บทที่ 2 พลังแค้น

2456 Words
หยางเหม่ยอวี้ที่นอนหลับอยู่บนเตียง ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านนอกจึงลืมตาตื่นขึ้น เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด จึงได้หลับตาลงอีกครั้ง ในขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับ นางก็ได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ หญิงสาวลืมตามองอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองก็พบกับเสี่ยวอ้าวที่นอนหลับอยู่ไม่ใกล้จากจากนางมากนัก และเหมือนนางจะหลับสนิทไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งปกติเลยแม้แต่น้อย “นางไม่รู้สึกตัวหรอก” เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นางเห็นก็จำได้ในทันที เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง “โม่เทียน” หยางเหม่ยอวี้ พึมพำออกมาเบา ๆ นางจดจำเขาได้ขึ้นใจ นางไม่มีทางที่จะลืมบุรุษผู้นี้ ผู้ที่ให้นางได้มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง “หึหึ ข้าคิดว่าเจ้าจะลืมข้าไปเสียแล้ว” โม่เทียนหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น พลางเดินเข้าไปหานาง กว่าจะรู้สึกตัวก็ถูกชายหนุ่มเข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว “ข้าจะลืมคนที่ให้โอกาสข้าได้อย่างไร” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นไม่แพ้กัน ยามนางอยู่ใกล้เขา นางมิรู้สึกว่าต้องกังวลอะไร ทั้งยังรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย “เจ้าไม่มีเรื่องใดที่อยากจะถามข้าหรือ” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย เขารู้แล้วว่านางค้นพบความสามารถที่ไม่ธรรมดาของตัวเอง “ข้า…” หยางเหม่ยอวี้เหลือบไปมองเสี่ยวอ้ายด้วยความระแวงว่านางจะตื่นขึ้นมาหรือไม่ โม่เทียนเห็นภาพนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกับอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ “นางจะไม่ตื่นขึ้นมา จนกว่าพวกเราจะคุยกันจบ” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเบาใจ นางไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้ เพราะนางก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แท้จริงแล้วมันคืออะไร “แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่” “เจ้าขายวิญญาณให้ข้าแล้ว นับจากนี้ไปเจ้าจะไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป” เพียงแค่ได้ยินประโยคนั้น นางก็เข้าใจได้ในทันที เพราะการที่นางสามารถย้อนเวลากลับมาได้ เรื่องอื่นล้วนไม่น่าแปลกใจสำหรับนาง “แล้วข้าสามารถทำอะไรได้บ้าง” เมื่อได้ยินคำถามของนาง เขาก็ยกยิ้มอย่างอารมณ์ดี กล่าวว่า “ตอนนี้เจ้ามีพลัง เจ้าสามารถทำได้ดั่งใจปรารถนา แต่พลังของเจ้ามีเพียงน้อยนิด สิ่งที่เจ้าทำได้เมื่อกลางวัน ก็เป็นผลมาจากพลังในตัวของเจ้าร “หากข้ามีพลังมากพอ ข้าจะสามารถทำได้ทุกอย่าง?” หากเป็นแบบนี้จริง สิ่งที่นางคิดจะทำก็คงจะไม่อยากเกินไป “ใช่ เจ้าจะสามารถทำได้ทุกอย่าง” “แล้วข้าต้องทำเช่นไร” ในที่สุดนางก็ทนต่อคำพูดล่อลวงของเขาไม่ได้ ขอเพียงแค่นางมีพลัง ทุกอย่างที่นางอยากจะทำ นางล้วนทำได้ทุกสิ่ง เขายกยิ้มขึ้นอย่างพอใจหลังจากได้ยินคำถามของนาง หากครั้งนี้นางทำสำเร็จ นางและเขาจะไม่มีทางแยกจากกันอีกตลอดกาล “เพียงแค่ทำตามที่เจ้าต้องการ เก็บความเคียดแค้นของเจ้ามาเป็นพลัง เพียงเท่านี้ พลังของเจ้าก็จะเพิ่มพูน” ขอเพียงแค่นางมีความแค้นที่มากพอ พลังในตัวของนางก็จะถูกปล่อยออกมา และนางก็จะกลายเป็นมารอย่างสมบูรณ์ “ได้” หยางเหม่ยอวี้เชื่อว่านางมีความแค้นมากพอ ก่อนจะหันไปถามเขาอีกครั้ง “แล้วเราจะพบกันอีกหรือไม่” นางก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงอยากจะพบหน้าเขาอีก แต่ในความรู้สึกของนาง นางรู้สึกโหยหาเขาอย่างบอกไม่ถูก “เพียงแค่เจ้าคิดถึงข้า ข้าจะมาหาเจ้าทุกเมื่อ” พูดจบเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับที่นี่ไม่เคยมีผู้ใดมาก่อน หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่นาน จนเสี่ยวอ้ายรู้สึกตัว นางลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปมองเจ้านายอย่างงุนงง “คุณหนูมีอันใดหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่มีอันใด ข้าเพียงแค่นอนไม่หลับ” หยางเหม่ยอวี้แสร้งตอบ ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เสี่ยวอ้ายจะไม่รู้สึกตัวเช่นที่เขาพูดเอาไว้จริง ๆ “คุณหนูนอนไม่หลับ เช่นนั้นบ่าวจะอยู่คุยกับคุณหนูนะเจ้าคะ” คุณหนูนอนไม่หลับเช่นนี้ แล้วบ่าวเช่นนางจะข่มตาหลับได้อย่างไร “ไม่ต้องหรอก ข้าจะนอนแล้ว” หญิงสาวพูดขึ้น พลางล้มตัวลงนอนที่เตียง เสี่ยวอ้ายเห็นแบบนั้นก็เข้ามาห่มผ้าให้กับผู้เป็นนาย แล้วกลับไปนอนในที่ของตัวเอง หยางเหม่ยอวี้เมื่อรู้ความสามารถของตัวเอง และพลังที่มาพร้อมกับความแค้น นางจึงได้แต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือน ไม่คิดออกไปที่ใด และช่วงนี้พี่ชายของนางกำลังยุ่ง ทำให้ไม่ค่อยมีเวลามาหานางเหมือนแต่ก่อน นางจึงใช้ช่วงเวลานี้คิดทบทวนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น และคิดหาแผนการที่จะจัดการคนพวกนั้น ผู้ใดที่ทำกับนางไว้จะต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่านางพันเท่าหมื่นเท่า เพียงแค่คิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น รังสีแห่งความแค้นก็พวยพุ่งรอบตัวของนาง เมื่อได้ซึมซับความแค้นนี้ นางกับรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง แม้จะเป็นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น “คุณหนูของว่างเจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายเดินถือขนมเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าบึงตึง ทำให้หยางเหม่ยอวี้มองนางด้วยแววตาแปลกใจ เสี่ยวอ้ายไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เกิดเรื่องอันใดขึ้น “เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น” “คุณหนูนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะเจ้าคะ เมื่อไหร่คุณหนูถึงเรียกอาจารย์เหล่านั้นให้กลับมาสอนหรือเจ้าคะ” ใบหน้าของนางยังคงบึ้งตึงไม่เปลี่ยนแปลง “ที่เจ้าทำหน้าแบบนี้ ก็เพราะเรื่องพวกนี้หรอกหรือ” หญิงสาวพูดอย่างขบขัน เรื่องเพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้สาวใช้ของนางมีโทสะได้หรือ “ก็ด้านนอกพูดถึงคุณหนูในทางที่ไม่ดี พวกนั้นว่าคุณหนูเกียจคร้าน ไม่สนใจร่ำเรียน บ่าวจะยอมได้อย่างไร” เสี่ยวอ้ายบอกถึงสาเหตุของความโมโหนี้ แต่นางก็ไม่สามารถถกเถียงกับคนพวกนั้นได้ เพราะที่พวกเขาพูดมาล้วนเป็นความจริง “ที่พวกเขาพูดก็เป็นความจริงมิใช่หรือ” หญิงสาวยิ้มให้กับท่าทางของสาวใช้ “แต่…” ยังไม่ทันที่เสี่ยวอ้ายจะพูดจบ หยางเหม่ยอวี้ก็ขัดขึ้นเสียก่อน “เขาจะพูดอันใดก็เรื่องของพวกเขา เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจ ใช้ชีวิตในแบบที่เรามีความสุขก็พอ” “เจ้าค่ะ” แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นนายเอ่ยออกเท่าไหร่นัก แต่นางก็จำต้องตอบรับ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้านายจึงเปลี่ยนไปมากมายเพียงนี้ นางดูสุขุม เยือกเย็นขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไม่เหมือนเด็กสาวในวัยสิบสองหนาวเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะมีผู้ใดได้เอ่ยอะไรไปมากกว่านี้ สาวใช้ที่เฝ้าหน้าเรือนก็เข้ามารายงานถึงการมาของหยางเล่อผิง “คุณหนู คุณชายรองเชิญไปพบที่ศาลาเหลียนฮวาเจ้าค่ะ” “อืม เดี๋ยวข้าตามไป” หญิงสาวตอบรับอย่างว่าง่าย หลายเดือนมานี้นางพบหน้าพี่ชายเพียงไม่กี่ครั้ง หายากนักที่เขาจะเรียกตัวนางไปพบเช่นนี้ หยางเหม่ยอวี้ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อยขึ้น เพราะช่วงนี้อากาศร้อน เวลาอยู่ในเรือนนางจึงใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย แต่เมื่อต้องออกไปข้างนอกจึงต้องเปลี่ยนเป็นชุดที่เรียบร้อยขึ้น เมื่อเดินมาถึงศาลาเหลียนฮวา ก็เห็นพี่ชายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางจึงเอ่ยทักทายพี่ชาย แล้วเดินไปนั่งลงข้าง ๆ เขา “พี่รอง” “มาแล้วหรือ นั่งลงก่อนสิ” หยางเล่อผิงเรียกน้องสาวให้มานั่งลง พลางรินน้ำชาให้นาง “พี่รองเรียกข้ามา มีอันใดหรือ” “พี่เห็นว่าช่วงนี้เจ้าเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือน มีเรื่องอันใดหนักใจหรือไม่” แม้ช่วงนี้เขาจะยุ่งเรื่องการสอบ แต่เขาก็ใส่ใจน้องสาวอยู่ไม่น้อย เรื่องในเรือนเขาคอยให้พ่อบ้านรายงานอยู่เสมอ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” “หากเจ้ากังวลเรื่องข่าวด้านนอกก็อย่าได้กังวล ขอเพียงทำสิ่งที่เจ้าทำแล้วสบายใจก็พอ” หยางเล่อผิงบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เรื่องนี้เขาได้ส่งจดหมายไปบอกบิดาแล้ว ท่านบอกว่าให้นางทำในสิ่งที่นางต้องการ ไม่ต้องบังคับใจนาง “เจ้าค่ะ อีกนานหรือไม่ที่ท่านพ่อและพี่ใหญ่จะกลับมา” หญิงสาวถามถึงบิดาและพี่ชายคนโตด้วยความคะนึงหา นางไม่ได้พบหน้าพวกเขามานานแล้ว “อีกไม่นาน ท่านพ่อและพี่ใหญ่ก็จะกลับมาแล้ว” หยางเล่อผิงพูดขึ้นให้น้องสาวสบายใจ เขาก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดศึกที่ชายแดนทิศบูรพาจะจบลง แต่เขาก็ได้ยินมาว่า ศึกทางนั้นค่อนข้างจะจัดการยาก ตอนนี้ทหารก็ล้มตายไปหลายพันคนแล้ว “พี่รองพูดจริงนะเจ้าคะ” หญิงสาวแสร้งถามอย่างดีใจ นางรู้อยู่แล้วว่าในเวลาอันใกล้นี้ บิดาและพี่ใหญ่ยังคงไม่ได้กลับมาเมืองหลวง “จริงสิ พี่จะโกหกเจ้าไปทำไม” หยางเล่อผิงฝืนยิ้มออกมาให้น้องสาวสบายใจ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าศึกครั้งนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด ที่ทำได้ตอนนี้คงจะทำได้เพียงขอพรจากสวรรค์เท่านั้น “พี่รองมีอันใดอีกหรือไม่เจ้าคะ” “พี่ลืมไปเลย อีกสามวันพี่ไม่มีอันใดต้องทำ พี่ตะพาเจ้าออกไปเที่ยวเล่น เลือกซื้อของข้างนอก” วันนี้ที่เขาเรียกนางพบ ก็เพราะจะบอกเรื่องนี้กับนาง นางไม่ได้ออกจากจวนนานแล้ว จะเบื่อเอาได้ “เจ้าค่ะ” หยางเหม่ยอวี้ยิ้มอย่างสดใสส่งไปให้พี่ชาย เพื่อให้เขาเบาใจ “เช่นนั้นเจ้าไปพักผ่อนเถิด พี่จะออกไปสำนักศึกษา” ตอนนี้เขาต้องเร่งอ่านตำราที่สำนักศึกษากับสหายต่อ “พี่รองอย่าหักโหมเกินไป ดูแลตนเองด้วย” หญิงสาวบอกพี่ชายอย่างห่วงใย