหรือที่นางจะปล่อยให้มันหลุดลอยไป
“ดี เมื่อเจ้าเลือกแล้ว ก็จงขายวิญญาณให้กับข้า” น้ำเสียงพอใจถูกเปล่งออกมา ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้
เขาไม่อยากจะยื่นมือเข้าไปขัดวิบากกรรมที่นางต้องพบเจอ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้นางตกลงที่จะขายวิญญาณให้กับเขาแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะช่วยเหลือนางอย่างไรก็ได้
“ท่านไม่คิดจะบอกชื่อของท่าน ให้ข้ารู้หน่อยหรือ?” นางต้องการรู้จักชื่อแซ่ของคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ นางอยากจะรู้ว่าเขาคือผู้ใดกัน เหตุใดจึงช่วยเหลือนาง
เขาไม่ได้เอ่ยอะไร ทำเพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ ๆ ใบหน้าของเขายังคงประดับรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา
หยางเหม่ยอวี้ จ้องมองการกระทำของเขาอย่างไม่เข้าใจ รู้ตัวอีกที่เขาก็เข้ามาประชิดตัวของนางแล้ว เขาประใบหน้าของนางให้เงยขึ้นสบตากับเขา จากนั้นเขาก็โน้มใบหน้าลงมาช้า ๆ จนหน้าผากของทั้งสองสัมผัสกัน
“นามของข้าคือ โม่เทียน” ทั้งสองจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยต่อไป “แล้วเราจะได้พบกัน”
ทันทีที่เขาพูดจบก็เกิดแสงสว่างทั่วทั้งบริเวณ ทำให้หญิงสาวต้องหลับตาลง สัมผัสที่มีทั้งหมดตรงหน้าเลือนหายไป เหลือเพียงแค่ความว่างเปล่า
หญิงสาวสัมผัสได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนอยู่ จึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก็พบกับภาพที่คุ้นเคย นางลุกขึ้นแล้วมองไปรอบ ๆ บริเวณ ที่นี่คือห้องนอนของนาง เมื่อรู้ว่าตัวเองกลับมาได้แล้ว ก็หวนกลับไปคิดถึงบุรุษที่ยื่นโอกาสนี้ให้ตัวเอง เขาไม่ได้หลอกนาง เขาทำได้อย่างที่พูดเอาไว้จริง ๆ
นางก้มมองมือเล็ก ๆ ของตัวเองอย่าไม่อยากเชื่อสายตา นี้นางย้อนกลับมาตอนอายุได้ราว ๆ สิบสามหนาวอย่างนั้นหรือ? นางได้กลับมาในตอนที่เรื่องราวทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้น ในเวลานี้บิดาและพี่ชายใหญ่ของนางยังคงอยู่ที่ชายแดน ส่วนพี่รองนั้นยังคงเรียนอยู่ในสำนักศึกษา และอีกไม่ถึงสองปีท่านพี่รองก็จะเรียนจบและออกไปช่วยพี่ชาย ส่วนบิดาของนางก็ได้ขอทำการเกษียนตนเอง เพื่อกลับมาดูแลนาง มารดาได้เสียไปหลังจากที่คลอดนางออกมาได้เพียงไม่กี่ปี นางจึงต้องอยู่ในจวนกับพี่ชายคนรองเพียงแค่สองเท่านั้น
หลังจากมารดาเสียไป นางก็ได้พี่ชายสองคนคอยเลี้ยงดูมา เพราะบิดายังคงอยู่ที่ชายแดน ภาระหน้าที่ทั้งหมดจึงตกมาเป็นของพวกเขา ตอนนั้นนางมีอายุได้เพียงหกหนาวเท่านั้น นางค่อย ๆ ซึมซับนิสัยของพวกเขา จนไม่หลงเหลือนิสัยของสตรีเลยสักนิด นางไม่ชอบความวุ่นวายของสตรี ชอบอยู่เงียบ ๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด เป็นสตรีที่ไม่มีความอ่อนหวานแม้แต่น้อย
แต่ศาสตร์ที่สตรีควรศึกษานางก็ทำมันได้ดีจนไม่มีที่ติ ทำให้นางได้ตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งมาครอบครอง
หญิงสาวนั่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น อยู่เงียบ ๆ คนเดียวในห้อง นางต้องการจำเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ชัดเจน จะได้จัดการทุกอย่างได้ง่าย
เสี่ยวอันเมื่อได้ยินเเสียงเคลื่อนไหวภายในห้อง ก็เปิดประตูเข้ามา เพื่อเตรียมตัวปรนนิบัติผู้เป็นนาย
“คุณหนู ล้างหน้าก่อนนะเจ้าคะ” นางเดินเข้ามาพร้อมกับอ่างล้างหน้า
หยางเหม่ยอวี้ นั่งอยู่บนเตียงเพื่อให้เสี่ยวอิงคอยดูแล
“วันนี้จะมีอาจารย์สอนดนตรีเข้ามาสอน คุณหนูจะออกไปเตรียมตัวที่ศาลาเหลียนฮวาเลยหรือไม่เจ้าคะ” ทุกครั้งที่มีอาจารย์มาสอน คุณหนูมักจะไปเรียนอยู่ที่นั้น
“ให้ค่าตอบแทนเขาไป จากนี้ข้าจะเรียนอีก” นางไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนอะไรแบบนี้อีกแล้ว แม้นางจะไม่เรียน ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งก็ยังคงต้องตกเป็นของนาง
“เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ เขาทำอะไรให้คุณหนูไม่พอใจหรือ” ในคราก่อนยังสนทนากันด้วยดี เหตุใดวันนี้จึงพูดออกมาเช่นนี้ได้
“ไม่มีอะไรหรอก จากวันนี้มิต้องให้พวกเขามาสอนที่จวน ให้พ่อบ้านตอบแทนพวกเขาตามสมควร”
เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้านาย เสี่ยวอิงมองด้วยสายตาไม่ใคร่จะเชื่อ ภาพที่นางเห็นคือคุณหนูในวัยสิบสองหนาว แต่กิริยาทางทางราวกับมิใช่ นางดูสุขุมเยือกเย็นมากกว่าแต่ก่อนมากนัก
“เจ้าค่ะ”
“เจ้ามาแต่งตัวให้ข้า” หญิงสาวเดินไปนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง จากนี้นางรู้แล้วว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไป
“เจ้าค่ะ”
วันนี้หยางเหม่ยอวี้เลือกที่จะแต่งตัวอย่างทะมัดทะแมง วันนี้ไม่รู้ว่าพี่รองจะอยู่เรือนหรือไม่
“เจ้าเพียงเกล้าผมแล้วปักปิ่นให้ข้าพอ”
“เหตุใดคุณหนูใช่ชุดแบบนี้เล่าเจ้าคะ” เสี่ยวอ้ายถามอย่างไม่เข้าใจ จะออกไปข้างนอกทำไมจึงต้องใส่ชุดแบบนี้
“ข้าจะไปหาพี่รอง เขาอยู่หรือไม่” นางยังไม่รู้แน่ชัดว่านางกลับมาในเวลาใด จึงไม่แน่ใจว่าเขากำลังทำอันใดอยู่ตอนนี้
“คุณชายรองไปที่สำนักศึกษาเจ้าค่ะ”
“อ่อ เช่นนั้นเราจะไปที่ลานฝึกกัน” นางจะไปรอพี่ชายที่ลานฝึก ตอนนี้นางรู้แล้ว ว่าศาสตร์ที่นางเคยเรียนรู้ไปมิได้มีความสำคัญเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนูจะไปทำอันใดหรือเจ้าคะ” เสี่ยวอ้ายถามด้วยความแปลกใจ คุณหนูมิร่ำเรียนดนตรี แต่เลือกที่จะไปลานฝึกทำไมกัน
“ข้าอยากจะลองขี่ม้ายิงธนูดูบ้าง” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พลางลุกขึ้นเพื่อเดินออกไปยังลานฝึก
“จะดีหรือเจ้าคะ” นางยังคงถามอย่างไม่มั่นใจ สตรีฝึกขี่ม้ายิงธนูจะมิถูกตำหนิเอาหรอกหรือ
“เหตุใดจะไม่ดี” หยางเหม่ยอวี้ ยกยิ้มขึ้นแล้วเดินออกไปทันที ในอดีตนางเคยเรียนพวกนี้บ้าง แต่นางก็ไม่รู้จะฝึกไปทำไม แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้น นางก็รู้แล้วว่าทำไมนางจะต้องฝึกการต่อสู้จนแข็งแกร่ง นางจะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดอีก
หยางเหมยอวี้ เดินตรงไปยังลากฝึกก่อนจะหยิบธนูขึ้นมา พร้อมกับเล็งธนูไปตรงกลาง แล้วยิงลูกธนูออกไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวลูกธนูดอกนั้นก็ปักเข้าเป้าได้พอดิบพอดี ทำให้ทุกคนที่อยู่ในลานฝึกต่างมองกันอย่างตกตะลึง คุณหนูที่พึ่งหยิบธนูครั้งแรก แต่ยิงได้ราวกับจับวางเช่นนี้ ช่างมีฝีมือยิ่งนัก
หญิงสาวเองก็ตกตะลึงไม่ต่างจากผู้อื่นเช่นกัน ในอดีตนางก็เคยฝึกมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยยิงเข้าเป้าเลยสักครั้ง มันเกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่
เพื่อความแน่ใจ นางจึงหันไปหยิบลูกธนูขึ้นมาอีกดอก แล้วยิงออกไปอีกครั้ง และผลก็เป็นเช่นเดิม ธนูปักลงที่กลางเป้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ
“เจ้า ขึ้นมาประลองกับข้า” หญิงสาวเรียกทหารองครักษ์ที่เฝ้าลานฝึก ให้ขึ้นมาประลองด้วย นางต้องการที่จะทดสอบดูว่าทักษะอื่น ๆ นางจะสามารถทำได้แบบยิงธนูหรือไม่
“จะดีหรือขอรับ” เขาถามอย่างไม่มั่นใจ หากเขาทำให้คุณหนูได้รับบาดเจ็บ เขาจะไม่เดือดร้อนหรอกหรือ
“ข้าสั่งให้เจ้าขึ้นมา” หญิงสาวสั่งด้วยน้ำเสียงดุดัน วันนี้นางต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเอง
“ขอรับ” ทหารองครักษ์ผู้โชคร้ายรับคำอย่างจนใจ เขาพยายามเดินขึ้นไปที่ลานอย่างเชื่องช้า เป็นไปได้เขาไม่อยากจะขึ้นมาบนลานประลองเสียด้วยซ้ำ
ทันทีที่ทหารองครักษ์เดินขึ้นมาถึง หยางเหม่ยอวี้ก็เดินไปหยิบดาบที่วางไว้ขึ้นมา
องครักษ์เห็นแบบนั้นถึงกับหน้าซีดไปทันที เดิมทีเขาคิดว่าเพียงต่อยตีเท่านั้น ไม่คิดว่าคุณหนูถึงกับหยิบดาบขึ้นมา
“คุณหนู เช่นนี้จะดีหรือขอรับ หากคุณหนูเป็นอันใดไป บ่าวคงรับโทษไม่ไหว” เขาพูดออกมาอย่างหวาดกลัว
“เจ้าจะมิได้รับโทษอย่างแน่นอน” นางพูดเพื่อให้เขาแน่ใจ พี่ชายนางเคยสอนวิธีใช้ดาบมาบ้าง หากนางสามารถยิงธนูได้ นางก็ต้องใช้ดาบเป็นเช่นกัน
“เช่นนั้นบ่าวมิเกรงใจนะขอรับ” เขาพูดขึ้นแล้วตั้งท่าเตรียมต่อสู้ทันที
หญิงสาวเมื่อเห็นแบบนั้นก็ตั้งท่าขึ้นทันที นางตั้งรับการโจมตีของทหารองครักษ์ได้อย่างดีเยี่ยม ราวกับคนที่ฝึกฝนอยู่เป็นประจำ
หยางเหม่ยอวี้เอาชนะทหารองครักษ์ได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด แม้แต่นางเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะเอาชนะทหารองครักษ์ได้
“คุณหนูมากฝีมือยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะ” เขาพูดออกมาจากใจจริง คุณหนูที่ไม่เคยจับอาวุธทำได้ถึงเพียงนี้นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์
“พอเถิด ข้าจะกลับไปพักผ่อน” หญิงสาวไม่ได้พึงพอใจหรือดีใจต่อคำสรรเสริญนั้น นางเอาแต่ครุ่นคิดว่า สรุปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นมันคือสิ่งใดกันแน่ เหตุใดตัวเองถึงทำได้ถึงขั้นนี้
ในขณะที่หยางเหม่ยอวี้กำลังเดินลงจากลานประลอง เสียงปรบมือก็ดังขึ้น หญิงสาวหันไปมองทางต้นเสียง ก็พบกับพี่ชายที่ยืนรออยู่
หยางเล่อผิงยืนมองน้องสาวที่ประลองกับทหารองครักษ์ด้วยสายตาตกตะลึง คาดไม่ถึงเลยว่าน้องสาวของเขาจะมีฝีมือถึงเพียงนี้ เพราะเขาไม่เคยเห็นนางจับดาบเลยสักครั้ง
“พี่รอง” หยางเหม่ยอวี้เรียกชื่อพี่ชาย แล้วเดินเข้าไปหาเขาที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้
“พี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอวี้เอ๋อร์ของเราจะมีฝีมือมากมายเพียงนี้” เขาแสร้งเอ่ยชมน้องสาว แล้วมองด้วยสายตาจับผิด
“ข้านั่งมองพี่รองฝึกอยู่ทุกวัน จึงจำกระบวนท่าต่าง ๆ ได้” หยางเหม่ยอวี้พยายามหาข้อแก้ตัว เพราะในตอนนี้นางก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเอง นางจึงต้องหาข้อแก้ตัวที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลนัก
“เจ้าเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องพวกนี้เพียงแค่มองก็สามารถทำตามได้” แม้จะไม่อยากเชื่อเรื่องที่นางเอ่ยมานัก แต่นางก็มีความเฉลียวฉลาดจริง อาจารย์ที่เข้ามาสอนนางในจวนต่างก็เอ่ยชมนางอยู่บ่อยครั้ง
หยางเหม่ยอวี้ทำเพียงยกยิ้มให้พี่ชาย แล้วเดินนำเขาไปนั่งในศาลาข้าง ๆ ลานฝึก
“พ่อบ้านบอกข้า ว่าเจ้าไม่ให้เหล่าอาจารย์เข้ามาสอนที่จวนอีกหรือ” เขาถามขึ้น พลางเทน้ำชาให้ตนเองและน้องสาว
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับพี่ชายอย่างไม่ลังเล
“เพราะเหตุใด?” น้องสาวผู้นี้ของเขากระตือรือล้นเรื่องการเรียนมาตลอด เหตุใดวันนี้จึงเปลี่ยนใจง่ายปานนี้
“ข้ามาลอง ๆ คิดทบทวนดูแล้ว ศาสตร์ต่าง ๆ ที่ข้าร่ำเรียนตอนนี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย” นางตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พลางเบนสายตาไปทางอื่น
“หากผู้อื่นรู้จะไม่หัวเราะเยาะเจ้าหรอกหรือ”
“ข้าไม่สนหรอก จะเรียนไปเพื่ออะไร หากเรียนเพื่อให้ผู้อื่นชมเชย หรือเรียนเพื่อเอาใจบุรุษ เพียงแค่สองสิ่งนี้ข้ามองว่าไม่จำเป็นเลยสักนิด” น้ำเสียงของนางดูแข็งกร้าวขึ้นมาเล็กน้อย นางจะไม่มีวันยอมกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน พวกเราพร้อมสนับสนุนเจ้าเสมอ” หยางเล่อผิงบอกน้องสาวด้วนน้ำเสียงอบอุ่น นางอยากจะทำอะไรทุกคนในครอบครัวพร้อมที่จะตามใจนาง โดยเฉพาะพี่ชายคนโต รายนั้นเพียงแค่นางเอ่ยปาก ทุกสิ่งที่นางต้องการก็จะมากองอยู่ตรงหน้า