ก่อนจะเดินจากไป หยางเหม่ยอวี้กลับมานั่งทบทวนเรื่องที่คุยกับพี่ชาย อีกสองปี กว่าบิดาและพี่ใหญ่จะเอาชนะศึกครั้งนี้ได้ แต่นางไม่ต้องการรออีกต่อไป นางจะต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้บิดาและพี่ชายได้กลับมาเมืองหลวง ตกดึก ในขณะที่ทุกคนกำลังหลับ หยางเหม่ยอวี้ก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วคิดถึงบุคคลที่จะสามารถช่วยเหลือนางได้ หญิงสาวเพียงแค่คิดว่าอยากพบเขา เขาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้านางทันที นางก็ไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถเพียงนี้ ตกลงแล้วเขาเป็นตัวอันใดกันแน่ จึงทำได้ถึงขั้นนี้ “เรียกหาข้ามีอันใดหรือ” โม่เทียนถามด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม นางทิ้งให้เขาโดดเดี่ยวอยู่นาน ไม่ยอมเรียกเขาออกมาพบเลยสักครั้ง “ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วย” นางสาเหตุที่ต้องเรียกเขามา “หึ หากไม่มีเรื่อง คงจะไม่คิดถึงข้า” เขาพูดขึ้นอย่างน้อยอกน้อยใจ แต่ก็ดี อย่างน้อนเวลานางเดือดร้อนยังคงคิดถึงเขา “ข้าสามารถเรียกท่านได้ตลอดเวลาหรือ” หญิงสาวตัดใจถาม นางไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ในสถานะใด ในตอนนี้เขาก็เหมือนเป็นนายของนาง นางจะสามารถเรียกเจ้านายเวลาใดก็ได้หรือ “หากเจ้าต้องการพบข้าทุกวัน ข้าก็สามารถมาหาเจ้าได้” เขาเดินเขาไปใกล้นางอีกนิด จากนั้นก็เชยคางนางให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา แม้นางจะอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบสองสิบสามหนาว แต่ความงามของนางกับไม่ลดลงเลย ออกจะงดงามกว่าตอนที่นางเป็นมนุษย์ธรรมดาเสียอีก หยางเหม่ยอวี้เมื่อเห็นสายตาเขาที่มองมา ก็หลบสายตาของเขาอย่างเขินอาย โม่เทียนเห็นเช่นนั้นหัวหัวเราะเบา ๆ ให้กับท่าทางของนาง ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก เขาเลิกกลั่นแกล้งนางแล้วหันกลับมาถามเรื่องที่นางเรียกเขามาในวันนี้ “แล้วเจ้าเรียกข้ามา มีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยหรือ” “ข้าอยากให้บิดาและพี่ใหญ่ชนะศึกในครั้งนี้ เขาจะได้กลับมาหาข้า” นางรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถช่วยนางได้หรือไม่ “เรื่องนี้ข้าสามารถช่วยเจ้าได้” “เจ้าพูดจริงใช่หรือไม่” หยางเหม่ยอวี้ถามขึ้นอย่างมีความหวัง นางไม่อยากให้ทั้งสองต้องออกไปเสี่ยงชีวิตเพื่อคนพวกนี้ คนที่ยืนมองคนตายด้วยใบหน้าระรื่น “ได้สิ ข้าบอกแล้ว ขอเพียงเจ้ามีพลังมากพอ เรื่องนี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องง่ายดาย” เขาพยายามล่อลวงนางด้วยคำพูดอีกครั้ง ขอเพียงแค่ในใจของนางมีความแค้นอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่เขาหวังก็คงอยู่ไม่ไกล “ได้ ข้าจะต้องมีพลัง แล้วจัดการกับพวกมันด้วยตัวเอง” กระแสของความแค้นถูกปล่อยออกมาจากตัวของนาง ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยพึ่งพอใจเป็นอย่างมาก หากนางเป็นแบบนี้ต่อไป พลังของนางจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน “ตอนนี้เจ้าเพียงแค่ต้องอยู่เฉย ๆ รอฟังข่าวดี แล้วคิดถึงข้าให้มากก็พอ” พูดจบเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นคราวก่อน นางไม่ได้ตื่นตกใจกับมันอีกแล้ว หลังจากเขาหายไปแล้ว นางก็ล้มตัวลงนอนราวกับไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD